วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มุมเล็ก ๆ สร้างโลกให้งดงาม (ตอน 1)

มุมเล็ก ๆ สร้างโลกให้งดงาม
(ตอน 1)
            หากเปรียบตัวเรากับโลก เราก็เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ ชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่บนโลก หากเปรียบโลกกับจักรวาล โลกก็เป็นเพียงดาวเคราะห์น้อย ๆ ที่ล่องลอยท่ามกลางดาวดวงอื่น ๆ อีกนับล้าน ๆ ดวง แล้วเมื่อเปรียบตัวเรากับสิ่งสร้างอย่างจักรวาลเราก็เป็นเพียงเศษธุระ จุลภาคหนึ่ง แต่ด้วยความที่เราอาศัยอยู่บนโลก เราก็เลยคิดว่าโลกนี้กว้างใหญ่ วันหนึ่งที่มนุษย์เราสามารถเชื่อมโลกด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ โลกจึงดูเล็กลง เราจึงสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมา เห็นแต่ความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ทั้ง ๆ ที่โลกนี้ยังมีผู้คนอีกมากมาย แล้วในความหลากหลายนั้นมีสิ่งดีงามเกิดขึ้นมาสม่ำเสมอ แม้จะเกิดขึ้นในมุมเล็ก ๆ การกระทำเล็ก ๆ ที่งดงามในนามของการให้ หากโลกนี้ไม่มีคนที่คิดให้และแบ่งปัน คงอยู่ยากมากขึ้นทุก ๆ วัน วันนี้เรามาลองมองดูความงามในมุมต่าง ๆ จากโลกนี้ แล้วถามตัวเองกลับว่า วันเวลาที่ผ่านมาเราได้ “ให้” อะไรกับผู้คนบนโลกนี้มาบ้าง ไม่ต้องให้อะไรที่ยิ่งใหญ่เพียงแค่ให้ “ใจ” ความยิ่งใหญ่ก็จะตามมา

            เรื่องราวแสนมหัศจรรย์นี้ เริ่มต้นขึ้นที่หนูน้อยวัยเพียง 5 ขวบ ชื่อ แคทเธอรีน คอมเมล เธอได้ดูสารคดีเกี่ยวกับทวีปแอฟริกาเรื่องหนึ่ง ในสารคดีกล่าวว่า ทุก 30 วินาทีจะมีเด็กคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย เพราะที่แอฟริกายากจนไม่มีเงินซื้อมุ้งกันยุงที่ชุกชุม จากนั้นเด็กอนุบาลตัวเล็ก ๆ ก็เริ่มต้นทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ชนิดที่ใคร ๆ ก็คาดไม่ถึง โดยเธออดออมเงินค่าขนม แล้วขอให้แม่พาไปซื้อมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง และให้แม่ช่วยหาทางส่งมุ้งไปที่แอฟริกา
           
แคทเธอรีน คอมเมล
กระทั่งผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจาก องค์กรการกุศล Nothing but net ที่จัดทำเรื่องส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ องค์กรการกุศลนี้บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อยที่สุด และถ้าบริจาคมุ้งครบ 10 หลังเธอจะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ       
            ด้วยความคิดและหัวใจที่ยิ่งใหญ่เกินวัย แคทเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย เพื่อหาเงินไปซื้อมุ้งเพื่อบริจาค เธอคิดแบบเด็กๆ เพียงว่าทุกคนที่ซื้อของท้ายรถจากแม่ของเธอ ก็ควรจะได้ใบประกาศเกียรติคุณด้วยเช่นเดียวกับเธอ แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณด้วยลายมือของเธอเอง ทุกใบมีตัวหนังสือที่เธอเขียนเองว่า ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 หลังส่งไปแอฟริกาในเวลาไม่นานนัก เธอก็ได้เงินครบพอซื้อมุ้ง 10 หลัง บริจาคให้องค์กร Nothing but net จากความตั้งใจและความเอื้ออาทรครั้งนี้ทำให้เธอได้รับแต่งตั้งเป็น ทูตแห่งมุ้ง”       
            ไม่เพียงเท่านี้ เพื่อนบ้านของเธอนอกจากซื้อมุ้งจากแคทเธอรีนแล้ว ยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณอีกด้วย ขณะเดียวกันบาทหลวงในชุมชนก็ได้เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ ทำให้เธอได้เงินบริจาคมาอีก 800 เหรียญ หลังจากนั้นเธอก็เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ๆ กระทั่งเธออายุครบ 6 ขวบ เธอได้รับเงินบริจาคไปแล้วกว่า 6,316 เหรียญ       
            จากนั้นเธอก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณให้เจ้าของไมโครซอฟท์ ในนั้นเธอเขียนว่า คุณบิลเกตที่เคารพ เด็กแอฟริกาไม่มีมุ้งและจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณด้วยใบประกาศเกียรติคุณนั้น ทำให้มูลนิธิบิลเกตประกาศบริจาคเงิน 100 ล้านบาทให้ “Nothing but net” จากให้หนึ่งแตกหน่อออกดอกผลอย่างมากมาย
           
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ในอีกมุมหนึ่งของโลก กลางดึกของคืนวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา นักศึกษาสาวคนหนึ่งวัย 22 ปี ชื่อ ดอมินิก ฮาริสัน-เบนเซน ได้ไปงานปาร์ตี้ในเมืองเพรสตัน เมื่องานเลิก เธอจะขึ้นรถแท็กซี่กลับบ้าน ตอนนั้นเองที่เธอทราบว่ากระเป๋าเงินของเธอหายไป เธอไม่มีเงินติดตัวเลย ดึกก็ดึก หนาวก็หนาว เธอยืนงง ๆ อยู่ไม่รู้จะทำอย่างไร และแล้วก็มีชายเร่ร่อนขอทานคนหนึ่งที่อยู่บริเวณนั้น ได้เห็นเหตุการณ์โดยตลอด ได้เดินเข้ามาหาเธอ หยิบยื่นเงิน 3 ปอนด์ที่ทั้งเนื้อทั้งตัวมีอยู่แค่นั้น ให้เธอไปจนหมดเพื่อเธอจะได้กลับบ้านได้
            เธอประทับใจในน้ำใจของเขามาก หลังจากวันนั้น ดอมินิกพยายามสืบเสาะตามหาชายเร่ร่อนผู้ใจดี จนในที่สุดก็ได้พบและทราบชื่อว่า ร็อบบี้ และยังทราบด้วยว่า ร็อบบี้เร่ร่อนไร้ที่อยู่อาศัยมาได้เจ็ดเดือนแล้ว เขาไม่ได้ใจดีกับเธอเท่านั้น เวลาที่เขาพบกระเป๋าเงินของใครที่ทำหล่นหาย เขาก็พยายามหาเจ้าของและคืนกระเป๋าเงินให้เจ้าของ บ่อยครั้งเขาให้ยืมผ้าพันคอของเขาแก่ผู้ที่ยืนหนาวสั่นขณะรอรถเมล์
            ในอังกฤษ หากใครไม่มีที่อยู่อาศัย ก็ไม่มีบ้านเลขที่สำหรับการติดต่อ ก็ไม่สามารถหางานได้ ดอมินิกจึงเริ่มรณรงค์โดยอาศัยสื่อสังคมออนไลน์ ขอให้คนช่วยกันบริจาคคนละ 3 ปอนด์ (ประมาณเกือบ 150 บาท) เพื่อรวบรวมเงินไปซื้อบ้านหลังเล็กๆให้ร็อบบี้

            ทราบว่าตอนนี้เธอได้รับเงินบริจาคกว่า 9 พันปอนด์แล้ว และคงสามารถหาบ้านให้ร็อบบี้ได้ทันวันคริสต์มาส ก่อนที่อากาศจะหนาวเย็นมากไปกว่านี้ความงดงามยังเกิดขึ้นทุก ๆ วันบนโลกใบนี้  ( ต่อภาค 2 ในปีใหม่ครับ)

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557

หลงลืม ลุ่มหลง

หลงลืม ลุ่มหลง
                นับว่าเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งของชีวิตที่มีผู้ใหญ่ใจดี มีอุปการคุณส่งข้าวสารมาให้เป็นประจำทุกเดือน ทำให้มีข้าวสวยหอมอร่อยรับประทาน แต่ด้วยความเร่งรีบผสมกับความรักสบายมากไปหน่อยกระมัง บ่อยไปก็ไม่ได้สนใจที่จะหุงข้าวสวยทาน มีไม่น้อยครั้งเลยที่เที่ยวหาของทานอย่างอื่นแทนข้าวสวย ถามว่าเบื่อข้าวสวยหรือ ก็ไม่ใช่นะ คงเป็นเพราะว่าทานอยู่เป็นประจำทุกมื้อทุกวันก็อาจจะรู้สึกเฉย ๆ กับข้าวสวย และพอได้ไปทานอาหารอะไรที่แปลก ๆ ใหม่ ๆ เราก็อาจจะรู้สึกว่าอาหารนั้นมีคุณค่า น่าสนใจ และน่าให้ความสำคัญมากกว่า ถามว่าถ้าให้ทานอาหารแบบนั้นทุกมื้อเลยจะเอาไหม ก็คงไม่เอา ในขณะที่เราทานข้าวสวยธรรมดา ๆ ทุกมื้อทุกวัน เราก็หลงลืมความหอมอร่อย และคุณค่าของมันไป
ภาพ  :  อินเตอร์เน็ต
                ในชีวิตของคนเรานั้น บางทีก็มองข้ามความสำคัญของสิ่งที่มีอยู่กับเราไป ซึ่งหลายครั้งที่เรารู้สึกเฉย ๆ กับมัน อาจเป็นเพราะว่าสิ่งนั้นยังไม่เคยขาดหายไปจากชีวิตเรา ต่อเมื่อสิ่งนั้นขาดหายไปแล้ว เราจึงเริ่มมองเห็นความสำคัญของสิ่งนั้น ๆ ในทางกลับกัน เราอาจจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ไม่ได้อยู่กับเราเป็นประจำ ด้วยความที่นาน ๆ เราไม่ได้พบเห็นสิ่งนั้นที  เราจึงเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นของแปลกใหม่ และให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ๆ อย่างมากมายจนกลายเป็นความลุ่มหลง
                ในยุคที่เรามักมีของใหม่ ๆ ให้ใช้สอยเพิ่มความสะดวกสบายได้อย่างทันใจ ทำให้หลงลืมสิ่งต่าง ๆ ได้ง่ายดายขึ้น มีความหน่ายเร็วเป็นอุปนิสัยใหม่เพิ่มเข้ามาในชีวิต ใช่หรือไม่เรามีเทคโนโลยีสื่อสาร โทรคุย แชทพิมพ์ผ่านตัวอักษรผ่านตัวสัญลักษณ์ ส่งผ่านไป ในหลายครั้งหลายหนเรามิได้ใส่หัวใจ  ใส่ความห่วงใยที่แท้จริงลงไปด้วย เมื่อบ่อยครั้งเข้าหัวใจที่ต้องสัมผัสด้วยหัวใจก็ลืมหายไปในอากาศเราลุ่มหลงวิธีการสื่อสารแบบใหม่จนหลงลืมการพบปะแบบเห็นหน้า การเยี่ยมเยียนกันถูกหมางเมินเพราะเพียงนึกถึง ก็ส่งผ่านคลื่นไปได้
                ใช่หรือไม่ หนุ่มสาวบางคนกำลังลุ่มหลงตกอยู่ในช่วงรักแรกแย้มงาม ทำทุกอย่างให้คนรัก แต่กลับหลงลืมคนที่รักเขาหรือเธอ ที่เฝ้าถนอมให้กำเนิดและเลี้ยงดูตนเองมาตั้งแต่เล็กจนโต คอยให้ความช่วยเหลือดูแลทุกอย่างมาโดยตลอด ซึ่งแน่นอนพ่อแม่ไม่ได้ต้องการให้หนุ่มสาวเหล่านั้นต้องมาดูแลทุกอย่าง แต่สิ่งที่พ่อแม่ปรารถนาคือการไม่หลงลืมคำสั่งสอน ไม่หลงลืมที่จะกลับมาหา เยี่ยมเยียนพวกท่านบ้างในบางโอกาส
                เป็นเรื่องจริงเลยทีเดียวที่เราถูกฝึกให้ตรงไปข้างหน้าสู่สิ่งที่เรียกว่า ความสำเร็จในชีวิตและความสำเร็จก็ทำให้เราหลงลืม ละเลยสิ่งรอบข้างไม่ได้พิถีพิถันในการใช้ชีวิตเท่าที่ควร มองข้ามและหลงลืมไปว่า บนถนนหนทางของชีวิตนั้น ไม่ได้ตัดเป็นเส้นตรงมุ่งสู่เป้าหมายเพียงอย่างเดียว มีสิ่งอื่นอยู่ระหว่างทางก็มากมี ช้าบ้างและเสียเวลาหน่อย อ้อมสักนิด ก็ทำให้ชีวิตสำราญและมีความสุขมากขึ้นได้
ภาพ  :  อินเตอร์เน็ต
                หลายคนเลือกที่จะใช้เวลา เสียเวลา ให้เวลา ในแต่ละวันหมดไปเพื่อค้นหาหนทางลัดสู่ความสำเร็จ ความงามที่ผ่านทางกาลเวลา ผ่านทางผู้คน ผ่านทางความห่วงใยของบางคน กลายเป็นสิ่งไร้ค่า การที่จะก้าวขึ้นสูงโดยไม่ได้หัวใจของใครเลยจะมีความหมายอันใดเล่า??? มีแต่จะนำความทุกข์มาสู่หัวใจอันเดียวดาย อย่าลุ่มหลงความสุขชั่วขณะที่มาพร้อมกับความสำเร็จของชีวิต เพราะทุกครั้งที่ความสุขหมดลงความทุกข์ก็เข้ามาแทนที่ เป็นอยู่อย่างนี้ วนเวียน ไม่รู้จบ             บางครั้ง เมื่อเราทุกข์ท้อใจมาก ๆ กับปัญหาในชีวิต เราก็คิดถึงบางคน ปรารถนาที่จะให้ใครสักคนมาอยู่เป็นเพื่อน ต้องการกำลังใจพลังใจจากการเยี่ยมเยียนของมิตรสหาย ในขณะเดียวกันเราก็ควรที่จะต้องคำนึงถึงว่าในบรรดาญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ที่ผ่านเข้ามาบนหนทางชีวิตนั้น ต้องมีสักครั้งที่พวกเขาต้องพบเจอกับความทุกข์ หากเราใส่ใจต่อกัน ช่วยเหลือกันยามทุกข์ท้อ ความงามแห่งการให้ ความหวังของผู้คนย่อมได้รับการเติมเต็ม

                บางทีมนุษย์เราก็หลงลืมไปว่า หน้าที่หลักที่แท้จริงของเรานั้นคืออะไรการที่เราทำงานหาเงิน หาเลี้ยงชีพ มุ่งมั่นสร้างความสำเร็จ ความร่ำรวย ความมีชื่อเสียงให้กับตัวเองนั้น เป็นเพียงหน้าที่รองทั้งสิ้นแต่เรากลับใช้เวลาส่วนใหญ่ลุ่มหลงไปกับสิ่งเหล่านี้ จนเข้าใจผิดคิดว่ามันคือ หน้าที่หลักของชีวิต เรากำลังหลงทางและปล่อยให้ชีวิตตัวเอง ต้องไล่ล่าอยู่กับสิ่งภายนอกโดยไม่สิ้นสุด เพราะเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งเติมเต็มให้ชีวิตเรานั้นสมบูรณ์ได้ ซึ่งเป็นเพียงความลุ่มหลงทั้งสิ้น ช่วงเวลาปลายปีแบบนี้เป็นโอกาสที่เราจะหันมาสำรวจตรวจสอบ เพื่อให้ชีวิตของเราหลุดพ้นจากความลุ่มหลงโดยไม่หลงลืม สิ่งที่มีค่าที่อยู่กับเราในทุก ๆ วัน แล้วความชื่นชมยินดีจะมีขึ้นในชีวิตเราตลอดไป...

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

มากกว่าคำพูด

มากกว่าคำพูด
            คำพูดคือ สิ่งมหัศจรรย์หนึ่งของสิ่งสร้างเล็ก ๆ อย่างมนุษย์เรา คำพูดนอกจากจะใช้เพื่อการสื่อสารแล้ว ยังเป็นเหมือนอาวุธที่คมกริบใช้เชือดเฉือนผู้คน ใช้เพื่อเสริมสร้างคนให้กลายเป็นคนยิ่งใหญ่ได้  ในโลกนี้ทุกสิ่งย่อมมี 2 ด้านเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะใช้ด้านไหน ส่วนมากแล้วเรามักใช้ด้านร้ายมากกว่าด้านดี ไม่เว้นแม้กระทั่งคำพูด ใกล้เวลาสิ้นปีมาทุกขณะ ชีวิตก็ยังดำเนินต่อไป ในแต่ละวันผ่านพ้นจะมีสักกี่คนที่ได้รับของขวัญอันล้ำค่า ของขวัญที่ส่งเสริมให้ชีวิตก้าวผ่านไปอย่างงดงาม ในนามของการ “ให้” เพียงคำพูดไม่กี่คำที่อาจจะสร้างหัวใจอันยิ่งใหญ่ให้ใครบางคนได้
ภาพ  : อินเตอร์เน็ต
            ครั้งแรกในการเข้าร่วมการประชุมผู้ปกครอง คุณครูชั้นอนุบาลพูดว่า “ลูกชายของคุณเป็นโรคอยู่ไม่สุข ไม่สามารถนั่งสงบนิ่งบนเก้าอี้ แม้เพียงสามนาที คุณควรพาไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาล”
            ตอนเดินทางกลับบ้าน ลูกชายถามเธอว่า คุณครูพูดอะไรบ้าง เธอเจ็บปวดหัวใจ น้ำตาแทบจะไหลรินออกมา เพราะว่าในบรรดาเด็กทั้งห้องลูกเธอแย่ที่สุดคุณครูแสดงออกถึงความดูแคลน แต่เธอยังคงบอกกับลูกชายว่า
            “คุณครูชื่นชมเธอ บอกว่าเดิมทีเธอไม่สามารถนั่งสงบนิ่งบนเก้าอี้แม้แต่นาทีเดียว ตอนนี้สามารถนั่งได้สามนาทีแล้ว ส่วนคุณแม่คนอื่นๆ ต่างก็อิจฉาแม่ เพราะว่า ทั้งห้องมีลูกเพียงคนเดียว ที่มีการพัฒนาที่ดีขึ้น”
            ค่ำวันนั้น ลูกชายของเธอกินข้าวหมดสองถ้วย ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งไม่ต้องให้เธอป้อน
            ต่อมาเมื่อลูกชายขึ้นชั้นประถมแล้ว ในการประชุมผู้ปกครอง คุณครูพูดว่า......
            “นักเรียนทั้งชั้นห้าสิบคน ผลการสอบคณิตศาสตร์ครั้งนี้ ลูกชายของคุณได้อันดับที่สี่สิบ พวกเราสงสัยว่า สติปัญญาของเขาอาจจะมีปัญหา คุณควรพาเขาไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาลบ้าง”
            ระหว่างเดินทางกลับบ้าน น้ำตาเธอไหลรินออกมา เมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เธอพูดกับลูกชายว่า “คุณครูเชื่อมั่นในตัวเธอมาก เขาบอกว่า เธอไม่ใช่เด็กที่โง่เขลา ขอเพียงแต่เพิ่มความละเอียดรอบคอบให้มากขึ้น ก็จะเหนือกว่าคนที่นั่งโต๊ะเดียวกันกับเธอ เพราะครั้งนี้ เขาสอบได้อันดับที่ยี่สิบเอ็ด”
         
ภาพ  : อินเตอร์เน็ต
   ตอนที่เธอพูดคำพูดเหล่านี้ เธอเห็นดวงตาของลูกชาย ค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้น ใบหน้าที่เศร้าสร้อยเมื่อครู่ก็ร่าเริงขึ้นมาทันที อีกทั้งลูกชายก็อ่อนโยนจนทำให้เธอตกใจ คล้ายดั่งเขาได้เติบใหญ่ขึ้นมากในทันที วันรุ่งขึ้นก็ไปโรงเรียนเช้ากว่าปกติ                                      
เมื่อลูกชายขึ้นชั้นมัธยมต้น เป็นอีกครั้งของการประชุมผู้ปกครอง เธอนั่งรอคอยคุณครูขานชื่อของลูกชายเธอ เพราะว่าการประชุมผู้ปกครองทุกครั้งที่ผ่านมา รายชื่อของนักเรียนที่มีผลการเรียนย่ำแย่ จะมีรายชื่อของลูกชายเธอทุกครั้ง แต่ครั้งนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเธอ จวบจนสิ้นสุดก็ไม่ได้ยินชื่อของลูกชายเธอ ก่อนกลับจึงไปถามคุณครู คุณครูบอกกับเธอว่า
            “ดูจากผลการเรียนของลูกคุณแล้ว หากไปสอบเข้าเรียนโรงเรียนมัธยมปลายที่มีชื่อเสียง ยังพอมีความเสี่ยงอยู่ ”
            เธอเดินออกจากโรงเรียนด้วยความดีใจ ยามนี้เธอเห็นลูกชายยืนรอคอยเธออยู่ ระหว่างทางเธอจับไหล่ของลูกชาย ภายในจิตใจรู้สึกหวานชื่นยิ่ง เธอบอกกับลูกชายว่า
            “คุณครูประจำชั้น พอใจในตัวเธอมาก เขาบอกแล้วว่า ขอเพียงลูกมีความพยายามก็จะมีหวังยิ่งขึ้น ที่จะสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่มีชื่อเสียง ”
            จบมัธยมปลายแล้ว รายชื่อนักเรียนชุดแรกที่ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งผลการสอบผู้คัดเลือกได้ เธอมีลางสังหรณ์ว่า ลูกชายของเธอจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแน่ เพราะว่าตอนที่ไปสมัครสอบเธอได้พูดกับลูกชายว่า เธอเชื่อและมั่นใจว่า เขาต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยนี้แน่นอน ลูกชายนำจดหมายที่มีตราประทับ จากสำนักงานของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังยื่นให้เธอ จากนั้นร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง ร้องไปก็พูดไปว่า
            “แม่ครับผมรู้ว่าผมไม่ใช่เด็กที่เฉลียวฉลาด แต่บนโลกนี้ มีเพียงแม่ที่ชื่นชมผม.........Page : เรื่องดี ๆ มีข้อคิด

            เธอสุดแสนดีใจ จนไม่สามารถกลั้นน้ำตาที่อัดอั้นมาสิบกว่าปีอีกต่อไปได้ จึงปล่อยให้ไหลรินร่วงลงมา คำพูดที่ให้กำลังใจ สามารถแปรเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมของคนคนหนึ่งได้ หรือแม้กระทั่งแปรเปลี่ยนโชคชะตาของคนคนหนึ่ง คำพูดร้าย ๆ ก็ทิ่มแทงหัวใจและร่างกายของคนคนหนึ่งจนบาดเจ็บชอกช้ำได้ สามร้อยกว่าวันที่ผ่านมา คำพูดของเราสร้างหรือทำลายผู้คน แบบไหนเล่าที่มากกว่ากัน....

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2557

สายลมที่ไม่หวนคืน

สายลมที่ไม่หวนคืน
            ภาพผู้หญิงสูงอายุที่ปรากฏบนกระจกมองหลัง เป็นภาพที่ทำให้เกิดความรู้สึกหลายอย่างหลายสิ่งวิ่งออกมาจากความทรงจำ ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ใครอื่นที่ไหน คือ “แม่” หลังจากพามาพบหมอเพื่อตรวจเช็คโรคประจำตัว โรคที่ทำให้แม่โรยราไปมาก ขณะขับรถเพื่อไปส่งแม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น รถราติดเป็นแถวยาว แม้กระทั่งบนทางด่วน พูดคุยกันในหลายเรื่อง หลายจังหวะแม่นั่งเหม่อมองออกไปข้างนอก ทำให้ยิ่งคิดถึง "พ่อ" ผู้จากแม่ไปในหลายปีที่ผ่านมา แม่จึงเหงาลงไปมาก และเริ่มมีอาการหลง ๆ ลืม ๆ หลายครั้งหลายหนบนรถนั้นแม่ก็ถามเรื่องนี้เรื่องนั้นซ้ำไปซ้ำมา แม้จะหงุดหงิด แต่เมื่อมองเห็นแม่ผ่านกระจกหลัง ยิ่งย้อนกลับไปวันที่พ่อและแม่ตรากตรำทำงานหนักเพื่อลูก ๆ แต่พวกท่านก็ไม่เคยบ่น แล้วสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้มันยังไม่ถึงหนึ่งในร้อยเลย
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
            สายลมมักพัดผ่านเลยไปมิอาจหวนคืน แต่ก็มักมีสายลมลูกใหม่ ๆ เท่านั้นที่จะพัดมาอีกครั้ง บ่อยไปที่เราต้องทำให้พ่อแม่โกรธ โมโห หงุดหงิด แต่ทั้งชีวิตท่านกลับมีแต่มอบสิ่งดี ๆ ให้เรา บ่อยครั้งเรากลับมองไม่เห็น ทำให้นึกถึงบทความเรื่องหนึ่งที่เคยอ่าน เขียนไว้อย่างซาบซึ้งและย้ำเตือนว่าเราอย่าได้ละเลย ผู้ที่อยู่เบื้องหลังชีวิตเรา เพราะหากเราไม่ทำให้พวกท่านในวันนี้ วันข้างหน้าจะมานั่งเสียใจก็จะไร้ประโยชน์
            ชายหนุ่มคนหนึ่งจะเรียนจบชั้นมัธยมปลายแล้ว เขาคิดอยากได้รถคันใหม่เป็นของขวัญ พ่อของเขาก็ได้พาเขาตระเวนดูรถหลายรุ่นหลายยี่ห้อ หลายบริษัทด้วยความอดทน
            จบจากพิธีสำเร็จการศึกษา ทั้งครอบครัวกลับมาถึงบ้าน ภายในใจเขา หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นรถใหม่ที่เขาชื่นชอบ จอดอยู่หน้าบ้าน ทว่า..ไม่เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ ไม่มีวี่แววอะไรเลย เห็นเพียงแต่พ่อของเขาออกมาจากห้องหนังสือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ในมือถือพระคัมภีร์ไว้หนึ่งเล่ม บอกกับเขาว่า
            “ลูกเอ๋ย..พ่อดีใจมาก ที่ลูกเรียนจบแล้ว”
            ยามนั้น อารมณ์โมโห แทบเหมือนดั่งไฟผุดมาจากนรก ได้ครอบงำลูกชายคนนี้ เขาไม่คาดคิดว่า คุณพ่อที่ตนเองเคารพรัก จะเป็นผู้ที่ไร้สาระและไร้ยางอายถึงเพียงนี้ เขา..ก็ไม่ได้พูดอะไรหันหลังแล้วก็เดินจากไป การจากไปในครั้งนี้เป็นการจากไปถึงสามสิบกว่าปี
            ในพิธีฝังศพของคุณพ่อของเขา ลูกชายคนนี้ก็กลับมาจนได้ เขามองดู ตาแก่ที่ไร้ยางอายถูกฝัง เขาประคองคุณแม่ที่เสียใจ กลับมาถึงบ้าน ยามที่เขาเข้าไปที่ห้องของตนเองในอดีต มองดูทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนไม่เปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่เขายังเด็กอยู่เลย
ภาพ : อินเตอร์เน็ต

            ทว่า..บนโต๊ะเขียนหนังสือของเขา วางพระคัมภีร์ไว้เล่มหนึ่ง เล่มที่ทำให้ความหวังของเขาแตกสลายจนหมดสิ้น ของขวัญสำเร็จการศึกษา เวลานี้ อารมณ์ความรู้สึกที่เขามีต่อคุณพ่อสับสนมาก ทว่า ความโมโหในอดีต ตอนนี้ก็ดับมอดไปมากแล้ว เขานั่งลง เริ่มเปิดของขวัญที่เขาปฏิเสธ เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เห็นด้านในพระคัมภีร์ มีลายมือของคุณพ่อ
            “มอบแด่ลูกชายสุดที่รักจากใจ หวังว่าลูกจะบินสูงเหมือนดั่งนกอินทรีย์ แม้นจะวิ่งกลับก็ไม่เหนื่อย เดินก็ไม่เมื่อยล้า
            เขา..เปิดไปอีกทีละหน้า ๆ และแล้วที่ปรากฏต่อสายตาเขาคือ เช็คใบหนึ่งที่กลายเป็นสีเหลือง ยอดเงินบนนั้น ตรงกับราคารถที่เขาได้ไปดูไว้ อีกทั้งวันที่ก็ตรงกับวันที่เขาจบการศึกษา อาการช็อกของเขายากที่จะบรรยายเป็นตัวหนังสือได้ ความสำนึกผิดของเขา ก็ไม่สามารถใช้การกระทำใด ๆ มาลดหย่อนให้เบาบางลงได้ เป็นเพราะความคิดโง่เขลาในตอนวัยหนุ่ม ทำให้เขาสูญเสียความรักอันล้ำค่า ระหว่างพ่อกับลูกไป
            อีกทั้งที่แปลกประหลาดก็คือ...สามสิบกว่าปีที่ยาวนานนี้ เขาไม่เคยที่จะคิดเลยว่า การตัดสินใจในครั้งนั้น อาจจะเป็นความผิดพลาด อารมณ์โมโหจากความผิดหวัง ทำให้เขาหน้ามืดตามัว เชื่อในคำโกหกที่ร้ายแรงสุดๆว่า...คุณพ่อที่รักเขามาสิบแปดปี จะกลายเป็นปิศาจร้ายที่น่ากลัวเพียงชั่วข้ามคืน(จาก Page เรื่องดีๆมีข้อคิด)
            ใช่หรือไม่ คงไม่ใช่ชายคนนั้นเพียงคนเดียว ที่ตกลงไปในหลุมพรางนี้ ในชีวิตนี้ มีกี่ครั้งกี่หน ที่เราใช้ความผิดพลาดจากจริตโมโห จากไฟโกรธที่เผาไหม้เพียงชั่วครู่ แล้วกระทำในสิ่งที่ไม่สามารถแก้ไขได้ไปตลอดชีวิต หลายคนโชคร้ายที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่คอยดูแล แต่ที่แย่กว่าคือคนที่มีพ่อแม่แต่กลับรำคาญ หงุดหงิด และไม่เคยมองเห็นหัวอกของความเป็นพ่อเป็นแม่เลย แน่ล่ะ คนเราย่อมโมโห โกรธ หงุดหงิด ได้ แต่ต้องไม่จมอยู่กับสิ่งเหล่านั้นจนปล่อยให้บางสิ่งบางอย่างที่ล้ำค่าหลุดลอยหายไป จนไม่มีวันที่จะเรียกกลับคืนมา ไม่แน่ว่า สายลมหนาวอาจจะไม่หวนมาในปีนี้ก็ได้.... 


วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ธรรมะ (ดา) (ชาติ)

ธรรมะ (ดา) (ชาติ)
            ธรรมชาติ : ในช่วงปลาย ๆ ปีแบบนี้ บรรยากาศ อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป มืดเร็วขึ้น บางวันยามเช้าก็มีสายลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านมาทักทาย ทางภาคเหนือของประเทศไทยเราในหลายพื้นที่โดยเฉพาะบนที่สูงก็เริ่มเข้าสู่โหมดฤดูหนาวกันแล้ว ธรรมชาติก็ยังคงหมุนเวียนเปลี่ยนตามวงรอบของมัน แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้คาดเคลื่อนรอบเปลี่ยนไปบ้าง
ภาพ  : อินเตอร์เน็ต
            ในหลายแห่งได้รับผลกระทบอย่างหนักของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เช่น ในนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา หิมะตกหนักเป็นประวัติการณ์ มีความหนาเกือบ 2 เมตร ผู้คนหลายชุมชนไม่สามารถสัญจรได้ และมีการคาดกันว่าถ้าฝนที่ตกหนักผสมกับหิมะละลาย จะส่งผลให้เกิดน้ำท่วมหนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างใหญ่หลวง
            เหตุภูเขาไฟคีลาเว ในหมู่เกาะฮาวาย สหรัฐอเมริกา เกิดปะทุและพ่นลาวาร้อนระอุสีแดงฉานออกมา ผู้คนในหมู่บ้านที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟ ต้องอพยพออกจากพื้นที่ธารลาวาความร้อนสูงกว่า 900 องศาเซลเซียส ได้ไหลลงมาทางหมู่บ้านทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า แม้จะมีความพยายามขุดดินขึ้นมาถมสร้างเครื่องกีดขวาง แต่อาจต้านทานกระแสลาวาไม่ไหว
            ธรรมดา : ในไตรมาสสุดท้ายของปี หลาย ๆ ที่ หลาย ๆ บริษัทก็กำลังเร่งทำยอด เร่งปิดบัญชี ปิดงบ เพื่อให้ได้ผลกำไร แต่ก็เป็นเรื่องลำบากที่สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มซบเซาและอ่อนแอลงมาอย่างต่อเนื่องอย่างนี้ ใครไม่ขาดทุนก็ถือว่ายอดเยี่ยมในการค้าขายแล้ว แต่อย่างว่า เป็นธรรมดาของคนเราที่อยากจะได้กำไรให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ความธรรมดาแบบนี้เป็นที่มาของความโลภ และยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาไว้ในครอบครอง
  ภาพ  : อินเตอร์เน็ต

            การจับคุมนายตำรวจระดับใหญ่และพรรคพวกในข้อหาหนักพร้อมทั้งยึดทรัพย์สินที่นำไปเก็บไปฝังใส่ตู้เซฟซ่อนไว้ได้มากมาย อันได้มาจากการหากำไรด้วยวิธีฉ้อฉลกลโกง โดยใช้ตำแหน่งและอำนาจ กอบโกยจนเกินงาม โลภจนเกินกิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บสะสมมิได้ขัดเกลาให้จิตใจเกิดธรรมะละความโลภลงได้เลย แล้วจะสะสมไว้เพื่อ... สุดท้าย ปลายชีวิตของนายตำรวจใหญ่ผู้กว้างขวางต้องเดินคอตกเข้าตะราง นี่หรือคือปลายทางของความสำเร็จรูปที่หมายปอง
            เป็นธรรมดาที่เรายังเห็นคนโลภถูกหลอกให้เสียตังค์ หลอกให้เสียเงินจำนวนหนึ่งเพื่อที่จะได้จำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมด้วยวิธีหลากหลาย ข่าวแบบนี้มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เมื่อวันก่อนก็จับแก๊งเงินดำ ที่เป็นชาวต่างชาติ ร่วมกันหลอกลวงนำธนบัตรดอลลาร์ สีดำเป็นจำนวนมาก เข้าเครื่องสแกน หรือล้างน้ำยาเคมีจนทำให้เงินธนบัตรนั้นนำไปใช้ได้ตามปกติ มีการทดลอง สาธิตให้ดู แต่ทำเป็นเกิดปัญหาเครื่องสแกนเสีย ต้องนำไปซ่อม เมื่อซ่อมเสร็จแล้วก็สามารถนำมาสแกนธนบัตรสีดำที่มีอยู่เป็นจำนวนมากให้เป็นเงินปกติ และเมื่อทำสำเร็จแล้วจะแบ่งเงินดังกล่าวให้ 2 เปอร์เซ็นต์ เหยื่อที่โลภหลงเชื่อก็เสียเงินกันเป็นแสน ๆ
            ธรรมะ : เพราะอะไรธรรมชาติจึงผิดเพี้ยน ความธรรมดาของผู้คนจึงผิดแผก เพราะหัวใจคนไร้ธรรมะนั่นเอง ในขณะที่ช่วงนี้เป็นเวลาแห่งการทบทวนหวนดูชีวิตช่วงปีที่ผ่านมา ก็อย่าลืมที่จะไตร่ตรองดูว่าความดีงามงอกเงยขึ้นมากสักเพียงใด หัวใจยึดในธรรมะเป็นหลักหนักแน่นขึ้นบ้างไหม ในขณะที่เรามองเห็นสังคมโดยรอบกำลังสาละวนกับการยึดโยงด้วยวัตถุปรุงแต่ง แล้วเราเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้นบ้างไหม ชีวิตในรอบปีมีความสุขหรือความทุกข์มากกว่ากัน หากมีทุกข์มากกว่า นั่นแสดงว่าธรรมะนั้นมิได้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต
          
 
       ภาพ  : อินเตอร์เน็ต
  วิถีชีวิตในรอบปีที่กำลังจะถึงเส้นชัย หลายคนบ่นว่าเหนื่อยล้า อยู่ยาก ชีวิตลำบาก คงเป็นเพราะภาระบนไหล่บนบ่าที่เยอะเกินไป ลองวางลงบ้าง ภาระนี้มิได้หมายถึงสิ่งที่เป็นวัตถุภายนอกเท่านั้น ใจของเรานั่นแหละที่กลายเป็นภาระหนักเสียเอง ใจที่มุ่งหวังเกินไปก็เป็นความโลภ ใจที่ใฝ่ฝันว่าทำดีจะต้องมีคำชมก็เป็นความหลง ใจที่โหยหาแต่ผลประโยชน์จากความเสียสละก็เป็นความลวง สิ่งเหล่านี้บังเกิดขึ้นได้กับเราทุกขณะ ธรรมะเท่านั้นที่จะช่วยให้เรา เลิก ยึด โยง แล้ว ปล่อยวาง เดินหน้าต่อไปด้วยใจที่บางเบาเพื่อเป้าหมายอย่างสดใส มีความสุขกับการสิ้นสุดของปี

            ใช่หรือไม่ หากโลกไม่นำธรรมะกลับมา สังคมโลกก็จะพบกับความโหดร้ายทางธรรมชาติต่อไป หากเราไม่ทำจิตใจให้เป็นธรรมดา ความโลภก็ยังคงเกาะกุมชีวิตของเราต่อไป ให้ธรรมะพระธรรมคำสอนช่วยนำพาชีวิตเราก้าวเดินต่อไปเพื่อสร้างสุขอย่างถาวร เพราะวันเวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตเรานั้นไม่มีใครรู้ได้ว่าเหลืออยู่เท่าไหร่... 

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หัวใจผู้ปกครอง

หัวใจผู้ปกครอง
            สายลมเย็นๆ บางเบาในยามเช้าพัดผ่านใบหน้า ทำให้นึกขึ้นได้ว่านี่ก็ใกล้สิ้นปีอีกแล้ว เผลอแป๊บเดียวเรากำลังย่างเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปี ยิ่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่วันเวลายิ่งรวดเร็ว วัน ๆ หนึ่งผ่านไปกับสายลมเพียงพริบตา แม้ว่าฤดูกาลจะผกผัน ลมหนาวจะมาช้าหรืออาจจะมาให้ลิ้มรสเพียงไม่กี่วัน แต่มันก็ยังส่งสัญญาณเตือนให้เราระลึกถึงวันเวลาที่มีค่าของชีวิต และซ่อนความตระหนักรู้เอาไว้ว่า วันเวลาของเรานั้นเหลืออีกไม่มากแล้ว มีสิ่งใดที่จะทำทิ้งไว้แทนตนบ้างหรือยัง หรือว่ายังมัวแต่ระเริงหลงใหลเสพสิ่งสร้างสุขในโลกนี้จนลืมไปว่า เรามิอาจจะครอบครองมันไว้ให้อยู่คู่เราตลอดไปได้
ภาพ :  อินเตอร์เน็ต
            ในโลกวันนี้เรามักพบเห็นว่าผู้คนต่างอยากจะเป็นผู้ปกครองผู้อื่นอยู่ร่ำไป โดยมิได้เรียนรู้ในอดีตที่ผ่านมาว่าผู้ปกครองนั้นควรมีหัวใจเยี่ยงไร แน่ล่ะ มีบ้างที่บางยุคบางสมัยมีผู้ปกครองที่หัวใจไร้ธรรม แล้วผลแห่งการปกครองนั้น ส่วนมากก็ต้องล่มสลายหายสูญสิ้นจนไม่มีใครหวนคิดถึง แต่ผู้ปกครองที่เราตราตรึง รำลึกถึงอยู่เสมอคือ ผู้ปกครองที่มีหัวใจเป็นธรรม ไม่โอ้อวด ไม่ยโส รักและดูแลทุกผู้คน เคารพความเป็นมนุษย์ของทุกผู้ทุกนาม ไม่มีใครต่ำเตี้ย ต่ำต้อยกว่ากัน หัวใจที่แท้จริงของผู้ปกครองที่ดีต้องมีเมตตาเป็นหลักชัย
            เศรษฐีทองคำใช้คุณธรรมและเงินทองของตนทำนุบำรุงหมู่บ้าน และดูแลความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้อยู่กินดีเสมอมา ชาวบ้านจึงเคารพรักใคร่ ท่านมีลูกสาวแสนสวยคนหนึ่ง ชื่อว่า ดอกแก้ว เมื่อถึงเวลาสมควรเศรษฐีทองคำจึงอยากจะเลือกเฟ้นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในการเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เศรษฐีทองคำจึงให้คนไปป่าวประกาศเพื่อรับสมัครคนที่จะมาสืบทอดตำแหน่งและแต่งงานกับลูกสาวตน
            เมื่อมีประกาศนี้ออกไป พวกผู้ชายที่รู้ข่าวต่างพากันตื่นเต้นดีใจ รวมทั้ง  “ขนุน” หนุ่มน้อยคนยากที่อาศัยอยู่ตรงกระต๊อบปลายนาด้วย
            เมื่อถึงวันเลือกคู่ ขนุนรีบไปที่บ้านของเศรษฐีทองคำแต่เช้า เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่าที่นั่นเต็มไปด้วยบุรุษมากหน้าหลายตา และทุกคนก็เหมือนจะเป็นบุรุษจากครอบครัวผู้มีฐานะดี มีการศึกษาสูง ยกเว้นขนุนที่ดูต่ำต้อย ไร้สกุลรุนชาติ และไม่มีการศึกษาที่สูงส่งอะไร
            เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว เศรษฐีทองคำตั้งคำถามว่า  “ทุกท่านจงบอกถึงความสามารถของท่านให้เราได้รู้ว่า หากท่านเข้ามาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ท่านมีดีอันใดในตัวเอง ที่จะนำมาใช้ดูแลหมู่บ้านนี้ต่อจากข้า ขอจงบอกมาให้ข้ารู้”
            บางคนก็โอ้อวดว่าจะใช้เงิน บ้างก็ว่าจะใช้กำลัง ใช้ปัญญา การศึกษาชั้นสูง บ้างก็จะสร้างเมืองให้สวยงาม และมากมายที่ต่างล้วนแต่เป็นเรื่องภายนอกทั้งนั้น ต่างก็กล่าวอ้างถึงคุณสมบัติพิเศษในตัวเองให้เศรษฐีทองคำพิจารณาทีละคน ๆ จนกระทั่งมาถึงขนุนในลำดับสุดท้าย
       ขนุนกล่าวอย่างนอบน้อมว่า “ข้าน้อยขนุน เป็นเพียงคนต่ำต้อย แต่ข้าน้อยกล้ายืนยันว่าตัวข้าน้อยนั้นยึดมั่นความดีเป็นที่ตั้ง และข้าน้อยจะใช้ความดีอันเป็นสิ่งเดียวที่ติดตัวข้าน้อยอยู่ตลอดเวลา มาดูแลความทุกข์ร้อนของชาวบ้านด้วยความเมตตาขอรับ
           
ภาพ :  อินเตอร์เน็ต
ในขณะนั้นเอง มีคนรับใช้คนหนึ่งวิ่งมาบอกข่าวร้าย ชาวบ้านในหมู่บ้านกำลังเดือดร้อน เพราะท่อระบายน้ำเสียอุดตัน ส่งกลิ่นเน่าเหม็นไปทั่วหมู่บ้าน และน้ำกำลังจะท่วม เศรษฐีถามผู้สมัครว่าใครจะช่วยชาวบ้านได้บ้าง ทุกคนต่างส่ายหน้าหนี เพราะไม่อยากให้เสื้อผ้าที่สวยงามและแสนแพงติดกลิ่นเหม็นเพราะน้ำเน่านั้น ยกเว้นเพียงขนุนที่มองดูแล้วว่าไม่มีใครสมัครแน่ ๆ จึงอาสาลงไปเพื่อไปเอาสิ่งเน่าเหม็นขวางท่อระบายน้ำออก แล้วเขาก็ทำได้ในเวลาอันรวดเร็ว
            “ใช่แล้ว” เศรษฐีทองคำพูด “แม้เจ้าจะเป็นขนุนคนต่ำต้อย แต่การกระทำของเจ้าได้พิสูจน์ให้ข้าเห็นแล้วว่า แท้จริงเจ้านั้นสูงส่งยิ่งกว่าคนร่ำรวย นักรบ หรือแม้แต่ผู้มีการศึกษาดีแต่ไม่สามารถช่วยหมู่บ้านนี้ได้ยามมีภัยเดือดร้อน ดังนั้น เจ้าจึงเหมาะที่จะเป็นลูกเขยข้า และเป็นผู้นำหมู่บ้านแห่งนี้ สืบต่อไป”
            ชาวบ้านทุกคนก็พากันโห่ร้องแสดงความยินดีต้อนรับว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านคนใหม่ เพราะซึ้งน้ำใจขนุนคนต่ำต้อย ผู้เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ไม่รังเกียจงานต่ำต้อย จนช่วยให้ชาวบ้านรอดพ้นความเดือดร้อนในครั้งนี้(คัดย่อจาก นิทานสีขาว ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)

            แล้วหัวใจเราเล่าเป็นเยี่ยงไรในฐานะที่เราล้วนเป็นผู้ปกครองคนอื่น ...

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ใช้ซะ...เพื่อไปให้ถึง

ใช้ซะ...เพื่อไปให้ถึง
            ในความแตกต่างหลากหลายของเรา ต่างก็มีแง่งามด้วยกันทุกคน และหากเรานำสิ่งดีๆของเรามาใช้อย่างถูกที่ถูกเวลาย่อมนำพาให้เราก้าวสู่สันติสุขในชีวิต ที่คนเราวันนี้ดูไม่ค่อยมีความสุขกันสักเท่าไหร่นั้น เพราะต่างคนต่างไปมองแต่คนอื่น อาจจะมองดูด้วยความอิจฉา อาจจะมองดูเพื่อลบรอยปมด้อย อาจจะมองดูเพื่อยกตนข่ม อาจจะมองดูเพื่อหาจังหวะเข้าทำลาย มีบ้างบางคนที่มองดูชื่นชมแล้วนำไปใช้ ไปปรับให้เข้ากับชีวิตตนเอง ได้อ่านเจอข้อคิดหนึ่งน่าสนใจไม่น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่เรามองคนอื่นแล้วอาจจะตีค่าของคนคนนั้นผิดไป
ภาพ : อินเตอร์เน็ต

                        อย่าคิดว่า..คนที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้กลัวแสงแดด..
อย่าคิดว่า..คนที่ฟุบหลับอยู่นั้นเป็นคนเกียจคร้าน
อย่าคิดว่า..คนที่หกล้มเป็นคนอ่อนแอ
อย่าคิดว่า..คนที่ชอบติเตียนวิจารณ์ผู้อื่นนั้นเก่งเหนือใครๆ
อย่าคิดว่า..คนที่กล่าวหาคนอื่นเป็นคนเลวนั้นจะเป็นคนดี
            มีอีกมากมายหลายอย่างมากนักในชีวิตเราที่เรามองเห็น ได้ยินได้ฟังไม่ได้เป็นอย่างที่เรารับรู้ เราเห็น เราได้ยินมา เพราะชีวิตมันซับซ้อนเกินกว่าที่เราจะมองใคร หรือสิ่งใดๆเพียงด้านเดียว Page* ร้อย8-พัน9
            หากเราลดเวลาในการมองดูคนอื่นด้วยสายตาแห่งอธรรม เอาเวลาที่เหลือมาสำรวจตรวจสอบ มาเพิ่มเติมสิ่งที่เราเป็นเรามีให้เกิดประโยชน์ พัฒนาวิถีชีวิตเรา มุ่งมั่นในพระพรที่ได้รับมาอย่างเต็มที่ ชีวิตเราก็สามารถจะประสบความสำเร็จได้ และผลแห่งพระพรก็จะเพิ่มเป็นทวีคูณเหมือนดังเด็กชายคนนี้
            …กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ หมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่ง มีเด็กน้อยคนหนึ่งอาศัยอยู่กับพ่อและแม่ เด็กน้อยคนนี้มีความสามารถพิเศษในการพับกระดาษ ถึงแม้ว่าครอบครัวของเด็กคนนี้จะมีฐานะยากจน แต่ตัวเขาก็หวังว่าสักวันหนึ่ง ความสามารถพิเศษของเขาจะช่วยให้พ่อแม่มีชีวิตที่สุขสบายขึ้น
            อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าชายองค์น้อยซึ่งเป็นโอรสของพระราชา ทรงอยากได้ของเล่นที่แปลกใหม่เป็นของขวัญวันเกิด ดังนั้นพระราชาจึงได้ป่าวประกาศให้ประชาชนนำของเล่นที่คิดว่าสุดวิเศษมาประกวดแข่งขันกัน ถ้าหากของเล่นของใครทำให้เจ้าชายถูกใจมากที่สุดจะได้รับรางวัลจากพระราชา
            และแล้ววันประกวดของเล่นก็มาถึง ประชาชนจากทั่วทุกสารทิศต่างก็นำของเล่นที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจมาให้เจ้าชายทรงตัดสิน เวลาผ่านไป เจ้าชายทรงทดลองเล่นของเล่นจนเกือบครบทุกชิ้น แต่เจ้าชายก็ยังไม่พอพระทัยในของเล่นชิ้นใด สายตาของทุกๆคนในงานต่างก็จับจ้องไปที่เจ้าของของเล่นชิ้นสุดท้าย ที่เด็กน้อยยืนกอดกระดาษแผ่นใหญ่แนบอกเอาไว้
           ผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนพากันหัวเราะเยาะเด็กน้อย เมื่อทราบว่ากระดาษที่เด็กน้อยกอดอยู่นั้นก็คือของเล่นที่เด็กน้อยตั้งใจนำมาเข้าประกวดในครั้งนี้ แต่ทันทีที่เด็กน้อยลงมือพับกระดาษที่แสนธรรมดาก็กลายสภาพเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทุกคนต่างคาดไม่ถึง
            เด็กน้อยผู้นี้เริ่มแสดงฝีมือ ด้วยการพับกระดาษเป็นดอกไม้ จากนั้นเขาก็คลี่กระดาษออกแล้วเปลี่ยนดอกไม้ให้กลายเป็นผีเสื้อและเพียงชั่วพริบตาเด็กน้อยก็เปลี่ยนผีเสื้อให้กลายเป็นนก แล้วเขาก็จัดการดัดแปลงนกจนเกิดเป็นมังกรมีปีก ดูสง่างามได้อย่างน่าพิศวงยิ่งนัก เด็กน้อยพับกระดาษอย่างไม่ยอมหยุดพัก ส่วนผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ต่างพากันอ้าปากค้าง ตกตะลึงต่อสิ่งมหัศจรรย์ที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้า
            เจ้าชายทรงถูกใจของเล่นของเด็กน้อยมากที่สุด เจ้าชายทรงชอบที่กระดาษแผ่นเดียวสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปตามจินตนาการได้ไม่รู้จบ ในที่สุดพระราชาก็มอบรางวัลมูลค่ามหาศาลให้แก่เด็กน้อยตามที่พระองค์ได้สัญญาเอาไว้
ภาพ : อินเตอร์เน็ต


            เด็กน้อยนำรางวัลทั้งหมดมอบให้พ่อกับแม่ของเขา แต่โอกาสในการแสดงความสามารถของเด็กน้อยยังไม่สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เพราะเจ้าชายยังคงขอให้เด็กน้อยมาเป็นผู้สอนการพับกระดาษแบบใหม่ๆให้แก่พระองค์อยู่เสมอ และเมื่อเจ้าชายได้ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากบิดา พระองค์ไม่ลืมที่จะแต่งตั้งเพื่อนนักพับกระดาษของพระองค์ให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ของเล่นเพื่อให้สุดยอดนักพับกระดาษผู้นี้มีโอกาสได้ใช้พรสวรรค์ของเขาบันดาลความสุข และสร้างสรรค์จินตนาการให้เกิดขึ้นแก่เด็กทุกคน เฉกเช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงได้สัมผัสมาด้วยตัวของพระองค์เอง (นิทานอีสป)

วันศุกร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว

โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
            ถ้าจะลองสังเกตกันดูสักหน่อย มีความเปลี่ยนแปลงหนึ่งในสังคมกำลังเกิดขึ้นและเพิ่มอัตราเร่งขึ้นในทุกๆ วัน นั่นคือ การแอบอ้างสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ใช้การกระทำส่วนตัวที่เห็นแก่ตัวในพื้นที่สาธารณะ โดยไม่แคร์ความรู้สึกและผิดชอบชั่วดีกันเลย และด้วยเพราะเทคโนโลยีที่ทุกคนมีกล้องประจำตัว (กล้องจากโทรศัพท์มือถือ) เป็นเครื่องสร้างภาพ เครื่องส่งข่าวส่วนบุคคล หลายคนเลยนำมาเป็นเครื่องมือที่จะเรียกร้องสิทธิส่วนตัว เพื่อที่จะใช้ข่มขู่อีกฝ่ายหนึ่งนำไปกระจายให้คนอื่นได้รู้ อ้างว่านี่เป็นสิทธิส่วนตัวที่ทำได้ หรือมีบางคนที่นั่งเล่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คในวัด แชทกันแชทมาโดยไม่สนใจว่าจะสร้างความวอกแวกให้กับคนอื่นที่ได้มาร่วมพิธีกรรมหรือไม่ ใครไปบอกไปเตือนก็จะโกรธจะเคืองหาเรื่องทะเลาะ เช่นเคยโดยอ้างว่านี่เป็นสิทธิส่วนบุคคล ในสังคมเมืองเรื่องแบบนี้เริ่มระบาดระบายออกมาให้เห็นมากขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านทางสื่อสมัยใหม่ที่ช่วยเป็นตัวเร่งกระแสแชร์ต่อๆกันไป
          
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
  แน่ล่ะหากว่าบุคคลใดที่ไม่ค่อยไม่เคยผ่านกระบวนที่จะเรียนรู้การกล่าวคำว่า ขอโทษย่อมต้องใช้ต่อมเห็นแก่ตัวทำงานทันที ไม่ยอมรับ ไม่ยอมใคร และพร้อมจะปกป้องตัวเองแบบสุดลิ้มทิ่มประตู แสดงอาการกร่าง โมโห ยกอ้างเหตุผลร้อยแปดพันประการมากดดันให้ฝ่ายที่ถูกต้องกลายเป็นผิด ทำทุกอย่างแสดงอาการกราดเกี้ยวเพื่อให้เกมพลิก และที่น่าตลกร้าย คำหนึ่งที่มักจะนำมาอ้างถึงเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งกลายเป็นคนโบราณตามไม่ทัน กลายเป็นพวกเก่าเก็บ คำนั้นก็คือ โลกเขาไปถึงไหนกันแล้ว โดยแยกแยะไม่ออกว่าอะไรคือความก้าวหน้าก้าวไกลของโลก อะไรคือระบบระเบียบเพื่อให้คนส่วนใหญ่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข อะไรคือขนบธรรมประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ทุกที่ทุกชาติในโลกไม่จำเป็นต้องทำอะไรเหมือน ๆ กัน แต่ควรมีบางสิ่งบางอย่างที่ต้องเคารพและปฏิบัติเหมือนกันไม่เช่นนั้นสังคมโลกคงวุ่นวาย
            ในวันนี้ที่เกิดเรื่องประเภทนี้ขึ้นมากมาย เพราะเราทำให้ใจที่ตระหนักรู้ จิตใต้สำนึก มโนธรรมล้มหายตายไปจากตัวเรา ไม่เคยฝึกฝนทำให้เข้มแข็ง และมักหลอกโกหกตัวเอง ฝืนต่อมโนสำนึกจนกลายเป็นความชินชา อีกประการหนึ่งคือ มองเรื่องเสรีภาพในมุมอับคับแคบ ตีความให้เข้ากับจริตตัวเอง แล้วก็อวดเก่ง อวดกร่าง สร้างภาพความเป็นฮีโร่ โลกที่ก้าวไกลต้องเป็นโลกที่อุดมไปด้วยคุณธรรมเพื่อสร้างเสรีภาพกับทุกผู้คน ก่อให้เกิดสันติสุขร่มเย็น
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
            ที่มาของปัญหานี้ที่สำคัญน่าจะเกิดมาจากระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบใหม่ ใช้การตลาดเสรี ที่ทำให้ผู้คนเห็นแก่ตัวมากขึ้น เอารัดเอาเปรียบกันมากขึ้น มีการแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย มีชีวิตติดเสพมากขึ้น เสพติดเทคโนโลยีมีเงินเดือนไม่กี่บาท แต่ตะเกียกตะกายไขว่คว้าหาโทรศัพท์สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ที่ราคาแสนแพง เพียงเพื่อใช้แชทกับเพื่อน และใช้แอพลิเคชั่นไม่ถึง 5 ตัว เพียงเพื่อซื้อมาเล่นเกม เพียงเพื่อให้ดูโก้เก๋ล้ำสมัย สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้คนมีความแปลกแยกกับชีวิตตัวเองและสังคมมากขึ้น สร้างโลกส่วนตัว อยู่กับตัวเอง ก้มหน้าก้มตาอยู่กับสิ่งเล็ก ๆ ในมือ  แล้วถือว่านี่คือโลกกว้าง ครั้นพอต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้คนจริง ๆ ก็มักแยกไม่ออก ยังคงยึดมั่นในโลกของตัวเองอยู่ร่ำไป ชีวิต ติดเสพของผู้คนถูกยุยงปลุกปั่นให้เสพติดทุกสิ่งทุกอย่างเกินความจำเป็น จากธุรกิจสื่อสารยุคใหม่
           
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ในวันนี้เราต่างถูกปลูกฝังให้ใช้ชีวิตเป็นดังตลาดการค้าเสรีที่จะทำอะไรก็ได้ จะขายค้า จะคดโกง จะอวดเก่งอวดเบ่ง จะนินทากล่าวร้าย ทำได้เพราะนี่คือ สิทธิส่วนบุคคล เมื่อเป็นเช่นนี้ชีวิตของเราก็เต็มไปด้วยกิเลสตัณหา เต็มไปด้วยสิ่งสกปรกโสโครก จิตใจเต็มไปด้วยความโลภ ความหลง ความเน่าเหม็น โดยไม่ยอมรับการชำระล้างเลยสักครา ทั้ง ๆ ที่ชีวิตของเราควรที่จะเป็นวิหารอันศักดิ์สิทธิ์มิใช่หรือ ความสงบ การรู้จักกาลเทศะ การเคารพสิทธิผู้อื่น ความเกรงอกเกรงใจ การเคารพข้อปฏิบัติของส่วนรวมหายไปไหนกันหมด เราจะปล่อยให้ชีวิตของเราเป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ

            ดังนั้นแล้วกับคำถามที่อวดรู้ระคนเหยียดหยามที่ว่า โลกเขาไปถึงไหนกันแล้วมันจึงไม่ได้ไปไหนเลยเพราะผู้คนยังจมอยู่กับโลกของตัวเอง ยังไงโลกก็ยังคงอยู่และโลกจะเป็นเช่นไรนั้นก็อยู่ที่เราต้องร่วมกันสร้าง สร้างไปใน วิถีทางที่ถูกต้อง และมีปลายทางที่สันติสุขรอเราอยู่ โลกที่เราต้องเคารพและฟังกันและกันบ้าง เราไม่ได้ยิ่งใหญ่มาจากไหน ก็แค่สิ่งเล็ก ๆ ที่เดินไปเดินมาบนโลกกว้าง โลกจะไปถึงไหน เรานั่นแหละที่จะช่วยกันให้โลกไปถึงนั่น อย่าใช้คำว่า  โลกมาทำให้ความ โลภความ หลงของเราเป็นเรื่องถูกต้องเลย ไม่เช่นนั้นสักวันหนึ่งเราคงถูกแส้ไล่ตีให้ออกไปจากโลกอันงดงามแห่งนี้อย่างเจ็บปวด....

วันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ใบไม้เปลี่ยนสีความดีเปลี่ยนคน

ใบไม้เปลี่ยนสีความดีเปลี่ยนคน
            จากบทความสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เขียนถึงความงามของดอกไม้หน้าบ้านในพื้นที่เล็ก ๆ ที่ให้ความสดชื่นยามตื่นนอนแล้วมารดน้ำทุกเช้าเป็นกิจวัตร มาครั้งนี้วิถีชีวิตต้องออกเดินทางไปต่างที่ต่างถิ่นอีกครั้ง เพื่อยลโฉมความงามของใบไม้เปลี่ยนสี ที่ประเทศเกาหลี ในจังหวะแรกที่ได้รับการเชิญชวนใจหนึ่งไม่ค่อยอยากจะไปสักเท่าไหร่ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าเราไปเพื่อจะได้ย้อนรอยการเสด็จเยือนขององค์สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ในงานชุมชุมเยาวชนเอเชีย ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศเกาหลีแห่งนี้ก็น่าจะดี แต่เอาเข้าจริงการท่องเที่ยวครั้งนี้ไม่ได้มีการกล่าวถึงงานใหญ่ครั้งที่ผ่านมาเลย อาจจะเป็นเพราะนี่เป็นการท่องเที่ยวอย่างแท้จริงไม่อิงเรื่องวัดเรื่องศาสนา ทุกคนต่างปรารถนาอยากจะเห็นเพียงใบไม้เปลี่ยนสี ว่าจะสวยงามเหมือนดังซีรี่ย์ดังหรือเปล่า
          
  เกาหลี เป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวอันสวยงาม โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ตุลาคมถึงพฤศจิกายน) สีสันของใบไม้ในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี เป็นเวลาที่ดีที่สุดในการไปเที่ยวตามภูเขา ความงดงามตามธรรมชาติที่ใบไม้เต็มไปด้วยสีสันต่าง ๆ นานา หลายคนมาท่องเที่ยวอยากเห็นป่าเปลี่ยนสีเป็นสีแดงเพลิงทั้งป่า บรรยากาศเหมือนอยู่ในยุโรป ช่วงนี้อากาศไม่หนาวมากกำลังสบายใบไม้เปลี่ยนสีเตรียมทิ้งใบเข้าสู่หน้าหนาว ประเทศเกาหลีประกอบไปด้วยภูเขาถึง 70% เป็นการยากที่จะบ่งบอกได้ว่าภูเขาลูกไหนที่มีใบไม้สีสันสวยกว่ากัน จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวไปเยือน
            การเปลี่ยนสีของใบไม้ในฤดูใบไม้ร่วง เป็นปรากฏการณ์ผลกระทบ ที่เกิดกับใบไม้ของต้นไม้ หรือไม้พุ่มผลัดใบที่โดยปกติแล้วมีสีเขียว เปลี่ยนสีกลายเป็นสีเหลืองถึงแดง โดยใช้เวลาไม่กี่สัปดาห์ในฤดูใบไม้ร่วง ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Fall colors และ Autumn colors (wikipedia.org)
            ประเทศเกาหลีมีธรรมชาติอันแสนงดงามในทุกฤดูจนเป็นที่นิยมในการใช้เป็นฉากในการถ่ายทำละครหลายเรื่องด้วยกัน เต็มไปด้วยขุนเขาซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้ สายน้ำ และลำธาร ให้ได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศที่งดงามสองข้างทาง
            สำหรับผู้คนในประเทศจะเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง อาหารมักจะประกอบไปด้วยผักนานาชนิด ไม่นิยมรับประทานของหวาน จึงเห็นคนอ้วนน้อยมาก และแน่นอนผู้หญิงชาวเกาหลีมีใบหน้าที่สวยคล้าย ๆ กัน เพราะส่วนใหญ่ทำศัลยกรรม สิ่งหนึ่งที่ได้รับรู้คือคนเกาหลีหันมานับถือศาสนาคริสต์มากขึ้น มีวัดให้เห็นระหว่างทางก็ไม่น้อย จนหลายคนเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ แต่จำนวนกว่า 50 % เป็นคนที่ไม่นับถือศาสนาอะไรเลย จึงไม่แปลกที่ทำให้มีคนฆ่าตัวตายมากขึ้นเรื่อย ๆ (จากคำบอกเล่าของไกด์ชาวเกาหลี)

            อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักเกาหลีในฐานะแหล่งผลิตศิลปินแนวหน้า วัฒนธรรมเคป๊อป และสุดยอดผลงานละครดราม่า กลับมีเบื้องหลังการแข่งขันทางสังคมที่สูงมาก จนเชื่อว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ "อัตราการฆ่าตัวตาย" ของเกาหลีใต้ ขึ้นอันดับ 1 ในกลุ่มประเทศพัฒนาที่มีการฆ่าตัวตายสูงที่สุด ติดต่อกันถึง 9 ปี อัตราการฆ่าตัวตายสูงลิ่วนั้น เป็นผลกระทบมาจากการเปลี่ยนแปลงและความขัดแย้งในแง่บทบาทหน้าที่ทางเพศ ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ความรุนแรงภายในบ้าน ที่สำคัญคือการเลียนแบบดารานักแสดงมีการฆ่าตัวตายบ่อยมาก
            ใช่หรือไม่ บางทีบางที่มีสิ่งสร้างที่สวยงาม มีธรรมชาติที่เอื้อเพื่อนำใจสู่ธรรม แต่คนเรามักสร้างสิ่งอื่นขึ้นมาเพื่อกดดัน สร้างสิ่งบันเทิงเริงรมย์เพื่อแข่งขัน สร้างตลาดการค้าเพื่อเอารัดเอาเปรียบกันแล้วก็ละเลยในการสร้างความดีต่อกัน ใบไม้เปลี่ยนสีตามกาลเวลา มีร่วงหล่นและก็มีเกิดขึ้นมาทดแทนอย่างงดงามต่อเนื่อง แต่กับสังคมของเราวันนี้จะหาความดีที่แตกหน่อเกิดขึ้นจากหัวใจของเราได้น้อยเต็มที หน้าที่ของคนเราคือสร้างความสวยงามให้ผู้คนได้พบเห็น สร้างความดี เปลี่ยนแปลงตัวเองสู่ความดีอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

            สีสันสวยงามของใบไม้หลากสี ที่ใกล้ร่วง แต่ยังสร้างความสวยงามให้กับมนุษย์เราได้เหมือนเดิม มีค่าแม้ในนาทีสุดท้าย แล้วเราเล่าเมื่อเวลาสุดท้ายมาถึงมีค่าอะไรเหลือให้ผู้อื่นเชยชมบ้าง ใบไม้มีสีสันให้ชื่นชม คนเราก็ต้องมีความดีให้กล่าวถึงบ้างมิใช่หรือ...

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เพียงดอกไม่ได้บอกถึงราก

เพียงดอกไม่ได้บอกถึงราก
            หลังจากออกกำลังกายยืดเส้นยืดสายในทุก ๆ เช้าแล้ว อีกหนึ่งกิจวัตรที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตนั่นคือ การรดน้ำต้นไม้ ถึงแม้ว่าหน้าบ้านจะมีพื้นที่เล็ก ๆ ปลูกต้นไม้ได้ไม่กี่ต้น และด้วยนิสัยที่ไม่เคยปลูกดูแลรักษาต้นไม้อย่างจริง ๆ จัง ๆ มาก่อน คิดว่าปลูกไว้เล่น ๆ อีกไม่นานก็คงจะเหี่ยวเฉาตายหมด พอเอาเข้าจริง หมั่นรดน้ำทุกเช้า ปรับเปลี่ยนกระถางบ้าง เปลี่ยนดิน ทำตามคำแนะนำของคนขายและผู้รู้ที่ว่าต้นไหนควรให้น้ำมากน้อยเพียงใด ต้นไหนควรถูกแดด พันธุ์ไหนชอบอยู่ในร่ม และเฝ้าสังเกตดู แน่ล่ะ บางต้นบางพันธุ์ตายไปก็มี แต่ระยะหลัง ๆ เริ่มเป็นงาน หลายต้นจึงผลิดอกออกมาให้ได้ยลโฉม ก็แอบชื่นใจเล็ก ๆ และมีความสุขที่ได้เห็นดอกงามยามเช้า

            แม้ว่าบางดอกให้ความงดงามยามเบ่งบาน แต่ก็อยู่ได้ไม่นานวันก็ร่วงหล่น โรยราไป เช่น บัวที่เลี้ยงในบ่อปูนเล็กๆหน้าบ้าน บานเร็วกลีบดอกก็ร่วงเร็วเหลือเกิน เพียงแค่ 2-3 วันก็กลายเป็นฝักบัวเสียแล้ว การที่เฝ้าดูในแต่ละเช้าทำให้จิตใจเราพลอยสดชื่นตามไปด้วย แต่กระนั้นก็ตามยามที่เห็นดอกงอกงามเรากลับไม่รู้เลยว่า รากเหง้าของต้นนั้นเป็นเยี่ยงไร ลำต้นสร้างผลงานเช่นไร รับรู้มาเพียงทฤษฎี แต่ไม่เคยเห็นกระบวนการผลิตดอกใบเลย นี่คงคล้าย ๆ กับหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต เช่น ความเชื่อ ความรัก ความศรัทธา รู้ว่ามีอยู่จริง แต่ไม่เคยมองเห็นเป็นเช่นสิ่งของ
            คนเราก็เป็นเช่นนี้ เรามักมองที่ผลสำเร็จอันสวยหรู แต่ไม่เคยรับรู้ถึงระหว่างทางว่าเป็นเช่นไร แน่ล่ะเราไม่สามารถรับรู้ทั้งหมดทั้งสิ้น แต่เราก็ควรที่จะเรียนรู้ว่า กว่าจะมาถึงจุดนี้ของคนที่ประสบผลสำเร็จไว้บ้างจะไม่ดีหรือ ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเพียงความพยายามที่จะเลียนแบบเพื่อได้แค่ดอกและใบที่อยู่ได้ไม่ยั่งยืน แม้ว่ามันจะสวยงามเพียงใดไม่นานก็ต้องจางหายไป สิ่งที่สำคัญนั้นจึงอยู่ที่ รากฐาน ที่ถูกปลูกฝังไว้ นักกีฬาระดับชาติ ทีมชาติ หลายคน กว่าจะได้ถึงแชมป์ย่อมต้องฝึกฝน ฝึกซ้อม พัฒนาร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงเป็นแรมปี และมีศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำ

            ในยุคสมัยที่เรามักจะชื่นชมผู้คนเพียงเพราะความสำเร็จ แล้วก็เกิดกิเลสอยากจะเป็น อยากจะได้ดั่งเขา แต่บางครั้งก็ไม่ยอมที่จะรับรู้ถึงขั้นตอนในระหว่างทางสู่เส้นชัย ใช่หรือไม่ หากเราหมั่นทำให้รากเข้มแข็ง แข็งแรง ดอกใบอันงดงามนั้น ก็จะผลิออกมาได้นับครั้งไม่ถ้วน หรือเราหวังเพียงแค่นำกิ่งดอกมาปักลงดิน แล้วเห็นดอกสวยอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยามเช่นนั้นหรือ เราจึงเห็นผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยพบความสุขอย่างแท้จริง มีแต่เที่ยวสร้างสุขชั่วคราวแบบสิ้นเปลืองไปวัน ๆ หากเราไม่หมั่นสร้างรากฐานให้แข็งแรง ยามเจอพายุ ลมแรงซัดสาด ดอกงามใบสวยก็มีอันต้องกระเด็นหลุดลอยไป ลำต้นฉุดรากที่ลอยให้พัดไปในกระแสลมพายุได้อย่างง่ายดาย ในวันนี้เราจึงพบแต่ความสำเร็จรูปมากว่าความสำเร็จแท้
            เด็กหนุ่มสาวหลายคนที่เจริญชีวิตสู่หนทางแห่งการสร้างเนื้อสร้างตัว แต่มักไม่ค่อยสมหวัง เพราะว่ารากลอยเกินไป รากที่มีไม่แข็งแรง ไม่ได้รับการฝึกฝนอบรมอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง หากจะเปรียบเทียบง่าย ๆ พระเอกในหนังจีนกำลังภายใน กว่าจะมีวิทยายุทธที่แกร่งกล้า ต้องฝึกแล้วฝึกอีก เจ็บตัวแล้วเจ็บตัวอีก มีแต่ความอดทน อดกลั้นกัดฟันสู้ทนอยู่ในถ้ำ อยู่ในสำนัก จนเมื่อถึงเวลากายพร้อมใจพร้อม เดินสู่ทางผู้กล้า และได้เป็นเจ้ายุทธภพในที่สุด แต่วันนี้ในสมัยสำเร็จรูปพิมพ์นิยม เราจึงพากันหาทางลัดและพัดหลงกันไปก็มากมาย ชีวิตจริงของคนเราใช่ว่าจะอยู่ที่ผลสัมฤทธิ์สำเร็จเพียงมิติเดียว ชีวิตที่มีคุณค่าจึงต้องประกอบไปด้วยหลากหลายมิติ ต้องมีราก ลำต้น กิ่งก้านใบที่สอดประสานกันอย่างลงตัว แล้วเราจะได้ดอกผลที่งดงาม ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดไป
           
อีกหนึ่งข้อคิด ใช่หรือไม่ เราไม่จำเป็นต้องรู้ทุกอย่าง ควรเรียนรู้ในสิ่งที่จะส่งเสริมชีวิตของเราตามครรลองที่เราเป็น เราเลือก เดินหน้ามุ่งไปอย่างมั่นคง ชีวิตเราไม่จำเป็นที่จะต้องเก่งเหมือนคนอื่น แต่ต้องพยายามหาคุณค่า เพิ่มคุณภาพในความดีให้มีอยู่ในชีวิต หมั่นดูแล รักษาทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เพื่อความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ลูกของพระเจ้า

            ที่สุดแล้ว แม้ว่าวันหนึ่งเราจะมีผลดอกออกมาอย่างงดงาม เราก็ต้องรู้จักที่จะสำนึกในรากเหง้า ที่คอยประคองให้เราเติบโตขึ้นจนประสบความสำเร็จ ใช่หรือไม่ ทุกสิ่งสร้างย่อมเติบโตได้ด้วยรากแห่งรัก ที่เป็นพลังผลักดัน เป็นแรงหนุน ทำให้มีวันแห่งความสุขสมหวังได้ เรารักรากเหง้าของเราฉันใด ดอกใบที่ได้ย่อมให้ร่มเงาและความสดชื่นแก่ผู้อื่นฉันนั้น และดอกใบแห่งรักนี้จะคงอยู่ไม่มีวันจางหายไปไหน มีแต่จะเพิ่มพูนมากขึ้นในหัวใจของคนหนึ่งต่อไปอีกคนหนึ่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด... 

วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เสมอฟ้า

เสมอฟ้า
   การเดินทางไปยังต่างที่ต่างถิ่นในยุคสมัยของเรานี้ นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีพัฒนาการด้านคมนาคม ทำให้ร่นระยะเวลาเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราเชื่อมโยงติดต่อยังต่างที่ต่างถิ่นได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางทางอากาศด้วยเครื่องบิน นำความสะดวกสบาย นำมาซึ่งปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั่วโลกได้อย่างดียิ่ง

      เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังต่างจังหวัด ด้วยการใช้บริการของสายการบิน แต่เนื่องจากตรวจสอบเช็คตารางเวลาแล้วเห็นว่ามีบริการบินอยู่เพียง 2 ช่วงเท่านั้น คือช่วงเช้า และช่วงค่ำ  ขาไปจึงได้เลือกช่วงเช้า ซึ่งเครื่องขึ้นในเวลาประมาณ 06.30 . เป็นจังหวะเดียวกับพระอาทิตย์เริ่มขึ้น จากความมืดสู่ความสว่างของวันใหม่ ใช่หรือไม่ สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนส่งเสริมกันและข่มกัน โลกจึงจะเกิดความสมดุลดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่... เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่
    ยามเมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ฝากฟ้า รักษาระดับการบิน บินผ่านฝ่าเข้าไปยังฝูงเมฆ บางจังหวะบางช่วงลอยขึ้นอยู่เหนือก้อนเมฆ แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในตัวเครื่อง เห็นพระอาทิตย์ใกล้ขึ้น ดวงตะวันยามเช้า เส้นขอบฟ้า สีสันบนเวหา ล้วนคือความงามในนามของสิ่งสร้าง ณ เวลานี้เรามาอยู่เสมอฟ้า แต่ก็คงมิอาจจะเทียบเท่าฟ้าได้ ใจพลันระลึกขึ้นว่า ดูเหมือนเราลอยสูงขึ้นเสมอฟ้า แต่ก็ยังมีฟ้าที่สูงขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เอาเข้าจริงมนุษย์เราคิดประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกได้มากมาย แต่ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า สิ่งที่งดงามไร้การแต่งเติม สิ่งที่เหนือกว่าเราอยู่เสมอ
     หันมาดูในความเป็นปัจเจกชนคนธรรมดา เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ท่ามกลางความหลากหลายมากมาย ในหลายจังหวะชีวิตเราก็มักมีจริตคิดเอาเองว่าเก่งกว่าผู้ใดในโลกล้า อาจจะเห็นเพียงผนังห้องแคบ ๆ เป็นโลกใบใหญ่ อาจจะหลงกลปีศาจแห่งความยโสโอหังคิดว่าในที่นี้มีเพียงเราเท่านั้นที่ทำได้และเก่งกาจเป็นที่สุด อาจจะถูกมารยาเข้าครอบงำสวมมงกุฎให้เป็นเทพในพวกพ้อง แต่เมื่อหลุดออกจากเขต จากกรอบที่ยึดครอง เห็นผู้คนมากมาย เห็นโลกกว้างขึ้น มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่รู้จบรออยู่ข้างหน้า บางครั้งถึงกับยืนงงงันไปต่อไม่เป็น หลงทิศหลงทาง กลายเป็นสิ่งอ่อนแออ่อนด้อย ทำให้ความเย่อหยิ่ง ความโอ้อวด ลดน้อยลง ยอมน้อมรับความอ่อนด้อยของตัวเอง และปรับปรุงตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสรรพสิ่งรอบข้างตัว รู้จักถาม รู้จักฟัง รู้จักทำตามคำแนะนำของผู้อื่น คนเราจะให้ดีไปเสียทุกอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ได้อย่างหนึ่ง มักเสียอย่างหนึ่งเสมอ จะให้เก่งไปเสียทุกเรื่องคงไม่มี จะให้รู้ทุกสิ่งคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงไม่ควรเย่อหยิ่งลำพอง ไม่ควรคิดว่าตัวเอง ยิ่งใหญ่ที่สุด
      เดิมที สิงโตเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ หาความสง่างามมิได้เลย มันรู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง จึงคร่ำครวญต่อเทพเจ้าทุกวัน จนกระทั้งเทพเจ้าทนไม่ไหว เสกให้สิงโตกลายเป็นสัตว์ใหญ่ที่แข็งแรงและสง่างามที่สุด แต่ว่าสิงโตก็ยังไม่พอใจโอดครวญต่อเทพเจ้าว่าข้าพเจ้ายังกลัวไก่โต้ง
      เทพเจ้าตอบว่าข้าได้ประทานสิ่งที่วิเศษที่สุดให้แก่เจ้าแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก
      สิงโตรู้สึกเสียใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ในขณะที่มันกำลังคิดที่จะฆ่าตัวตายนั้นเอง มันก็พบช้างตัวหนึ่ง ช้างพูดพลางกระดิกหูไปมา สิงโตจึงถามช้างว่า
      “ทำไมต้องกระดิกหูอยู่ตลอดเวลา
      ช้างตอบว่าแกเห็นยุงตัวเล็ก ๆ ที่ตอมอยู่รอบ ๆ ตัวของฉันหรือเปล่า ถ้าหากมันบินเข้าไปในหูของฉันละก้อ ฉันคงจะตายแน่ๆ
        สิงโตได้ฟังแล้ว จึงรำพึงขึ้นว่าแม้แต่สัตว์ใหญ่อย่างช้าง ยังกลัวยุงตัวเล็ก ๆ ถ้าเช่นนี้ ทำไมฉันจะต้องเสียใจที่ตัวเองกลัวไก่โต้งด้วยเล่า” ...
           
   ทุกคนล้วนมีปัญหาของตนเอง มีข้อดี ข้อด้อย มีความยากลำบากที่แตกต่างกัน ต้องรู้จักที่จะเคารพกันและกัน ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง เราต้องเรียนรู้ที่จะน้อมรับความเก่งกาจของผู้อื่น เพื่อว่าความเย่อหยิ่ง ความอวดดี อวดเก่ง ของเราจะได้ลดลง รู้จักมองทั้งคนที่เหนือกว่าและต่ำกว่า จึงจะเกิดความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่  

    เห็นความสับสนว้าวุ่นของเรา และของผู้คนในสังคมวันนี้แล้ว นั่นคงเป็นเพราะเราต่างคนต่างคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ เป็นอยู่ คือ สิ่งที่ถูกต้องที่สุด แล้วก็มักหลงใหลไปในกระแสที่สร้างให้เราจมอยู่กับความเก่งของตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในบางครั้งเมื่อมีผู้อื่นนำสิ่งที่ดีกว่า สูงค่ากว่ามามอบให้ เรากลับไม่ยอมรับไว้ ซ้ำร้ายวันนี้เรายังติดนิสัยที่จะจับผิดกันไปมา เพื่อที่จะทำให้ตัวเองดูสูงล้ำกว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ ยิ่งเราทำตัวให้เสมอฟ้า ฟ้าก็มิอาจจะอยู่ให้เราเทียบได้ แต่หากเรายอมรับที่จะอยู่ใต้ฟ้า ฟ้าย่อมให้ร่มเงา ให้ความสวยงามในยามค่ำคืนแก่เรามิใช่หรือ...

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คนเราก็แปลก

คนเราก็แปลก
ในยุคที่เรามีเครื่องมือสื่อสารที่นำสมัย สามารถตอบสนองกับความต้องการของผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นว่า คนที่นำมาใช้กลับไม่ค่อยจะได้รับประสิทธิผลสักเท่าไรนัก เทคโนโลยีที่มีทำให้คนอยู่กับตัวเองมากขึ้น สร้างโลกส่วนตัวโดยมโนว่าเป็นโลกทั้งใบ ครอบครองความเก่ง ยึดโยงความฉลาดไว้เพียงผู้เดียว แน่ล่ะ เมื่อคิดคนเดียว อยู่คนเดียว ก็ย่อมต้องเก่งคนเดียวอยู่แล้ว แต่ในความเป็นจริง อันโลกเรานี้มีผู้คนแตกต่างกันมากมาย ขนาดพี่น้องท้องเดียวกัน ก็ใช่ว่าจะคิดจะทำอะไรไปในแนวทางเดียวกันทั้งหมด ในวันนี้ทุกคนกำลังต้องการจะทำเหมือน ๆ กัน คือ ต้องการอยู่คนเดียวโดยไม่หวังพึ่งพาใคร ไม่แปลกเลยที่เราจะเห็นผู้คนต่างยึดโยงพื้นที่ส่วนตัวกันอย่างเหนียวแน่น ...
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
นอกจากมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว เรายังมีสิ่งอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อีกมากมาย แต่ก็ดูเหมือนว่ายิ่งสะดวกขึ้นเรากลับมีความโลภอยากได้มากยิ่งขึ้น ไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มี ไม่เคยอยู่กับสิ่งที่เป็น ไม่ค่อยนิ่ง กายสบายแต่จิตใจคนวันนี้ไม่สงบ ผู้คนไม่ค่อยมีสติ มักใช้อคตินำทางชีวิต ความสับสนวุ่นวายจึงเกิดขึ้น  ลีโอนาโด ดาวินชี นักปราชญ์แห่งอารยธรรมตะวันตก ผู้ที่เป็นทั้งจิตรกร นักปั้น นักพฤกษศาสตร์ บิดาแห่งศิลปะและกายวิภาคศาสตร์ ได้กล่าวไว้เป็นปรัชญาสำคัญในการดำรงชีวิตว่า คนส่วนใหญ่มักจะ
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
มองแต่ไม่เห็น (You look, but you don’t see)
ฟังแต่ไม่ได้ยิน (You listen, but you don’t hear)
กินแต่ไม่ได้ลิ้มรส (You eat, but you don’t taste)
สัมผัสแต่ไม่รู้สึก (You touch, but you don’t feel)
พูดแต่ไม่ได้คิดก่อนที่จะพูด (You speak, but you don’t think)”
มองแต่ไม่เห็น : ทุกๆวันเราตื่นขึ้นมามองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เอาเข้าจริงเรากลับมองไม่เห็นความงดงามของวันใหม่ ซ้ำร้ายมีบ้างบางคนมองไม่เห็นคนที่อยู่ข้างกาย คนที่อยู่ใต้ร่มชายคาเดียวกับเรา ตื่นมาก็ต้องรีบ ๆ ทำภารกิจส่วนตัว ต่างคนต่างไป รีบ ๆ เร่ง ๆ เดินทางไปให้ทันเวลาเข้างาน ทำงานก็แข่งกันมองไม่เห็นความสำคัญของกันและกัน อยู่ร่วมกัน ทำงานด้วยกัน แต่ทำเป็นมองไม่เห็นกัน ความสุขจึงไม่บังเกิดขึ้น
ฟังแต่ไม่ได้ยิน : เรามักจะเกิดอาการหงุดหงิดเมื่อเราพูด เราบอกใครคนใดคนหนึ่งแล้วเขาทำเป็นหูทวนลม ทำเป็นไม่ได้ยิน ทำเป็นเมิน เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับเราได้เสมอ เมื่อเกิดแล้วก็จะทำให้เราโมโห เพราะดูเหมือนว่าเราด้อยค่าไป หรือถ้าย้อนมองกลับไป เขาอาจจะไม่ต้องการปะทะกับเรา ไม่อยู่ในสภาวะที่จะฟัง เราก็เช่นกันที่มีบ้างบางครั้งบางหนที่ต้องทำเป็นไม่ได้ยินกับบางเรื่องเพื่อความสบายใจ แต่ที่สุดแล้วหนทางที่ดี เราต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย
กินแต่ไม่ได้ลิ้มรส : การกินของเราในทุกวันนี้ เรากินเพื่อกิน กินเพราะถึงเวลากิน ทั้ง ๆ ที่ การพัฒนาของโลกสมัยใหม่ทำให้เรามีอาหารการกินที่ดีมากมาย แต่ด้วยเพราะความรีบเร่ง จำเจ ก็กิน ๆ มันไปอย่างนั้น ไม่ได้คำนึงถึงประโยชน์เสียเท่าไร หรือถ้าถึงเวลาที่จะต้องกินเพื่อลิ้มรสจริง ๆ ก็ต้องเลือกร้านหรู ๆ บรรยากาศเลิศ ๆ ที่จะทำให้การกินนั้นเต็มไปด้วยความสุข กินเสร็จจ่ายเงินเสร็จวันต่อไปก็กินไปแบบแกลน ๆ เหมือนเดิม
สัมผัสแต่ไม่รู้สึก : ในภาวะที่เราต้องอยู่ท่ามกลางข่าวสารที่มีให้เสพจนเห็นเรื่องโหดร้าย กลายเป็นเรื่องชินชา เราสัมผัสได้ว่าโลกนี้ สังคมวันนี้ มีความเจ็บปวด มีความทุกข์ยากแสนเข็ญอยู่ไม่น้อย แต่เราก็ไม่ได้รู้สึก อิน กับเรื่องราวเหล่านั้นมากนัก เพราะความถี่ที่มีให้เห็น ให้ดูมันมากเกินไป ดูจนเห็นเป็นเรื่องปกติ เช่น ความทุกข์ยากของชาวอิรัก ชาวซีเรีย  ชาวยุโรปที่เป็นเฉลยถูกตัดศีรษะ โดยกลุ่ม ISIS ใช่หรือไม่ ในวันนี้ ความรู้สึกสงสารหายไปจากหัวใจผู้คนค่อนโลก
พูดแต่ไม่ได้คิดก่อนที่จะพูด : การพูดที่ไม่คิดมักนำมาซึ่งความเข้าใจผิด นำไปสู่ความขัดแย้ง ถึงแม้เราจะมีเครื่องมือสื่อสารใช้กันเกือบทุกคน แต่เป็นอะไรกันก็ไม่รู้ มักคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง อาจจะเป็นเพราะคนพูดก็จะพูดอย่างเดียว คนฟังก็ไม่สนใจฟัง เพื่อให้คนอื่นหันมาฟังก็เลยต้องพูดเรื่องร้าย ๆ พูดแรง ๆ ใส่อารมณ์ การพูดจึงเป็นปัญหาใหญ่ตั้งแต่ระดับผู้นำประเทศ จนถึงพ่อค้าแม่ขาย
มนุษย์ส่วนใหญ่มักทำอะไรโดยขาดสติ เหม่อลอย ไม่รู้เนื้อรู้ตัว ทำให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ลดต่ำลงอย่างมาก ดังนั้น ลีโอนาโด ดาวินชี จึงแนะนำวิธีฝึกสติอย่างง่าย ๆ คือ เมื่อมองสิ่งใดก็ตามให้ตั้งใจมอง เมื่อฟังให้ตั้งใจฟัง เมื่อกินจะต้องลิ้มรสอาหารนั้น สัมผัสสิ่งใดให้รู้ตัวว่ากำลังสัมผัสสิ่งใดอยู่ และก่อนจะพูดให้คิดพิจารณาก่อนทุกครั้งและให้พูดทีละคำฟังทีละเสียง
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
          ครั้นเมื่อเรามีสติ มีสมาธิแล้ว เราก็จะได้เห็นโลกนี้งดงามมากยิ่งขึ้น จะมองเห็นคุณค่าของทุกผู้คน จะพร้อมรับฟังและพูดคุยในสิ่งดี ๆ ที่สุดแล้ว เราก็จะได้ยินเสียงจากจิตใจของเรา เสียงเรียกร้องภายในให้กระทำในสิ่งที่ดีงาม และเสียงตักเตือนเมื่อเราเริ่มเดินหลงทางไป เป็นการตอบสนองต่อเสียงภายใน เป็นการเตรียมพร้อม และรู้ตัวว่าอะไรควรทำไม่ควรทำในชีวิต เมื่อเป็นดังนี้ ชีวิตเราก็จะเกิดการพลาดน้อยลง ให้เวลากับการฟังเสียงภายในของเราบ้างในแต่ละวัน เพื่อลดความสับสนวุ่นวายในชีวิตของเรา ความสุขอยู่ไม่ไกล อยู่ที่เราพร้อมที่จะพบเจอหรือเปล่า