วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ธนูดอกนั้น


ธนูดอกนั้น
หลังจากค่ำคืนวันคริสต์มาส อากาศในเมืองหลวงก็ลดลงจนสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็น หลายคนร่างกายปรับตัวไม่ได้ก็เป็นหวัด น้ำมูกไหล สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนจากร้อนไปสู่หนาวแบบพลิกขั้ว จากหน้ามือเป็นหลังมือ คนที่อ่อนแอไร้ภูมิต้านทาน ย่อมเจ็บป่วยง่ายเป็นธรรมดา รักษาร่างกายให้อบอุ่น มอบไออุ่นให้กันและกัน เพื่อว่าเราจะได้ข้ามสู่ปีใหม่อย่างแข็งแรงและเบิกบานไปด้วยกัน ..
เมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ทำให้นึกถึงคำฮิตมากๆในขณะนี้ นั่นก็คือคำว่า  จนกระทั่งโดนธนูปักที่เข่า  ประโยคสั้นๆที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสังคมไซเบอร์ โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ต่างก็นำไปใช้ไปเล่นกันอย่างสนุกสนาน หลายคนคงเคยเห็นเคยได้ยินมาบ้าง แต่ก็ยังงงๆว่ามันคืออะไร มันมาจากไหน ครั้งแรกที่เห็นที่ได้ยินก็คิดว่าคงมาจากบทหนังสักเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อเสาะหาที่มาที่ไป วลีฮิตที่   โดนธนูปักเข่านี้ แท้จริงแล้ว มันเริ่มมาจากในหมู่ผู้เล่นเกมส์ The Elder Scrolls V : Skyrim    ซึ่งผู้เล่นจะต้องผจญภัยและพบปะกับตัวละครต่างๆ มากมาย จนมาถึง NPC หรือตัวละครในเกมตัวหนึ่งที่มีคำพูดว่า  “I used to be an adventurer like you, then I took an arrow in the knee.” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยประมาณว่า    เมื่อก่อนฉันก็เคยเป็นนักผจญภัยอย่างคุณ จนกระทั่งโดนธนูปักที่เข่า เลยต้องมาเป็นยาม(นี่แหละ)
ถึงแม้ว่าประโยคนี้จะถูกนำมาใช้ มาเล่นๆ แบบขำขำ เพื่อประชดประชันเสียดสีในการกระทำที่ได้รับผลลัพธ์แบบสุดขั้ว จากหน้ามือเป็นหลังมือ หรือนำมาล้อเลียนประเภทว่า บบ้าง ะได้งมองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตนเองเราจะมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นได้อย่างไรเล่าี่ของตนอย่างดีมิใช่หรือะยาน ละต่โดนเธอยิงธนูปแต่ก่อนฉันเคยรวย ตั้งแต่โดนธนูปักเข่าฉันเลยจนมาจนบัดนี้ หรือ แต่ก่อนฉันนั้นแสนดีแสนน่ารัก แต่โดนเธอยิงธนูปักที่เข่า ฉันเลยกลายเป็นคนเลวในสายตาเธอ และอื่นๆ อีกมากมาย แต่ก็มีสิ่งที่แฝงเร้นอยู่ในประโยคนี้ให้คิดให้พิจารณาถึงชีวิตที่ผ่านมาและกำลังจะแวะเวียนหมุนเปลี่ยนสู่ปีใหม่ได้เช่นกัน เป็นปรัชญาชีวิตเลยก็ว่าได้...
ใช่หรือไม่ ในสังคมที่เจริญด้วยวัตถุและมีเครื่องมือชี้วัดมาตรฐานผู้คนที่ยศถา บรรดาศักดิ์ ที่ตำแหน่งใหญ่โต โดยที่มิได้ใส่ใจในสาระของคนๆนั้น ใครที่ไม่มีตำแหน่งย่อมไม่มีแห่งหน ไม่มีที่ยืนในสังคม ใครที่ไม่มีหน้าที่การงานที่ใหญ่โตย่อมไม่ได้รับเกียรติ ทุกคนจึงจำต้องเป็นนักผจญภัย สู้ท่องไปในยุทธจักรเพื่อประกาศให้ทุกผู้คนยอมรับ เกิดการแก่งแย่งแข่งขันเอาเป็นเอาตาย ทำทุกวิธีการทุกวิถีทางเพื่อไปสู่ตำแหน่งที่ใหญ่กว่า สู่ยศที่มากกว่า โดยมีคำอ้างที่โก้หรูว่านี่คือความทะเยอทะยานและความกระตือรือร้น และแล้วเมื่อวันหนึ่งเกิดพลาดพลังพ่ายแพ้ ถูกธนูปักลงตรงเข่า ไม่สามารถเดินผจญภัยต่อไปได้ ต้องไปทำหน้าที่ที่ต่ำต้อยกว่า ไปอยู่ในฐานะที่ลดลง ก็รับสภาพไม่ได้ แล้วก็ได้แต่เฝ้าพร่ำบ่นโทษธนูดอกนั้นที่มาปักเข่าทำให้เสียสมดุลทำให้เสียหน้า แต่กลับไม่ได้มองเลยว่า แล้วถ้ามันเกิดไปปักที่หัวล่ะ ปักเข้าที่หัวใจหรือจุดตายจุดบอดเข้าล่ะ ชีวิตย่อมหาไม่ ดีเท่าไหร่แล้วมันเพียงปักแค่เข่า...
ใช่หรือไม่ คนเราวันนี้มักไม่ค่อยยอมรับความเป็นจริง การเป็นนายพลแล้วพ่ายแพ้การสงครามในทุกครั้งจะมีประโยชน์อันใดเล่า หากเป็นนายพลที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้ แต่เป็นยามที่ยอดเยี่ยมสามารถปกป้องผู้คนให้รอดปลอดภัยได้ แบบไหนมีคุณค่ามากกว่ากัน นี่ไงที่สังคมบูชายศบูชาคนที่เพียงเปลือกไม่ได้ลงไปถึงสาระของทุกผู้คน ไม่ว่าคุณจะเป็นใครมีหน้าที่เช่นไร ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีและความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกัน การหาตัวเองให้พบ การพบความจริงในชีวิตและวิถีแห่งตน เดินหน้าตามกระแสเรียกที่ได้รับมาอย่างดีที่สุด เป็นการยืนยันถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แท้แล้ว เรายกย่องคนที่หัวโขน เรายกย่องยกมือไหว้คนแค่เปลือกภายนอก เราศรัทธาคนอื่นที่ไหนล่ะ...สังคมเราอยู่ได้ถึงทุกวันนี้มาจากคนเล็กๆ คนธรรมดาๆที่ช่วยกันขับเคลื่อนด้วยการทำตามหน้าที่ของตนอย่างดีตลอดมามิใช่หรือ เช่นนี้แล้วเรายังจะกล้าดูถูกผู้อื่นว่าต่ำต้อยต่ำเตี้ยกว่าเราอีกหรือ เช่นนี้แล้วพระเยซูผู้ไถ่กู้ เหตุไฉนเลือกบังเกิดมาในที่ที่ยากไร้ยากจน หากเรามองคนอื่นที่คำนำหน้า ที่ตำแหน่ง ที่เครื่องแบบสวมใส่เพียงอย่างเดียว เราจะมองพระองค์เยี่ยงไรเล่า....
ในชีวิตของเราแต่ละคนย่อมมีจุดที่พลิกผันกันได้เสมอ แล้วไอ้ธนูดอกนั้นที่มันมาปักที่เข่าเรา อาจจะทำให้เราค้นพบตัวเราก็ได้... ใช่หรือไม่
หากเราไม่เคยพบกับความผิดหวัง แล้วเราจะเห็นค่าของความสำเร็จได้อย่างไร
หากเราไม่พบกับความยากจน แล้วเราจะเห็นคุณค่าของเงินทองที่หาได้หรือ
หากเราไม่พบกับการหลอกลวง เราเลยหรือที่จะรู้จักรักแท้และมิตรภาพที่ถาวร
หากเราไม่เคยพบกับอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต เราจะมีอะไรเป็นภูมิต้านทานทุกข์ สู้กับปัญหาที่มีอยู่ทุกลมหายใจ..
หากเราไม่เคยพบกับการดูถูก เราจะเห็นค่าของตัวเองได้อย่างไร
แล้วหากว่าเราไม่ศรัทธาในตัวเอง เราจะให้อภัยใครได้เล่า...
ธนูดอกนั้น บางคนอาจจะถูกยิงถูกปักครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็สามารถทนพิษบาดแผลได้และหายกลับมายืนเผชิญหน้าท้าทายสู้กับความทุกข์ยากในชีวิตต่อไปได้ ปีใหม่กำลังจะผ่านเข้ามา วันเวลาจะผ่านไป เราเห็นศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตเรามากแค่ไหน หากว่าเรายังมองไม่เห็นคุณค่าของชีวิตตนเองเราจะมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นได้อย่างไรเล่า อย่าไปโทษธนูดอกนั้นเลย แต่ต้องขอบคุณมันที่เพียงปักลงบนเข่า มิใช่ปักลงมาที่หัว ไม่เช่นนั้นแล้วชีวิตเราก็จะไม่เหลือวันเวลา ที่จะลุกขึ้นยืนบนความหวังใหม่ในปีใหม่เช่นนี้ได้อีกต่อไป
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2554

รำพึงถึงองค์กุมารน้อย..


รำพึงถึงองค์กุมารน้อย..กลางความหนาวเย็น
ท่ามกลางความวุ่นวายของเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตมีทั้งสุขและทุกข์ มีทั้งรอยยิ้มและรอยโศก มีทั้งที่รู้สาเหตุและไม่ทราบสาเหตุ มีบางเรื่องราวที่ทำให้ผู้อื่นเข้าใจเราผิดแบบไม่รู้ตัว หรือเราเข้าใจคนอื่นผิดแบบไม่รู้เรื่อง... บางเรื่องราวบางเหตุการณ์เข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัวและเตรียมใจ นำมาซึ่งความเศร้าสะเทือนใจ ยามอยู่โดดเดี่ยวคนเดียวรู้สึกระทดท้อต่อสิ่งที่พบเจอและปะทะใส่ ในชีวิตเราหากคาดหวังและวาดหวังมากเกินไป ถ้าพบทุกข์ก็ทุกข์อย่างหนักยิ่งเป็นธรรมดา และที่แปลกไม่น้อยในเมื่อเราผ่านทั้งสุขและทุกข์ แต่เราก็มักจะจดจำและจมจ่อมอยู่กับความทุกข์เสียเป็นส่วนใหญ่
บางวันที่ถอดหมวก

จึงมีบ่อยครั้งไปที่เราพยายามหลีกหนีจากความเจ็บปวดใจไปพักกายพักใจ ไปอยู่กับธรรมชาติ อยู่กับความธรรมดาเพื่อเยียวยารักษาอาการบาดเจ็บ กลางหุบเขา กลางป่าดงพงไม้ ชายหาดริมทะเล ข้างๆลำธารใสไหลเย็น จึงเป็นที่แสวงหาความสงบสุขทางจิตใจ แม้จะเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แต่เอาเข้าจริงมีใครบ้างที่ไม่เคยคิดจะใช้ชีวิตอย่างสงบอยู่กับต้นไม้ป่าเขา สายลมแสงแดด แม่น้ำลำธาร เพราะเราล้วนมาจากที่เดียวกันของทุกสรรพสิ่งสร้างมิใช่หรือ...
ดอกพู่นายพล

วังน้ำเขียว คือเป้าหมายของการเดินทางสู่ความธรรมดาในครั้งนี้ ท่ามกลางเทือกเขาเขียวที่มีลักษณะเป็นอ่าวกระทะ จึงทำให้บริเวณนี้อากาศดีตลอดทั้งปี บางคนถึงกับขนานนามว่า สวิตเซอร์แลนด์แดนอีสาน จึงทำให้ที่นี่มีคนมุ่งหมายจับจองถือครองความเป็นเจ้าของ เพื่อสร้างที่พักตากอากาศ ทำไปทำมากลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยว ที่มีผู้เข้าพักเต็มตลอดทั้งปี แล้วเมื่อความจริงปรากฏ พื้นที่ตรงนี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวน มีคนบุกรุกไปปลูกที่พักรีสอร์ตมากมาย จนต้องมีการฟ้องร้องและรื้อถอนตามที่เป็นข่าว
แต่การไปครั้งนี้ได้ไปพักในบ้านของคนรู้จักท่านหนึ่ง ที่พักถูกปกคลุมด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก มีโอกาสเข้าไปในไร่ในสวนของเจ้าบ้าน ได้กินได้เด็ดผลไม้สดๆจากต้น เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของชีวิตที่แสนธรรมดาท่ามกลางธรรมชาติ และแล้วความเย็นยะเยือกก็กล้ำกรายเข้าแทรกสู่อณูผิวยามค่ำคืน เสียงเพลงเก่าๆรุ่นก่อนๆของเจ้าถิ่น ขับกล่อมบรรเลงเป็นเพื่อนร่วมกับความหนาวเย็น นี่ขนาดที่พักมีผ้าห่มอย่างหนาหลายๆผืนใช้ห่อหุ้มกาย แต่ก็ช่วยให้อบอุ่นขึ้นบ้างในระดับหนึ่ง แล้วในค่ำคืนนั้นเล่า...!!!!!
ยามค่ำวังน้ำเขียว

 ในเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คน เสียงเพลงจากทุกพื้นที่ที่ผู้คนมากหน้าหลายตาได้มีโอกาสกลับมาพบเจอกัน ดูแล้วช่างมีแต่ความครื้นเครง แล้วใครจะรู้ล่ะว่า ยังมีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อหาที่พัก หาที่พึ่งให้ทารกคนหนึ่งที่กำลังจะเกิดมา หลายคนมีกองไฟเพื่อไล่ความหนาว ชายหนุ่มมีแต่กองไฟในใจที่รุ่มร้อน เที่ยวหาที่หาทางให้หญิงสาวผู้น่าสงสารได้คลอดลูก หันไปทางไหนก็เต็ม ใช่หรือไม่ เพราะคำสั่งเพื่อให้ทำสำมะโนประชากรนั้น จึงทำให้เมืองทั้งเมืองดูวุ่นวายและเต็มไปด้วยผู้คน ที่สุดแล้ว...เพียงที่เล็กๆพอที่จะซุกกาย เพื่อให้ทารกได้ลืมตาดูโลกได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับมารีย์และยอแซฟที่รู้อยู่เต็มอกว่า นี่คือกุมารน้อยจอมราชา มีที่ประสูติเยี่ยงนี้หรือ ทั้งสองย่อมจะต้องเศร้าใจอย่างยิ่ง แต่โดยอาศัยความเชื่อทั้งสองก็เข้าใจว่าทุกสิ่งอันนั้นคือแผนการอันศักดิ์สิทธิ์ แล้วเราล่ะ...ในชีวิตนี้คิดแบบนั้นบ้างหรือเปล่า หรือใยเฝ้าแต่โทษคนโน้นคนนี้โทษโชคชะตาในความยากลำบาก ไม่มีความมั่นใจในองค์พระเจ้าผู้เป็นเจ้าของชีวิตเราเลยแม้สักนิด...
ทารกน้อยเกิดมาท่ามกลางความหนาวเย็น แต่มีไออุ่นจากพ่อ จากแม่ มีไออุ่นจากลมหายใจของบรรดาสัตว์เลี้ยงในบริเวณนั้น ได้อาศัยไฟฟืนจากผู้ต่ำต้อยคนเลี้ยงสัตว์ที่มาเยือนในค่ำคืนนั้น ชีวิตธรรมดาเกิดมาท่ามกลางธรรมชาติแม้จะเหน็บหนาวแต่อบอุ่นด้วยความจริงใจใสซื่อบริสุทธิ์ ทารกผู้บังเกิดมาเพื่อทุกคนแต่มีเพียงไม่กี่คนที่มาต้อนรับ ความยิ่งใหญ่หาใช่อยู่ที่การต้อนรับอันใหญ่โต หาใช่การจัดงานฉลองเฉลิม แต่ความยิ่งใหญ่ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำและวันเวลาเสมอ ความหนาวเย็นไม่เป็นอุปสรรคแห่งการไถ่กู้ ความหนาวเย็นกลางทุ่งเลี้ยงสัตว์ไม่ได้ทำให้หัวใจของผู้ร่วมแผนการไถ่กู้ระทดท้อ ความหนาวเย็นทางกายหาทางแก้ไขด้วยฟืนไฟ ความหนาวเย็นทางใจมีแต่เพียงไออุ่นของความรักและความจริงใจที่ส่งผ่านให้กันเท่านั้นที่จะเยียวยารักษาได้
องุ่นสดจากไร่


ทารกน้อยเกิดมาเพื่อทุกคนแต่มีเพียงไม่กี่คนมาหามาเยี่ยมเยือน ทารกน้อยเกิดมาเพื่อทุกคนแต่วันหนึ่งข้างหน้า จะมีสักกี่คนที่จะยืนเคียงข้าง แล้วเราล่ะ...เกิดมาเพื่อใครบ้าง? ยืนเคียงข้างใครบ้าง? จริงใจและจริงจังต่อใครบ้าง? ชีวิตที่เหน็บหนาวเพราะไร้ไออุ่นจากห้วงลึกภายในหรือเปล่า โอ้...ความหนาวในค่ำคืนกลางหุบเขา ได้ช่วยบรรเทาความเศร้าสะเทือนใจ แล้วยิ่งได้รำพึงถึงองค์กุมารน้อย ความทุกข์เราหรือจะเทียบเท่าทุกข์ของค่ำคืนแห่งการบังเกิดมาของพระเยซูคริสตเจ้าได้ แล้วความทุกข์ยากลำบากนั้นวันนี้ได้รับการฉลองเฉลิมอย่างยิ่งใหญ่และหรรษายิ่งนัก เมื่อความทุกข์ผ่านพ้นความสุขก็จะคืนมา ถ้าเรามีใจที่พร้อมจะให้ ให้อภัยแก่ผู้อื่น...ให้อภัยแก่ตัวเอง...
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หรือทิ้งไว้เพียงแค่ขยะ


หรือทิ้งไว้เพียงแค่ขยะ
น้ำลดตอผุด สำนวนไทยที่ได้ยินมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ แต่ในยุคสมัยของเรา ตอไม้นั้นหายากยิ่ง เพราะถูกตัดถูกโค่นจนกลายเป็นต้นตอหนึ่งของสาเหตุน้ำท่วมเมือง วันนี้พอน้ำลด น้ำแห้งเรากลับเห็นขยะผุดเต็มบ้านเต็มเมืองแทนตอไม้ ภาพกองขยะริมสองข้างทางระหว่างไปเยี่ยมบ้านพี่สาวหลังน้ำลดไปหมาดๆในย่านดอนเมือง ถนนสรงประภาที่เคยกว้างขวางบัดนี้ยังไม่พอสำหรับขยะที่ล้นเหลือ กองเป็นภูเขาเลากา กองยาวเหยียดจวบจนถึงทางเข้าหน้าหมู่บ้าน ทางกรุงเทพฯประกาศว่าจะจัดการขยะให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง แต่พอเอาเข้าจริงก็เก็บได้ไม่ถึงครึ่ง เพราะตามหมู่บ้านที่รถขยะเข้าไม่ได้ ชาวบ้านก็ขนมากองๆไว้ที่ถนนสรงประภาเพื่อให้ กทม.เก็บไปอีกที (ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว)

ขยะนั้นมีมากมายจริงๆตั้งแต่ถุงพลาสติกเล็กๆ กระดาษ ที่นอนเก่าๆ ตู้ เตียงและเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ต่างๆมากมาย โอ้... เรามีของที่พร้อมจะกลายเป็นขยะมากขนาดนี้เลยหรือ คิดถึงบ้านที่อาศัยของตัวเองที่รอดพ้นจากภาวะน้ำท่วม ของที่วางไว้เฉยๆก็มากมี ของเก่าเก็บก็มากหลาย ของที่พร้อมจะถูกทำลายแต่เจ้าของยังไม่พร้อมจะสูญเสียก็ใช่น้อย สิ่งเหล่านี้มันคือวัตถุภายนอกที่เราต่างสะสมไว้นานปีดีดัก จนบางชิ้นบางสิ่งหลงลืมไปแล้วว่าเคยมีอยู่มีใช้ น้ำมาพาให้เราพบของบางสิ่งที่เหลือใช้ หรือที่จัดหามาแล้วไม่ได้ใช้ กลายเป็นวัตถุเสื่อมค่า นอนนิ่งๆวางไว้ให้เปลืองพื้นที่โลกใบนี้...
น้ำท่วมครั้งนี้อาจจะทำให้หลายคนสูญเสียสิ่งที่สะสมไว้ บางสิ่งอาจจะเสียหาย แต่มองโลกในเชิงปลอบประโลม เหตุการณ์ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นการปรับสมดุลในการดำรงชีวิตของผู้คนผู้หลงไปกับวัตถุ ปรับสมดุลในการใช้สิ่งของที่อาจจะมากเกินตัวตามยุคสมัยบริโภคนิยม อาจจะปรับสมดุลทางจิตใจของหลายคนให้คำนึงถึงความไม่เที่ยงแท้ของสรรพสิ่ง และทำให้เข้าใจสรรพสิ่งสร้างที่พระเจ้าทรงมอบให้โลก หาได้มอบให้กับใครคนหนึ่งคนใดเก็บไว้ใช้เพียงลำพัง มองในมุมแห่งความเชื่อแล้ว ใช่หรือไม่ พระเจ้ามิทรงทอดทิ้งเรา พระองค์กำลังสอนเรา และทรงพระเมตตาผ่านทางมนุษย์ด้วยกัน จากที่เคยสุขกับการเก็บสะสมเงินทองก็มารับรู้ถึงการที่มิอาจจะใช้เงินซื้อสิ่งของได้ มิอาจจะใช้เงินเป็นสินบนกับน้ำมิให้ท่วมถึงบ้านช่องของตัวเองได้ สำหรับผู้ทุกข์ยากลำบากอยู่แล้ว ยิ่งดูเหมือนถูกซ้ำเติม แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่ นี่ก็เป็นการพิสูจน์ความเข้มแข็งและความมั่นคงของจิตใจ สอนให้เราเป็นผู้ดูแลผู้อื่น แม้ว่ายากไร้แต่หาได้ไร้ค่าเสมอไปไม่ เรามีภูมิที่ต้านแรงเสียดทุกข์ได้อย่างสบาย...
หลังน้ำลดผู้คนเริ่มกลับเข้าสู่บ้านเก่า ได้เห็นสภาพบ้านแบบใหม่ๆในพื้นที่เดิมๆ แผนการปรับปรุง ฟื้นฟู ซ่อมแซม เริ่มก่อเกิด ซึ่งแน่นอนอาจจะคิดเลยไปถึงการป้องกันสำหรับปีต่อๆไปไว้ด้วย อย่างน้อยบทเรียนการรับมือกับน้ำก็มีมากขึ้น การเก็บกวาดขยะคือสิ่งแรกที่ต้องทำ ฉะนั้นแล้วจึงไม่แปลกอะไรที่ขยะในแต่ละชุมชนจึงมีมากเหลือเกิน บ้านแต่ละหลังขยะมีมิใช่น้อย กว่าจะปรับสภาพบ้านใหม่ก็ต้องใช้เวลา มันก็เหมือนกับการจะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้นก็ต้องใช้เวลา แต่สิ่งแรกที่ต้องทำคือจัดการกับสิ่งเน่าเสีย  ขยะ ในชีวิตก่อน...
เมื่อเห็นกองขยะกองแล้วกองเล่าไหลผ่านเข้ามาในโสตประสาทขณะขับรถ มีหลายสิ่งที่ไหลเข้าพร้อมๆกัน มีคำถามคำถามหนึ่งดังก้องขึ้นในใจว่า แล้วหลังจากชีวิตของเราในโลกนี้ดับสูญไปแล้ว อะไรที่ผุดขึ้นมา ใช่ขยะที่สะสมหมักหมมมานานหรือเปล่า ความไม่ดีในชีวิตที่โถมทับไว้หลายสิบปีหรือไม่ หรือว่า...เป็นสิ่งที่งดงามสดใส ทิ้งไว้ซึ่งคุณงามความดีให้ผู้คนกล่าวถึง นึกแล้วก็เสียวสันหลังว่า เราจะมีสิ่งใดให้คนกล่าวถึง หรือมีสิ่งใดมอบไว้เป็นที่จารึกให้กับผู้เป็นผู้อยู่ภายหลังเราบ้าง
แล้วตอนมีชีวิตล่ะ มิตรภาพที่หล่นหาย เพื่อนพี่น้องมากมีที่จากลากัน เพราะความขัดแย้ง เพราะรอยบาดหมางที่ยากจะประสาน เพราะความเห็นที่แตกต่าง หรือเพราะการถูกทรยศหักหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ เราต่างก็ทิ้งขยะแห่งความโกรธเคือง ขัดข้องหมองใจต่อกัน มีคนเคยกล่าวไว้มาก โลกนี้กว้างใหญ่ แต่มิตรภาพนั้นมโหราฬ แต่ว่าขณะนี้ เหลียวไปทางใด เพื่อนแท้สักคนช่างหาได้ยากยิ่ง โลกวันนี้ดูจะแคบลง มิตรภาพหลงหาย หดตัวเหลือน้อย เป็นเพราะเราต่างคนต่างก็คิดว่าเป็นผู้ฉลาดล้ำเหลือ เก่งกาจ ครอบโลกครอบครองชีวิตตัวเองและผู้อื่นได้  เมื่อทุกคนถือครองคติเดียวกัน สังคมเราจึงเต็มไปด้วยการไม่ยอมกัน ไม่มีรักและไร้แล้งการให้อภัย ใช่หรือ... ที่เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพากัน ไม่ต้องอาศัยกันและกัน วันนี้ผู้คนมีจำนวนไม่น้อยต่างดูถูกดูแคลนน้ำใจผู้อื่นโดยใช้มาตรฐานส่วนตัวว่า ทุกคนทำอะไรโดยหวังสิ่งตอบแทนกันทั้งนั้น แต่เราก็ลืมนึกไปว่า เมื่อเราได้รับก็ต้องให้กลับผู้อื่นบ้าง สิ่งตอบแทน คือ ความหวังดี คือความสุขที่ได้มอบให้  โลกใบนี้จึงจะกว้าง มิตรภาพจึงมากมาย หรือว่าเราจะปล่อยให้โลกนี้มีแต่ขยะแห่งความเกลียดชังและแค้นเคือง
พระเยซูเจ้าผู้ทรงบังเกิดมานั้นก็เพื่อมอบความรักและการอภัย แล้วเราที่เกิดมามีชีวิตอยู่ ผ่านไปปีแล้วปีเล่า เก่าไปใหม่กำลังจะมา เราสะสมอะไรไว้ในชีวิต กองขยะเน่าเหม็นหรือคุณงามความดีที่มอบให้กัน เพื่อส่งให้เกิดดอกผลไปจนรุ่นลูกรุ่นหลาน ชีวิตนี้หรือเพียงแค่กองขยะเน่าๆ คงไม่ใช่แน่ๆ ฉะนั้น อย่าทำให้ชีวิตเป็นขยะ แต่จงทำให้ชีวิตมีความดีเกิดขึ้นทุกขณะจะดีกว่า....

วันเสาร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2554

มีชีวิตเพื่อสู้


มีชีวิตเพื่อสู้
ถ้าเป็นในสภาวะปกติเวลาใกล้ๆสิ้นปีแบบนี้ หลายคนคงมีหัวใจที่ฟูฟ่อง ร่าเริง เพื่อเตรียมรับรางวัลแห่งความเหน็ดเหนื่อยมาตลอดปี แต่สำหรับปีนี้ดูเหมือนว่าเป็นปีที่เศร้าของคนหลายๆคนที่ต้องตกอยู่ในสภาพวิกฤต จมอยู่ใต้น้ำนานนับเดือน ทำให้หัวใจท้อแท้สิ้นหวัง ยากที่จะกู้กลับมาใหม่ แต่ว่า ชีวิตของเรานี้มีเพื่อสู้ ดังนั้นวันนี้ขอนำเอาตัวอย่างของคนสู้ชีวิตผู้มีหัวใจร่าเริง เพื่อเป็นกำลังใจให้ทุกคน สู้สู้ยิ้มรับปีใหม่ด้วยกัน...
ชายคนหนึ่งเคยมีชีวิตที่สะดวกสบาย เคยมีบ้านหลังใหญ่โต มีรถหลายคัน บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ ธุรกิจที่เคยสร้างกำไรอย่างงามของเขาล้มละลายหมดสิ้น เขาไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว นอกจากลูกสาวตัวเล็กๆ สุดที่รักเพียงคนเดียว  วันหนึ่งลูกสาวของเขากลับมาจากโรงเรียน เธอวิ่งเข้ามาหาพ่อแล้วโอบกอดด้วยความรักใคร่ พ่อของเด็กกอดตอบและฝืนยิ้มให้ลูกสาวอย่างยากเย็น
      “พ่อยิ้มแบบนี้แล้วหน้าของพ่อเหมือนจะร้องไห้ ลูกไม่อยากให้พ่อร้องไห้ เด็กหญิงพูด ผู้เป็นพ่อหัวเราะเยาะกับชะตากรรมของตนเอง ก่อนจะบอกลูกสาวว่า พ่อก็อยากร้องไห้เหมือนกันล่ะลูก” “ร้องไห้ทำไม ไม่เห็นเศร้าอะไร ลูกมีความสุขดีจ้ะพ่อ เด็กหญิงตอบยิ้มๆ ผู้เป็นพ่อแปลกใจ จะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อพ่อทำให้ชีวิตลูกลำบากถึงเพียงนี้” “ลูกมีความสุขเพราะลูกมีพ่อ เมื่อก่อนตอนเราร่ำรวยนั้น พ่อไม่เคยอยู่ที่บ้านของเราเลย ตอนนี้เราไม่มีบ้านแล้ว แต่ลูกได้พ่อคืนมา ลูกถึงมีความสุขอย่างไรล่ะจ๊ะ เด็กหญิงตอบอย่างชื่นบาน

       ผู้เป็นพ่อนิ่งไปครู่หนึ่งกับคำตอบของลูกสาว ก่อนจะพูดขึ้นว่า แต่พ่ออยากทำชีวิตของเราให้ดีกว่านี้ พ่ออยากให้ลูกมีอนาคต จะได้เรียนสูงๆ” “พ่อทำได้นี่ ไม่ยากหรอกจ้ะ สำหรับพ่อของลูก เด็กหญิงว่าอย่างไร้เดียงสา พ่อ...ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร พ่อไม่เหลือทุนให้กับธุรกิจใหม่อีกแล้ว พ่อละอายใจเหลือเกิน  ผู้เป็นพ่อคร่ำครวญ
      “มีคุณลุงคนหนึ่งอยู่ข้างๆ โรงเรียนของหนู เขาเป็นคนที่ทำงานเก่งมากแล้วใจดีด้วย เวลาใครไม่สบายใจแล้วไปหาเขา เขาก็จะช่วยให้คนๆ นั้นสบายใจ พ่อลองไปหาเขาสิจ๊ะ เด็กหญิงว่า... เช้าวันรุ่งขึ้น ผู้เป็นพ่อจึงไปบ้านของชายคนดังกล่าว ดูภายนอกก็เป็นบ้านขนาดกะทัดรัดธรรมดาๆ หลังหนึ่งเท่านั้น ขณะนั้นเองมีหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีคนหนึ่งเดินมาที่รั้วหน้าบ้านแล้วถามเขาว่าต้องการพบใคร ชายผู้นี้จึงเล่าเรื่องที่ได้รับรู้มาจากลูกสาวของตนให้หญิงคนนั้นฟัง เธอฟังอย่างสงบแล้วยิ้มน้อยๆ เดี๋ยวดิฉันจะเข้าไปบอกสามีของดิฉันให้ ไม่ทราบว่าเขากำลังทำงานอยู่รึเปล่านะค่ะ แล้วเธอก็เดินหายไปในห้องๆ หนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ กันกับห้องรับแขก
       “เชิญคุณเข้าไปหาสามีดิฉันเถอะ เขาอยากคุยกับคุณค่ะชายผู้นี้เดินเก้ๆ กังๆ เข้าไปในห้องของสามีเธอ เขาคาดว่าห้องนั้นน่าจะเป็นห้องทำงาน ที่มีเอกสารทางธุรกิจมากมายวางสุมอยู่ แต่...ไม่ใช่เลย เพราะห้องนี้เป็นเพียงห้องนอนธรรมดาๆ และมีชายพิการคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงเท่านั้น เอ่อ... ชายผู้นี้ไม่รู้จะพูดอะไรดี เขารู้สึกมึนงงกับสถานการณ์ตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าชายพิการจะเข้าใจอะไรๆ ได้ดีมากทีเดียว เขามองผู้มาเยือนแล้วยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนเชื้อเชิญให้ชายคนนั้นนั่งลงที่เก้าอี้ตัวหนึ่งซึ่งวางอยู่ข้างๆ เตียง
ผมได้ข่าวจากลูกสาวว่า... ชายผู้มาเยือนกล่าวอย่างติดๆ ขัดๆ เขาชักไม่แน่ใจ... หลายสิบปีมาแล้ว วันหนึ่งผมตื่นขึ้นมาพบว่าขาของผมแข็งทื่อจนขยับไม่ได้ แม้รักษาอย่างไรก็ไม่หาย ต่อมาอาการแข็งทื่อก็ลุกลามมาถึงเอว ลำตัว และมือของผม จนในที่สุดผมก็เคลื่อนไหวไปไหนไม่ได้ ต้องนอนแช่อยู่แต่บนเตียงอย่างที่คุณเห็นนี่แหละชายพิการเริ่มเรื่องด้วยการเล่าถึงสาเหตุแห่งความพิการ
       “หลังจากเป็นแบบนี้ ผมก็ต้องออกจากที่ทำงานเก่า แล้วเริ่มทำงานขายประกัน ชายพิการตอบยิ้มๆ ถึงแม้ผมจะไปไหนมาไหนไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องนอนมองเพดานอย่างเดียวเสียเมื่อไร ถึงผมจะพิการแต่หัวใจผมยังแข็งแรงดี ผมจึงคิดที่จะทำนั่นทำนี่ แม้ว่าตัวเองจะเคลื่อนไหวไม่ได้ พูดจบชายพิการก็หันไปทางโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะใกล้ๆ หัวเตียง ผมใช้โทรศัพท์นี่คุยติดต่อกับลูกค้า โดยให้ภรรยาช่วยถือหูให้ ซึ่งลูกค้าของผมก็ยินดีที่จะติดต่อกับผมด้วยวิธีนี้ เพราะฉะนั้นอะไร ๆ มันก็เลยง่ายขึ้น
       “ทำไมคุณต้องดิ้นรนตัวเองขนาดนี้ หากคุณเอาแต่นอนก็ไม่มีใครว่าอะไรคุณหรอก ชายผู้มาเยือนว่า ผมยังเชื่อมั่นในสมองของผม คุณคิดว่าคนเรามีชีวิตอยู่ได้เพราะกำลังกายหรือ... เปล่าเลย คนเราอยู่ได้เพราะกำลังใจ แม้จะมีแขนขาที่กำยำล่ำสันเพียงไร แต่ถ้าไร้กำลังใจ แขนขานั้นก็ไร้ความหมาย ผมเป็นอย่างนี้ ใช่ว่าไม่เคยเสียใจ แต่ถ้าเอาแต่เสียใจ ก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น ผมว่าผมสู้ดีกว่า... ชายพิการเหลือบตามองขึ้นไปทางผนังเหนือหัวเตียงของเขา มีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่อย่างง่ายๆ นั่นคือคติพจน์ในการมีชีวิตอยู่ของผม ข้อแรกคือ อย่าวิตกกังวล และข้อสองคือ ถึงป่วยไข้ก็อย่าหมดกำลังใจ
      “ผมนั้นไม่เคยท้อถอยโดยเหตุที่ใช้มือไม่ได้เลย แน่นอนว่าสิ่งที่ผมเป็นอยู่นี้ทำให้ผมทำงานไม่ได้ และยิ่งลำบากมากในการติดต่อธุรกิจการงาน แต่ถ้าเราสู้ต่อไป และค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ไขสิ่งบกพร่องนี้ เราก็จะทำอะไรได้ตามที่ตั้งใจไว้...ถ้าคุณจำต้องเสียอะไรไปและเอาคืนกลับมาไม่ได้ ก็ช่างมันเถอะ แต่อย่ายอมเสียหัวใจที่ร่าเริงเด็ดขาด เพราะหัวใจที่ร่าเริงจะไม่ยอมให้เจ้าของมันล้มเหลวหรอก เชื่อผมสิ ชายผู้พิการกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
แน่นอนว่าชายผู้นี้เดินออกจากบ้านของชายพิการด้วยกำลังใจที่เต็มเปี่ยม เขายังคงไม่มีเงินทุนสำหรับเริ่มธุรกิจ แต่มีแรงสู้เพิ่มขึ้นเต็มหัวใจ ชายผู้นี้เชื่อว่าด้วยแรงใจนี้ จะทำให้เขาสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้ดีขึ้นได้ ดังที่ชายพิการผู้มีหัวใจร่าเริงได้บอกเอาไว้นั่นเอง (จาก http://www.manager.co.th/Family) แล้วเราๆท่านๆยังจะสู้อยู่หรือเปล่า....

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

คนดีของเรา


คนดีของเรา
ในชีวิตเราเคยคาดหวัง เคยไว้ใจ เชื่อใจ ศรัทธา เคยหวังดีอย่างสัตย์จริงไม่มีจริตให้กับคนๆหนึ่งบ้างไหม? และเราเคยคิดว่าเขาคนนั้นเป็นคนแสนดี เป็นคนที่น่านับถือ เป็นคนที่น่ายกย่องเสียนี่กระไร?.... ทุกคนย่อมตอบเหมือนกันว่า มีและอาจจะมากกว่าหนึ่งคนก็ได้ ต่อมาเมื่อคนๆนั้นที่เราคาดหวังทำให้ผิดหวัง ทำให้หมดความไว้วางใจ ไม่อยู่ข้างเรา ชอบโกหกและหลอกลวงเรา (โดยอาจจะมีเหตุผลที่เราไม่รู้และคนๆนั้นมิอาจจะบอกเราได้) เราจะรู้สึกเช่นไร!!!! คำตอบคือ ผิดหวังและโกรธ เกลียด แค้นเคือง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา และถ้าหากว่าเรามีคนที่เรารักมาก นับถือมาก เทิดทูนอย่างสูงส่ง ถูกใส่ความ ถูกนำไปพูดต่อๆกันในด้านไม่ดี แรกๆก็ไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารนั้น แต่เมื่อเรารับรู้บ่อยๆ ถูกป้อนข้อมูลทุกวัน เราจะเอนเอียง เราจะเริ่มมีข้อสงสัยหรือไม่ ซึ่งก็คงขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นดีจริงหรือเปล่าด้วย และคนดีแบบไหนกันล่ะคือคนดีจริงของเรา...หลายคนคงเริ่มรำคาญแล้ว ถามอะไรกันนักหนา วกไปวนมา
คำถามต่างๆที่ถามมันเกิดขึ้นจากหนังโฆษณาเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับพ่อที่เป็นคนใบ้อยู่กับลูกสาวสองคนพ่อลูก เลี้ยงดูกันมาตั้งแต่เล็กๆ เมื่อลูกสาวโตเป็นวัยรุ่นเริ่มปีกกล้าขาแกร่ง พ่อที่เคยภาคภูมิใจกลายเป็นปมด้อยเป็นจุดด่างให้เพื่อนฝูงล้อเลียน พ่อลูกกลายเป็นคนที่ไม่สามารถสื่อความหมายพูดคุยกันได้(ทั้งๆที่ตลอดเวลาจะสื่อกันด้วยท่าทาง) ลูกสาวจึงไปคบกับหนุ่มคนหนึ่ง และต่อมาก็ถูกหลอก อกหัก จนคิดฆ่าตัวตายในคืนวันเกิด ในขณะนั้นพ่อผู้เป็นใบ้เตรียมของขวัญไว้ให้ลูกสาว พ่อรอแล้วรอเล่าลูกก็ไม่มา ไปพบอีกทีลูกนอนจมกองเลือด พ่อผู้เป็นใบ้จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล ลูกสาวเสียเลือดไปมาก ต้องการเลือดด่วน ผู้เป็นพ่อเข้าไปอธิบายให้หมอฟังด้วยภาษามือ จนหมอเข้าใจว่าเขาต้องการให้เลือดเพื่อช่วยชีวิตลูกสาว เมื่อลูกสาวลืมตาขึ้นมาเห็นคนเป็นพ่อที่เคยเกลียด ที่เคยคิดว่าเป็นผู้ที่ทำให้ชีวิตตกต่ำ ได้เสียสละเลือดช่วยชีวิตตนเอง จึงเอื้อมมือไปจับมือพ่อเพื่อขอโทษ โฆษณาจบด้วยคำพูดที่ลึกซึ้งกินใจว่า อาจจะไม่มีพ่อที่ดีที่สุด แต่มีพ่อที่รักคุณมากที่สุด...
เรื่องนั้นเป็นเรื่องระหว่างพ่อลูก ที่เชื่อมโยงโดยสายเลือด พ่อทุกคนย่อมรักลูกมากที่สุดอยู่แล้ว แต่มองในด้านความสัมพันธ์ของคนทั่วไป ในชีวิตเราย่อมมีคนดีที่ผ่านเข้ามาในชีวิตก็มากมาย แต่น่าเสียดายคนดีๆเหล่านั้นอาจจะผ่านเลยไป โดยที่เรามิได้เก็บเกี่ยวสิ่งดีๆที่เขามอบให้ไว้ในชีวิตเราเลย อาจจะหลงเหลือความดีให้เราระลึกถึง ก็เมื่อวันที่เราไปร่วมในงานศพเขาเพียงเท่านั้น ในยามที่มีลมหายใจเรากลับมองข้ามกันและกัน หรือแม้อาจจะไปตั้งข้อสงสัยว่า เป็นคนดีจริงหรือ หรือไม่ บางครั้งบางคราวเห็นความผิดพลาด ก็เหมารวมว่าไม่ใช่คนดีจริงนี่หว่า.. หรือบางทีสิ่งที่เขาทำดันไม่ถูกจริตถูกใจเรา ก็ว่าไม่เห็นจะดีอย่างที่คิด นั่นเพราะว่าเราแต่ละคนมีมาตรฐาน ยึดมั่นในความคิดจริตติดตัวว่าคนดีต้องเป็นอย่างที่เราคิด มิอาจจะบิดเบี้ยวแม้แต่นิดเดียว เมื่อพิจารณาดูดีๆ แล้วเราหละ ที่เที่ยวตั้งมาตรฐานความดีให้กับผู้อื่น เราเองนะดีแล้วหรือยัง ดีได้ตามมาตรฐาน ตามแนวคิดของเราหรือเปล่า ใช่หรือไม่ การกำหนดขอบเขตให้คนอื่นหน่ะมันง่าย แต่ทีกับตัวเองเรามักละเลยและมีข้ออ้างอยู่เสมอ 
ใช่หรือไม่ บางคนเป็นคนดีจริงๆ เป็นคนเสียสละให้กับทุกคน ก็ยังมิวายต้องมีผู้คนจับผิด ตินิด ตอดหน่อย เพื่อหวังทำลายความดี จนบางครั้งเราก็นั่งงงๆว่า แล้วทำกันไปเพื่ออะไร เช่น ในโลกไซเบอร์วันนี้ที่มีคนรุ่นใหม่ๆเข้าไปโจมตี พ่อหลวง อย่างหยาบคาย และใช้วิธีการที่ฉลาดแต่ใจโฉดหลอกคนให้เข้าไปดูไปติเพื่อเพิ่มยอดจำนวน ให้กลายเป็นที่นิยม เพื่อใช้สถิติตัวเลขไปลบล้างความดีที่พระองค์ท่านทรงกระทำต่อประชาชนคนไทยมาอย่างเหน็ดเหนื่อยและยาวนาน สุดช้ำใจเมื่อมีคนไทยจำนวนไม่น้อยถูกปลูกฝังด้วยชุดข้อมูลเพียงด้านเดียว แล้วก็หลงเชื่อ ความดีมากมีถูกกลบลบหายไปด้วยเรื่องจินตนาการที่ไร้สาระ แล้วคนดีที่ต้องการเป็นอย่างไร มีพ่อคนไหนล่ะที่ไม่รักลูกๆของตัวเอง... 
ในเมื่อเราบอกว่าโลกนี้หาคนดียาก...แต่เรากลับไม่รู้จักรักษาคนดีเอาไว้ ใยยังลอบยังชอบทำร้ายทำลายคนดีๆให้ม้วยมลายหายกันไป และแน่นอนความอดทนของคนดีมักจะได้รับการยอมรับในที่สุด แม้จะต้องทุกข์ระทมข่มขื่น การที่ทำดีแล้วถูกต่อว่า ถูกต่อขาน มันเป็นเรื่องน่าเศร้าของมนุษยโลกเลยก็ว่าได้ แต่คนดีถ้าเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำว่าดีย่อมไม่วอกแวก ยังมั่นคงเสมอ ความดีย่อมแสดงออกด้วยความรักที่ยอมให้วิพากษ์วิจารณ์ ยอมให้ผู้อื่นสนุกปาก เพราะการเป็นคนดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีที่สุดของทุกคน เพียงแต่มีหัวใจเปี่ยมพร้อมที่จะรักทุกคนต่างหาก นั่นแหละคือคนดี
มองในด้านหนึ่งกระบวนการที่เราต่างตั้งมาตรฐานไว้ สำหรับกรองคนดีในชีวิตของเรา ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อื่นระมัดระวังตัวมากขึ้น ไม่ใส่คราบคนดีไปหลอกลวงคนอื่น เพราะยุคสมัยเรานี้ต้องยอมรับเลยว่า เราอยู่ร่วมกันยากขึ้น เพราะการตรวจสอบมีวิธีมากและง่ายขึ้น ทำให้ความไว้วางใจต่อกันน้อยลง จริงใจต่อกันน้อยลง ในชีวิตจริงเรามักมีประสบการณ์ที่ถูกคนดีจอมปลอม หลอกให้หลงหลอกให้เชื่อ หลอกให้นับถือ ค่ามาตรฐานของเรามันเลยกลายเป็นดาบสองคม คมหนึ่งอาจจะเชือดคนที่หากินและสวมใส่ความดีมาฉวยประโยชน์จากเราได้ แต่อีกคมหนึ่งบางทีกลับไปเชือดเชือนผิดที่ผิดคนทำเอาคนดีๆต้องทรมานไปก็มาก คนดีจึงหนีหลบหายไปอยู่เงียบในซอกหลืบเร้นกายในมุมเล็กๆของสังคม ฉะนั้นแล้วคนดีไม่ได้มีง่ายๆ ไม่ได้เป็นง่ายๆ ใช่หรือไม่ เราไม่อาจเป็นคนดีที่สุดได้ แต่เราสามารถเป็นคนรักคนอื่นอย่างที่สุดได้ อย่างหลังนี้แหละที่เรามักหลงลืมกันไป....ก็เลยทำให้คนดีของเราหายไปทีละคนสองคน ...คนดีของเราอยู่ไหนหนอ....
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ตะวันลับฟ้าหน้าวาติกัน


ตะวันลับฟ้าหน้าวาติกัน

การเดินทางในทุกครั้งย่อมมีวันสิ้นสุด หยุดลงตรงเป้าหมายปลายทางตามกาลกำหนด กับการเดินบนหนทางชีวิต แม้จะรู้ว่ามีวันสิ้นสุด แต่มิอาจจะหยั่งรู้ถึงกำหนดวันสุดท้ายได้ (มีบ้างบางคนที่เร่งรัด รวบรัด ตัดตอนด้วยการฆาตรกรรมตนเอง)  ฉะนั้นแล้วทุกวันเวลาย่อมหมายถึงวันสิ้นสุดได้ในทุกวินาที จะมีสักกี่คนที่หมั่นพร่ำบอกตัวเองว่า ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มีแต่ต้องนอนยาวแน่ๆไม่วันใดก็วันหนึ่ง  หลายคนยังคงหลอกตัวเอง หลอกลวงคนอื่น สร้างความระทมให้คนอื่น ตกอยู่บนกองทุกข์โดยมีข้ออ้างและเหตุผล เพื่อหลอกตัวเอง และยังคงเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ว่าคือสิ่งถูกต้อง
การเดินทางแสวงบุญในครั้งนี้เป้าหมายสุดท้าย ป้ายสุดทางอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อเยี่ยมชมนครรัฐวาติกัน ศูนย์รวมของพระศาสนจักรคาทอลิกของเรา ที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์แห่งความเชื่อ ประวัติศาสตร์ที่มีทั้งด้านงดงามและด้านมืดมัว และโดยอาศัยความเชื่อในพระคริสตเจ้าทำให้พระศาสนจักรมั่นคงถาวรมาจวบจนทุกวันนี้...
จากฟาติมามาโรม จากลาโปรตุเกสมาคารวะอิตาลี คณะเดินทางต้องตื่นแต่เช้าเพื่อมาขึ้นเครื่องให้ทันเวลา เรื่องที่ไม่น่าเกิดก็เกิด ดูเหมือนเพื่อให้เราได้เรียนรู้โลกและเรียนรู้ที่จะฝึกฝนความอดทน เมื่อเดินทางมาถึงกรุงโรม กระเป๋าเดินทางถูกโยนอย่างแรงจนทำให้พังยับ ต้องลากจูงอย่างลำบาก หะแรกคิดว่าทำไมหนอโชคร้ายจึงตกเป็นของเรา และเมื่อตรวจสอบทั้งคณะแล้ว เป็นเช่นนี้ถึง 3-4 คน โอ้... โลกนี้ยังมีเพื่อนร่วมทุกข์เสมอ อย่าคิดว่าทุกข์อยู่คนเดียว 
ที่กรุงโรม เมืองแห่งประวัติศาสตร์ ซากของเมืองเก่ายังคงปรากฏให้เห็น โคลิเซียม ถนนที่ยังคงเป็นแบบเดิมๆ เป็นถนนที่ใช้สำหรับรถม้า แม้ว่าวันนี้ทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยรถรา รถม้ารถลาไม่มีให้เห็น การเยี่ยมชมความงามและสวดภาวนาทั้งสี่มหาวิหารคือสิ่งที่เราคริสตชนคาทอลิกไม่พลาด (มหาวิหารนักบุญเปโตร มหาวิหารนักบุญเปาโลนอกกำแพง มหาวิหารนักบุญยวงลาเตรัน และมหาวิหารแม่พระแห่งภูเขาหิมะ) เพื่อจรรโลงให้ความเชื่อและความศรัทธาเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น การได้ร่วมมิสซาเช้าภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร ก็นับว่าเป็นอะไรที่เปี่ยมสุขและโดยเฉพาะบทเทศน์ของมงซิญอร์ วิษณุ ธัญญอนันต์ผล ที่บอกเล่าถึงการต้อนรับคนไทยที่เข้ามาเยี่ยมสถานที่แห่งนี้มิขาดสาย ทั้งคนคริสต์และคนต่างศาสนา ประโยคหนึ่งที่คุณพ่อถ่ายทอดไว้ยังจำมิมีวันลืม คนเรามักชอบแสวงหา แต่ก็ไม่เคยพบ ใช่...เรามาแสวงบุญแล้วเราได้บุญกลับไปหรือเปล่า ได้ความศรัทธาที่เพิ่มพูนขึ้น หรือเพียงแค่ได้ประสบการณ์ใหม่ๆในสิ่งที่แตกต่างเพียงเท่านั้นหรือไม่ เป็นบทรำพึงประจำวันนั้นได้อย่างดี ...

ช่วงบ่ายวันสุดท้ายที่กรุงโรม เป็นเวลาว่างเพื่อให้ทุกคนเที่ยวชมหรือซื้อสิ่งของฝากญาติสนิทมิตรสหายตามอัต(เงิน)ภาพ สิ่งหนึ่งที่หวังไว้คืออยากจะมีเวลาไปคารวะและสวดภาวนาต่อหน้าหลุมพระศพของบุญราศี จอห์น ปอล ที่ 2 ภายในมหาวิหารนักบุญเปโตร ทั้งๆที่ตอนเช้าได้เข้ามาเพื่อร่วมมิสซารอบหนึ่งแล้ว แต่หน้าพระศพยังไม่เปิดให้เข้าไปสวด ในตอนบ่ายผู้คนเริ่มมาก ต้องต่อแถวเพื่อเข้าชมยาวจนถึงหน้าลานมหาวิหาร แต่ก็ใช้เวลาไม่นานเกินรอประมาณครึ่งชั่วโมง จึงได้มีโอกาสไปคุกเข่าสวดภาวนาต่อหน้าพระศพ บุคคลที่เคารพรักอย่างยิ่ง ...

ใช้เวลาดื่มด่ำส่วนตัวในมหาวิหารจนเมื่อยล้าขาพอควร เวลายังมีเหลือสำหรับคนที่จะซื้อของฝาก รูปพระ ศาสนภัณฑ์มากมีให้จับจ่าย แต่ด้วยความที่ไม่ถนัดนักจึงขออาสาเป็นฝ่ายเฝ้าของ รออยู่ที่จุดนัดหมาย แสงทองยามเย็นค่อยๆร่วงหล่นหลังโดมมหาวิหาร ใจหนึ่งอยากจะวิ่งไปหามุมเพื่อถ่ายถาพเก็บไว้ แต่เมื่อเห็นสิ่งของต่างๆที่อาสาเฝ้าไว้แล้วก็มิอาจจะเคลื่อนกายไปไหนได้ ได้แต่นั่งมองและรำพึงถึงเรื่องราวต่างๆนานา เพื่อให้แสงตะวันลับฟ้าหน้าวาติกันเป็นเพื่อนร่วมกาลเวลา...
แสงแดดแห่งกลางวันกำลังจะลาลับ ความเย็นยะเยือกและความมืดเริ่มก่อร่างขึ้น วันเวลาคงผันผ่านไปในแต่ละวัน ข้างหน้าคือมหาวิหารนักบุญเปโตรเด่นเป็นสง่า ได้ผ่านกลางวัน กลางคืน ผ่านร้อนผ่านหนาวมายุคแล้วยุคเล่า เปลี่ยนผ่านผู้นำมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง องค์สมเด็จพระสันตะปาปาผู้สืบสานงานต่อจากพระเยซูเจ้า ผู้ได้รับการคัดสรร เพื่อนำพาหมู่มวลมนุษย์ให้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ บนพื้นฐานแห่งความรัก สถานที่เล็กๆแต่ยิ่งใหญ่ทางจิตวิญญาณแห่งนี้ เป็นเครื่องยืนยันถึงความรักของพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ต่อเราเสมอมา

แล้ว...กลางวัน กลางคืน ที่ผ่านมาแล้วผ่านไปในชีวิตเราล่ะ ได้พบเจอความสุขสงบมากน้อยแค่ไหน ท่ามกลางหมู่คนที่เห็นแก่ตัว ท่ามกลางการแข่งขัน ท่ามกลางความหลอกลวง ท่ามกลางการทรยศหักหลัง และความชั่วร้ายหมายทำลายล้างกัน เป็นดั่งกลางคืนที่แสนยาวนานในชีวิตจริงของเราหรือไม่ หรือ...เป็นกลางวันที่มีแต่แสงแดดแห่งความเกลียดชัง คลั่งแค้น แสงแห่งการเข่นฆ่าที่แผดเผา วันเวลาที่ผ่านมาเราปล่อยให้ชีวิตเวียนว่ายภายใต้สิ่งเหล่านี้หรือไม่ แสงตะวันลับลาขอบฟ้าลดความร้อนแรง แต่กำลังนำพาไปสู่ความมืดมัว หาเป็นเช่นนั้นไม่...
 เมื่อสิ้นแสงแรงกล้าแห่งวัน ควรที่จะลดความร้อนรุ่มในใจลง เพื่อให้เราก้าวสู่ความสงบท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน อยู่กับตัวตน ไตร่ตรองถึงสิ่งที่ทำมา ใช่หรือไม่ หากใจไม่สงบเสียแล้ว กลางวันยิ่งร้อนรุ่มกลางคืนยิ่งยาวนานและสับสน ใช่หรือไม่ บางทีเรามิต้องเดินทางแสวงหาค้นทางธรรมไกลสุดขอบฟ้า ทั้งๆที่สันติอยู่ในใจเราแต่เรามองข้ามไปวันแล้ววันเล่า เพียงแค่บางครั้งหยุดแสวงหาก็เป็นการค้นพบความหมายของชีวิตได้แล้วเช่นกัน...

วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เส้นทางเด็กเลี้ยงแกะ


เส้นทางเด็กเลี้ยงแกะ
            วันนี้กลางมหานครหลวง...ถนนสำคัญๆที่เป็นเส้นทางการขนส่งของเมืองหลวงถูกกองทัพน้ำ บุกยึดไปทีละเส้นอย่างเยือกเย็น ความลำเค็ญลำบากของผู้คนก็ตามมา จากที่เคยรถติดจนหงุดหงิดเปลี่ยนมาเป็นรอเรือและรอรถทหาร รถใหญ่ ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างใจเย็น จากที่รุ่มร้อนไปด้วยเปลวเชื้อเพลิงการเผาไหม้เครื่องยนต์ เปลี่ยนเป็นเปลวคลื่นพลิ้วไหวระลอกคลื่นของสายน้ำ จากกลิ่นเหม็นของท่อไอเสียรถ เปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นจากน้ำเน่าแทน จากที่เคยต้องการน้ำ แต่ครั้นน้ำมากท่วมหัวต่างผลักใสให้ใครก็ได้ช่วยรับไปที ชีวิตคนเราหรือ..จะคิดฝืนธรรมชาติ น้อมรับอยู่อย่างสุขใจ และหันหน้ามาช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อว่าให้วันแห่งความทุกข์มวลรวมไหลผ่านไปอย่างงดงามกันเถิด..
            วันนั้นที่ฟาติมา...เช้าวันที่สองและวันสุดท้ายแห่งแผ่นดินถิ่นแสนมหัศจรรย์ เป็นการเดินรูป 14 ภาค ในเส้นทางเดินของเด็กเลี้ยงแกะทั้งสามคน เป็นเส้นทางในตำบล ลาโควา ดา อิรออา ซึ่งอยู่ห่างจากฟาติมา 3 กม. การเดินรูปมาหยุดลงตรงจุดการประจักษ์มาของเทวดาเพื่อสอนบทสวดแก่เด็กทั้งสามซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือ ก่อนที่แม่พระจะประจักษ์มา ระหว่างทางมีทางแยกไปยังบ้านเกิดของทั้งสามคน (ยาชินทา มาร์โต เป็นพี่น้องกับ ฟรังซิสโก มาร์โต ซึ่งอยู่บ้านหลังเดียวกัน ส่วนลูซีอา โดสซังโตส เป็นลูกพี่ลูกน้อง อยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง) อากาศกำลังสบาย แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆเหงื่อเริ่มออก ข้อสงสัยเริ่มผุด เหตุไฉน เหตุการณ์ในโลกนี้มีสิ่งที่ต้องขบคิดมากมาย พระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าเรามนุษย์จะหยั่งรู้ นี่คือสิ่งที่งดงามในหนทางชีวิต...
            ท่ามกลางข่าวสารที่ไหลท่วมท้นยิ่งกว่ามวลน้ำที่ไหลท่วมกรุงของวันนี้... เราจะเชื่อข้อมูลของใคร จะต้องทำอย่างไร ยิ่งรู้ยิ่งวิตก ยิ่งอ่านยิ่งสับสน การวิพากษ์วิจารณ์ก็มากมี คนที่เก่งเกินงามก็มากมาย มีบ้างบางครั้งที่จำต้องหยุดเสพสารข้อมูลทั้งหลายทั้งปวง แล้วนั่งทบทวนใช้วิจารณญาณเท่าที่มีเท่าที่เป็นสังเกตมองรอบด้าน และเตรียมพร้อมว่า สิ่งใดควรทำก่อนหลัง ที่สุดต้องเลือกกลั่นเลือกกรอง เลือกรับรู้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ที่มีความแม่นยำพอสมควร เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าข้อมูลจากแหล่งไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ถ้าเราเพียรพอที่จะรู้จักวิเคราะห์ ...
            ท่ามกลางความไม่น่าเชื่อถือในเด็กเลี้ยงแกะทั้งสามคนเมื่อวันนั้น... ทำไมแม่พระไม่เลือกประจักษ์มาให้กับผู้ที่น่าจะเชื่อถือที่สุดในเมือง เพราะอย่างน้อยความน่าเชื่อถือในสายตาของคนทั่วไปย่อมดีกว่า แต่...เมื่อมองให้ลึกลง ความซื่อๆของเด็กไร้การศึกษาต่างหากคือข้อความจริงที่มิต้องใส่จริต เพื่อสร้างความเชื่อถือ ความอดทนในการทำความดี ในการประกาศข่าวดี เด็กที่มีชีวิตลำบากย่อมมีความอดทนสูงกว่า ใช่หรือไม่ หนทางสู่สวรรค์มิใช่เรื่องที่จะทำแบบง่ายๆและรวบรัดตัดความ ความเชื่อย่อมต้องพิสูจน์ด้วยศรัทธา และศรัทธาย่อมต้องมาพร้อมกับความอดทนในวันเวลาเสมอ..
            การประกาศให้อพยพเกิดขึ้นแทบทุกวัน เดี๋ยวก็เขตนั้นเดี๋ยวก็เขตนี้ หลายคนทำตาม แต่ก็มีมากที่ไม่ยอม ขออยู่ในบ้านด้วยคิดเองว่าจะท่วมสักกี่วันกันเชียว!!! เดี๋ยวน้ำคงลดลง ที่สุดเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่วมอกบ้าง ท่วมเอวบ้าง มีไม่น้อยท่วมหัว ออกจากบ้านเรือนไม่ได้ ก็นอนรอความหวัง รอการช่วยเหลือจากที่ต่างๆ อยู่กับน้ำเพื่อรอรับน้ำใจของเพื่อนร่วมชาติอย่างสิ้นหวัง...
            การประจักษ์มาของแม่พระที่ฟาติมาแก่เด็กทั้งสามคนเป็นเวลาหลายเดือน ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง ตุลาคม ค.ศ.1917 พร้อมกับข่าวสารที่แจ้งบอกให้กับคนทั้งโลก ฉันคือพระมารดาแห่งลูกประคำ ..จงทำพลีกรรมเพื่อคนบาปและสวดบ่อยๆว่า ข้าแต่พระเยซูเจ้า พลีกรรมนี้ เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์ เพื่อคนบาปจะได้กลับใจ และเพื่อชดเชยการทำขัดเคืองดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ แน่นอนย่อมมีคนไม่เชื่อมากมาย บางคนคงชี้ไปว่าเด็กเลี้ยงแกะใครเชื่อก็บ้าแล้ว..ยากยิ่งนัก ทั้งๆที่หลายคนในพวกนั้นต่างเฝ้ารออัศจรรย์ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับเด็กไร้การศึกษากลับไม่ยอมเชื่อ สุดท้ายแม่พระจึงมอบบันทึกฟาติมา เพื่อเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ความจริง
            วันนี้บันทึกนั้นเริ่มเป็นจริงขึ้นทุกๆวัน เส้นทางของเด็กเลี้ยงแกะกลายเป็นเส้นทางชี้นำหนทางเพื่อให้โลกได้พ้นภัยอันตราย ...
            ประการแรก การเปิดเผยให้เห็นถึงแดนนรก แดนทรมาน อันเนื่องจากบาปผิดต่อความบริสุทธิ์ ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร (การทำแท้ง และการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ยังมีให้เห็นมากมาย)
            ประการที่สอง การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ มีให้เห็นแล้ว แต่โลกก็ยังมีผู้นำที่มีหัวใจคอมมิวนิสต์ไม่มีสิ้นสุด..
            ประการที่สาม ถูกเปิดเผยบางส่วน โดยองค์สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2  หากมนุษย์ไม่ฟังคำสั่งที่พระเจ้าทรงวางไว้ต่อหน้าพวกเขา ปีศาจจะปกครองโลกและมันกำลังทำให้คนทั้งหลายเกลียดชังกัน อาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถทำลายโลกได้ในเวลาเพียงนาทีเดียว ครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติจะถูกทำลาย พระศาสนจักรเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความชั่วร้าย และมนุษย์จะสูญเสียความเชื่อ
            แผ่นดินไหวจะทำลายแนวเส้นแบ่งของโลก (เส้นศูนย์สูตร)คนหลายล้านคนจะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที ส่วนพวกที่รอดชีวิตก็ปรารถนาให้ตัวเองอยู่ในหมู่ผู้ตาย สภาพของโลกที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้นเป็นสภาพที่ไม่อาจจินตนาการได้ แต่สิ่งนี้จะมาอย่างแน่นอน พวกที่เชื่อและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ จะมีชีวิตรอดและจะมีความเชื่อเพิ่มขึ้น
            วันนี้เราจะเชื่อบันทึกจากเด็กเลี้ยงแกะในวันนั้นหรือไม่ เชื่อแล้วจะทำอย่างไร..คำตอบได้พิสูจน์ในกาลเวลาที่ผ่านมาและกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว.....
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันทา...ฟาติมา


วันทา...ฟาติมา
กองกำลังส่วนหน้าของกองทัพน้ำ ได้เข้าประชิดโอบล้อมเมืองหลวงเอาไว้แล้วทุกด้าน และเมื่อทัพใหญ่มาถึง ทุกที่ก็จมอยู่ใต้น้ำ แต่ชีวิตคนหาได้จมไปกับกระแสธารลูกใหญ่นี้ไม่ คนเราไม่มีทางอับจนย่อมดิ้นรนต่อสู้ได้เสมอ และวิธีต่อสู้ที่ได้ผลที่สุด คือการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เรียนรู้ที่จะอยู่กับอุปสรรค ปัญหามาปัญญามี ... 
มาเปิดบันทึกการแสวงบุญกันต่อในสัปดาห์นี้ ส่วนเรื่องน้ำหากจะต้องอยู่กับมันก็ต้องอยู่อย่างสุขใจและวางไว้ใจในพระเจ้าว่าพระองค์จะไม่ทอดทิ้งเรา... จากลูร์ดมุ่งสู่ฟาติมา ซึ่งอยู่คนละประเทศ ต้องใช้เวลานั่งรถถึงสองวันผ่านทางประเทศสเปนจึงจะถึงประเทศโปรตุเกส ฟาติมาดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ ที่แม่พระได้ประจักษ์แก่เด็กเลี้ยงแกะทั้งสามคน ฟรังซิสโก ยาชินทา และลูซีอา เพื่อบอกกล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญๆที่จะบังเกิดขึ้นบนโลก และเป็นที่กล่าวขานกันในเวลาต่อมาในนามของบันทึกลับฟาติมา (ติดตามได้ในสารวัดฉบับหน้า...)
อย่างที่เกริ่นนำมาว่าเราต้องเดินทางผ่านสเปน และเพื่อเป็นการพักรถ พัก
คน ผู้จัดจึงได้นำไปเยี่ยมสถานที่สำคัญๆบางแห่งที่เป็นทางผ่าน เช่น บ้านของนักบุญอิกญาซิโอ เมืองโลโยลา อาสนวิหารในเมืองบูร์กอส ที่งดงามไปด้วยศิลปะแห่งทองคำ ได้รับการยกย่องว่าเป็นโบสถ์ที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่ง เยี่ยมชมและสวดภาวนาที่อารามคาร์แมลที่เก็บพระธาตุของนักบุญเทเรซาแห่งอาวีลา ใช่หรือไม่ มีสิ่งที่งดงามอยู่เสมอแม้ในหนทางที่เรากำลังก้าวข้ามผ่าน เช่นเดียวกับเราคนเมืองหลวงในขณะนี้ที่กำลังกอดคอกัน เพื่อก้าวข้ามผ่านภาวะน้ำท่วมไปด้วยกัน ในขณะก้าวข้ามผ่านเราได้เห็นความงดงามเกิดขึ้นมากมาย ได้มีเวลาหยุดคิดถึงหนทางชีวิต มีเวลาได้นั่งลงพักไม่รีบเร่ง แล้วได้นั่งทบทวนถึงหนทางที่ผ่านมา มีบ้างบางคนถึงกับค้นพบแรงผลักดันและแรงบันดาลใจให้เริ่มทำในสิ่งใหม่ๆ เป็นเหมือนกับการหยุดพักเพื่อเติมพลัง การมุ่งหน้าให้ถึงเป้าหมาย  มากเกินไป หลายครั้งก็พลาดที่จะพบเจอสิ่งใหม่ๆที่ล้ำค่า อาจจะเทียบเท่ากับเป้าหมายที่รอคอยก็เป็นไปได้...
แต่สำหรับเป้าหมายของเราในครั้งนี้มิมีวันเปลี่ยนแปลง นั่นคือ ฟาติมา เพราะความรักที่แม่พระมีให้กับเรามิมีวันลดหายลงไป การก้าวผ่านประเทศสเปน ใช้เวลานั่งอยู่บนรถเป็นส่วนใหญ่ ความเหนื่อยเมื่อยล้าย่อมมีให้เห็น แต่แล้วเมื่อลงจากทางด่วนเข้าสู่เขตฟาติมา ความเมื่อยล้าถูกสะบัดให้หลุดไป เหลือแต่เพียงสายตาที่เพ่งไปสู่วงเวียนที่มีรูปปั้นของทั้งสาม ลูซีอา ยาชินทา และฟรังซิสโก  ที่ดูเหมือนมุ่งมั่นและกำลังเดินไปหาอะไรสักอย่าง ... แล้วการเดินทางก็สิ้นสุดหยุดลงที่ฟาติมา
ยามเย็นฟ้ามืด แต่ยอดหอระฆังวัดเริ่มทอแสง หลังอาหารค่ำเป็นเวลาที่จะร่วมสวดสายประคำและแห่แม่พระ ขณะที่เดินผ่านลานโล่งหน้าวัดแห่งการประจักษ์ ความรู้สึกว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ขณะนี้เราได้มายืนอยู่ที่ฟาติมา ขอวันทา ฟาติมา วันทา มารีย์ การสวดสายประคำในค่ำคืนนี้ คณะของเราได้มีโอกาสส่งตัวแทน เพื่อนำสวดบทวันทามารีย์ 5 บทเป็นภาษาไทย ในข้อรำพึงที่สาม ทุกคนต่างรอฟังเสียงผู้ก่อนำผ่านทางลำโพงใหญ่อย่างใจจดใจจ่อ แล้วเมื่อถึงเวลา บทวันทามารีย์ในนามภาษาไทยก็ดังขึ้น ทุกคนจึงร่วมประสานเสียงในท่อนรับ สันตะมารีย์พระมารดาพระเจ้า... อาแมน โดยพร้อมเพรียงกัน ในขณะที่ผู้แสวงบุญจากประเทศอื่นก็สวดตามภาษาของตนเอง และที่น่าประหลาดใจยิ่งนัก แม้จะแตกต่างด้วยสำเนียงภาษา แต่ทุกคนก็มาจบลงในจุดเดียวกัน คือ อาแมน โดยพร้อมเพรียงกัน ใช่หรือไม่ หากว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน แต่มีความแตกต่างกันบ้าง ย่อมต้องบรรจบพบเจอ ณ จุดปลายทางได้เสมอ..
ที่ฟาติมาจะแตกต่างจากลูร์ด ก็ตรงที่จะร่วมกันยืนสวดต่อหน้าพระรูปแม่พระหน้าวัดน้อย จนครบหนึ่งสายประคำ แล้วจึงจะมีการแห่ แต่ที่ลูร์ดจะสวดไปพร้อมๆกับการเดินแห่ ขบวนแห่ที่ยาวเหยียด พร้อมบทเพลง อเว อเว อเว มารีอา โคมไฟ ที่เป็นเหมือนแสงเล็กๆส่องนำทาง แต่เมื่อมารวมกันความสว่างก็มีมากพอเพื่อให้เราเดินไปตามทางได้อย่างสะดวก เป็นภาพที่สวยงาม เป็นกระแสธารแห่งแสงเทียน เป็นคลื่นทองส่องในยามค่ำคืน...  
ในค่ำคืนแรกบางคนขอจบด้วยการเดินเข่าสวดภาวนา ที่ฟาติมาจะมีทางเอาไว้สำหรับผู้ที่ปรารถนาจะพลีกรรมด้วยการเดินเข่าสวดภาวนา แม้จะยาวแต่สำหรับผู้มีหัวใจแห่งศรัทธานี่เป็นเพียงเศษเสี้ยวของความยากลำบากของพระเยซูคริสตเจ้าและพระแม่มารีย์พระมารดา และแน่นอนเราก็สวดวิงวอนแม่พระเพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกๆคน แม้ว่าจะมีบางคนในพวกเราเมื่อกลับบ้านประเทศไทยแล้วต้องเปลี่ยนสถานะ เป็นผู้อพยพลี้ภัยน้ำท่วมด้วยเช่นกัน...

http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เรือนน้ำ

เรือนน้ำ

ตั้งใจว่าจะนำบันทึกจากการแสวงบุญรอบนี้มาฝากอีกสัก 2-3 ตอน แต่เห็นน้องน้ำที่เที่ยวตามหาพี่ทรายในเมืองหลวง จนเตลิดเพลิดเพลินแวะเที่ยวที่นั่นที่นี่จนเกือบจะครบทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรม ตามมหาวิทยาลัย วัดวาอารามและห้างสรรพสินค้าแล้ว ต้องขอบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับน้องน้ำนองไว้ ณ โอกาสนี้...

น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งนี้มีเรื่องหลายเรื่องให้ขบคิด มีหลายสิ่งให้แสวงหาคำตอบ แต่ก็มีหลายคำถามผุดขึ้นแบบไม่ปรารถนาที่จะได้คำตอบ เราจะเห็นว่าในประเทศของเรามีคนเก่งๆ มีความสามารถมากมาย ผู้สันทัดเรื่องน้ำที่เคยแอบอยู่ในซอกหลืบ ก็ออกมาบอกกล่าวคาดการณ์อย่างเที่ยงตรง แต่ก็มักไม่ได้รับการสนองตอบมากนัก ประมาณว่า เก่งแต่ไร้อำนาจจัดการ คนที่จัดการก็ไม่เก่งพอที่จะใช้คนเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ เราจึงเห็นน้ำจำนวนมหาศาลพร้อมกับมวลอคติของผู้คนก้อนมหึมา ถาโถมเข้าใส่เมืองหลวง ต่างคนต่างทำต่างคนต่างคิดว่าเก่ง ทำงานเพื่อบำรุงสุขของตนและพวกพ้อง จนเกิดการขัดกันไปกันมา...

แต่สำหรับผู้คนทั่วไป คนเล็กๆ ประชาชนคนธรรมดา กลับมีด้านมุมที่งดงามในยามน้ำล้น จิตใจคนไทยอีกมากมายที่ยังไม่ล้นไปด้วยความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ เงินบริจาค สิ่งของช่วยเหลือล้นหลาม น้ำมาแต่ขาดน้ำกิน(ไม่น่าเชื่อ) คนไทยก็ไม่ทิ้งกัน ต่างคนต่างช่วยเหลือกันและกัน ต่างคนต่างหยิบยื่นมิตรจิตมิตรใจให้กันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมเมืองมาก่อน จิตอาสาของคนหนุ่มสาวส่องแสงเจิดจ้า อุดมการณ์คนเดือนตุลารุ่นใหม่เบ่งบาน บ้านใกล้เรือนเคียงที่ร้อยวันพันปีมิเคยเอื้อนเอ่ยวจีใดๆให้กัน ยามนี้เห็นหน้าไถ่ถามยิ้มแย้มให้กัน หรือว่าน้องน้ำมาคราวนี้เพื่อให้เราหวนคืนสู่วิถีไทย ...

การต้องอพยพออกจากบ้านเป็นเรื่องเจ็บปวด เป็นเรื่องที่ยากยิ่งจะทำใจ แต่ถึงที่สุดเมื่อหยุดน้ำไม่ได้ก็ต้องยอมลาจาก ก็ยังมีอีกหลายคนไม่ยอมจากบ้านไปไหน เฝ้ากอดเสาเรือน นอนกลางหลังคา ยินยอมรับสภาพ ทำไมหรือ!!!! เข้าใจได้ไม่ยากสำหรับคนทำมาหากิน สิ่งที่ใฝ่ฝันมาทั้งชีวิต คือ การได้มีบ้านสักหลัง ที่ต้องก้มหน้าก้มหลังทำงานหามรุ่งหามค่ำก็เพื่อกู้และผ่อนบ้าน บางคนต้องผ่อนไปอีก 30 ปี คาดคำนวณแล้วอายุครบ 60 กว่าได้เป็นเจ้าบ้านตัวจริง ฉะนั้นแล้ว...บ้านจึงเป็นหยาดเหงื่อ เป็นแรงกายทั้งหมดที่ทุ่มเทมาตลอดชีวิต แล้วอยู่ๆใครก็ไม่รู้ เป็นแขกแปลกหน้าที่ไม่ปรารถนาจะเชื้อเชิญก็มาเยี่ยมเยือนก็เข้ามาถึงในบ้าน เขียนป้ายแขวนไว้หน้าบ้าน ห้ามน้ำเข้า ก็ไม่อ่านไม่ฟัง ดื้อรั้นเข้ามาจนได้ แล้วใครก็ไม่รู้ มาตะโกนว่า ให้ออกจากบ้านโดยด่วน ให้แปลงร่างเป็นผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน ช่างไม่รู้อะไรกันบ้างเลย บ้านนี้คือชีวิตนะ จะขออยู่แม้ว่ามันจะกลายเป็นเรือนน้ำก็จำยอม...

ในขณะที่เราเคยเห็นข่าวต่างประเทศ คนต่างแดน คนสหรัฐฯ คนญี่ปุ่น เวลาเกิดภัยธรรมชาติ ภาครัฐจะคำนวณได้ก่อนล่วงหน้าหลายวันและประกาศให้ย้ายที่อยู่อาศัย มีการจัดระบบขนส่ง รถราติดบนถนนยาวเป็นเวลาหลายๆวัน ประชาชนก็เก็บข้าวของปิดบ้าน และมีวิธีที่จะทำให้พายุก็ดี น้ำก็ดี ทรายก็ดี ไหลผ่านบ้านไปอย่างไม่มีอันตรายหรือได้รับความเสียหายน้อยที่สุด ขโมยขโจรก็ไม่มี ความปลอดภัยในทรัพย์สินมีสูง การยึดติดกับวัตถุก็น้อย นั่นเขาไม่ได้ฉลาดกว่าเรา แต่เขาเรียนรู้และปลูกฝังวิธีการรับมือมาตั้งแต่เด็กๆ มีสอนในห้องเรียนเป็นเรื่องเป็นราว และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ วิถีชีวิตของประเทศเหล่านั้น เขาให้ราคาคนสำคัญกว่าราคาบ้าน ใช่หรือไม่ เรารับเอาวัฒนธรรมวัตถุนิยมจากประเทศเหล่านี้มา แต่อีกมุมหนึ่งเราก็ไม่เคยศึกษาเลยว่าวัตถุเหล่านั้นมันเป็นเพียงสิ่งที่หาใหม่ได้ เรากลับรับมาแล้วกอดวัตถุไว้จนแน่น และตั้งราคาไว้สูงจนเทียบเป็นราคาทั้งชีวิตของเราไป ...

บ้านเป็นเพียงวิมานหาใช่เป็นวิหาร ชีวิตจิตใจคนต่างหากคือวิหารที่ควรจะเยียวยารักษา บ้านเรือนที่จมน้ำกู้ใหม่ได้ไม่ยาก แต่จิตใจที่จมลึกลงไปในความโลภนี่สิเป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่จะกู้กลับคืนมาได้ บ้านเรือนน้ำนองอาจจะอยู่กับเราอีกไม่กี่วัน แต่ถ้าลองให้อคติ ความโลภ ท่วมใจแล้ว ทั้งชีวิตก็มิอาจกอบกู้ได้ หลังน้ำลดขอให้ความดีงามที่เริ่มกันมานี้ผุดขึ้นในใจทุกคน แล้วก็อย่าหลงลืมบทเรียน สิ่งที่สวยงามที่เกิดขึ้น ชีวิตคือการเรียนรู้ และจงวางใจในพระเจ้าเสมอจงอย่ากลัวสิ่งใด ...

ขอจบด้วยบทความ มองน้ำท่วมในด้านสร้างสรรค์ โดย อาจารย์ระพี สาคริก เป็นอีกหนึ่งข้อคิดบันทึกไว้ในปีที่น้องน้ำตามหาพี่ทรายที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าในเมืองฟ้าอมรแห่งนี้...

เธอที่รักทุกคน

ความจริงแล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นทุกวันนี้ ถ้าเธอหวนกลับไปมองสู่อดีต ฉันพูดไว้นานแล้วว่า

เหตุการณ์ต่างๆ ที่มันเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ก็เพราะคนไทยหลงอยู่กับความสบาย จนกระทั่งรากฐานจิตใจอ่อนแอ เห็นอะไรที่มิใช่ของตัวก็อยากได้ คอรัปชั่นก็เต็มบ้านเต็มเมือง เศรษฐกิจย่ำแย่ก็แก้ไม่ตก การจัดการศึกษาก็ไม่ได้ทำให้คนเป็นมนุษย์ ถ้าฟังเสียงจากภายนอก ต่างชาติเขาพูดกันว่าคนไทยไม่รู้จักความยากลำบาก

ความจริงน้ำท่วมครั้งนี้ ถ้าเธอไม่ใช่คนลืมง่าย เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ มันก็เกิดไม่น้อยไปกว่านี้เว้นไว้แต่ว่าคนไทยสมัยนั้นไม่ได้สร้างวัตถุมากมายเหมือนปัจจุบัน จึงไม่เดือดร้อนเช่นทุกวันนี้ ฉันจำได้ว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ น้ำมันท่วมถึงชั้นที่สองของบ้าน แต่คนไทยก็ยังอยู่กันได้ถึงหนึ่งเดือนเต็มๆ ขณะนั้นฉันมีอายุ ๒๑ ปี แต่ทุกวันนี้เรากลับทำลายธรรมชาติ ภูเขาหินปูนลูกใหญ่ๆ ในจังหวัดสระบุรี ลพบุรี และที่ปากช่อง เป็นต้น หายไปเยอะ เปลี่ยนไปเป็นตึกสูงๆ

แม้แต่มหาวิทยาลัยก็มีการก่อสร้างกันอย่างเอิกเกริก การศึกษาที่ทำลายสิ่งแวดล้อมนี่เองที่ได้ทำลายจิตใต้สำนึกของมนุษย์ ทำให้สังคมแย่ลงไปทุกที ยิ่งแก้ไขก็ยิ่งตกต่ำ ไม่อย่างนั้นคงไม่เกิดการจัดการศึกษาทางเลือกการศึกษาที่จัดให้คนนั่งอยู่ในตึกสบายๆ แล้วจะหวังให้ลูกศิษย์จบไปแล้ว ลงทำงานติดดินมันก็คงเป็นไปได้ยาก ยิ่งกว่านั้นตัวผู้ใหญ่เองซึ่งเป็นผู้บริหารก็เช่นกัน หากรักแต่จะประชุมอยู่แต่ในตึกอยู่ในห้องแอร์ลูกศิษย์จะได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพได้อย่างไร

เพราะถ้าหัวไม่ส่าย หางมันจะกระดิกได้อย่างไร

ฉันคิดว่าน้ำท่วมครั้งนี้มันน่าจะสอนให้เธอทั้งหลาย รู้จักอดทน เพราะถ้าเธอต่อสู้กับใจตนเองไม่ได้ แล้วจะไปสู้กับอะไรที่ไหน ฉันขอฝากเรื่องนี้เอาไว้ให้เธอกลับไปนอนคิด ฉันไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้ มันจะเกิดขึ้นอีกสักกี่ครั้ง ถึงจะช่วยให้เธอรู้จักตัวเองดีขึ้น และไม่ไปทำลายธรรมชาติ เช่นเดียวกับเรื่องความพอเพียงที่พูดกันแต่ปาก หากไม่รู้จักทำ มีแต่การพูดกันไปต่างๆนานา โดยหาจุดจบได้ยาก ฉันอายุ 90 ปีแล้ว ฉันขอเป็นกำลังใจให้เธอทุกคนได้เรียนรู้กับความยากลำบากและอดทนทำงานหนัก เพราะการทำงานหนักคือความสุขที่แท้จริง

ขอให้ชีวิตจงมีความสุขเพราะการทำงานให้แผ่นดิน โปรดอย่าคิดว่าการทำงานให้แผ่นดินนั้นจะต้องทำให้กับส่วนรวมเสมอไป แม้แต่การประกอบอาชีพอย่างดีที่สุดโดยมีความซื่อสัตย์สุจริตก็ถือได้ว่าคือการทำงานให้แผ่นดินเช่นกัน

http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันศุกร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2554

เหลียวหลังแลลูร์ด


เหลียวหลังแลลูร์ด
ด้วยความตั้งใจเป็นแรมปีของผู้ที่ชวนไปแสวงบุญด้วยกันที่เมืองลูร์ด ประเทศฝรั่งเศส จวบจนเมื่อเวลาถูกจัดสรรได้ลงตัว การเดินทางก็มีขึ้นในเดือนตุลาคมเดือนแห่งแม่พระสายประคำอย่างพอดิบพอดี แต่แล้ว...ก่อนเดินทาง สถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศก็เริ่มก่อความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ความวิตกกังวลจึงย่อมบังเกิดขึ้น การทิ้งบ้านไปเป็นเวลา 10 วัน ถ้าน้ำท่วมจะเป็นอย่างไร!!!!! แต่เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น จงวางใจในพระเจ้า การเดินทางแสวงบุญจึงเริ่มขึ้น แม้จะมีบ้างที่ใจแอบเหลียวหลังมองดูบ้านที่จำต้องจากจร ขอฝากไว้ในความดูแลของพระองค์...
เป็นช่วงเวลาสองวันแรกในชีวิต ที่ได้มาสัมผัสแผ่นดินแห่งอัศจรรย์ของแม่พระ เป็นครั้งแรกที่ได้สวดสายประคำหน้าถ้ำ... ที่แม่พระได้ประจักษ์มาให้เด็กสาวแสนซื่อและยากไร้แบร์นาแด๊ต สิ่งที่เห็นครั้งแรกมักชวนตื่นตาตื่นใจได้เสมอ ยิ่งเป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ท่ามกลางแรงศรัทธาของผู้คน  ยิ่งเสริมให้จิตใจมีความศรัทธาพองฟูขึ้นมา บรรยากาศที่ผู้คนสวดสายประคำหน้าถ้ำอย่างไม่ขาดสาย ผู้คนหลากหลายตามถนนหนทาง ทำให้เมืองเล็กๆที่อยู่ในหุบเขาอันแสนไกลแห่งนี้เป็นที่รู้จักของผู้คนทั้งโลก ลูร์ดคือเมืองเล็กๆที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้สุดของฝรั่งเศส เป็นดินแดนไกลปืนเที่ยง แต่แม่พระเลือกที่นี่ และได้ทำให้ที่นี่มีพลังแห่งแรงศรัทธาและการสวดภาวนาที่เสริมให้โลกคงอยู่อย่างสันติ เป็นดินแดนแห่งความหวังที่ผู้คน ที่ต่างหลั่งไหลมาสวดวอนขอ ทำไมแม่พระเลือกแบร์นาแด๊ตเด็กหญิงยากจน ขี้โรค คนนี้ แล้วใครจะเชื่อล่ะว่าแม่พระได้ใช้เด็กจนๆคนนี้ ทำให้เกิดการสวดสายประคำและการภาวนาอย่างไม่หยุดหย่อน ใช่หรือไม่..นี่คืออัศจรรย์ที่แม่พระทำให้เกิดขึ้นแล้วที่ลูร์ดทุกวัน 
หากโลกอยู่ได้ด้วยความหวังฉันใด ผู้คนย่อมอยู่ด้วยความเชื่อและความศรัทธาฉันนั้น..ทุกคนมาที่ลูร์ดล้วนมีความหวังและศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยม ผู้ป่วยจำนวนมากต่างพากันมาที่นี่ มาด้วยความหวังที่จะหายจากโรคภัย แต่ถ้าไม่หายก็พร้อมน้อมรับด้วยใจที่เข้มแข็งมากขึ้น มีพลังที่จะอยู่กับความเจ็บป่วยต่อไป นี่ก็คืออัศจรรย์อีกชนิดหนึ่ง หลายคนพกเอาการวอนขอมาเต็มกระเป๋า และอาจจะกลับไปด้วยน้ำขวดเล็กๆเต็มกระเป๋าเช่นกัน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนคิดเหมือนๆกัน แม้ว่าไม่ได้ดั่งวอนขอ ไม่สมหวังในทันที แต่ก็ทำให้ชีวิตภายในได้แนบชิดกับพระมากยิ่งขึ้น ดูเหมือนว่า ทุกคนต่างนำความเห็นแก่ตัวมาวอนขอ แต่กลับก้าวออกไปด้วยใจที่เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น
ค่ำคืนสุดท้ายมาถึง สิ่งรอบข้างเริ่มคุ้นชิน สิ่งควรเรียนรู้ก็เกิดขึ้น สถานที่และประวัติศาสตร์ คือ สิ่งที่ต้องเรียนรู้ แต่เหนืออื่นใด คือ การได้มองเห็นวิถีชีวิตของผู้คน ลูร์ดวันนี้ อาจจะไม่ใช่ดินแดนไกลปืนเที่ยง แต่เป็นเมืองแห่งการแสวงบุญ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยร้านรวงที่ขายของที่ระลึกเต็มสองข้างทาง คิดแบบเล่นๆขำๆปีหนึ่งเมล็ดเงินที่งอกเงยจากความศรัทธาคงจะมากพอดู ร้านที่ขายของนอกลู่นอกทางยังไม่มีให้เห็น การจัดระบบระเบียบถือว่ามืออาชีพ การถวายมิสซา การสวดสายประคำ การแห่ การนำผู้ป่วยไปยังสถานที่ต่างๆมีอาสาสมัครให้ความช่วยเหลือ และที่สังเกตเห็นอาสาสมัครแต่ละคนไม่มีการเบ่งไม่มีการใช้คำพูดหรือดูถูกคนอื่นเลย ยินดีให้บริการและมีไม่น้อยที่อาสาสมัครเหล่านั้นสวดสายประคำไปในขณะทำงานตามหน้าที่ เห็นแล้วชื่นชม เป็นอีกหนึ่งอัศจรรย์ที่แลเห็น



แม้ว่าจะมีสิ่งหนึ่งที่ออกจะขัดๆตาไปสักหน่อย มีขอทานที่นั่งอยู่ตามทางเดิน หญิงสาวอุ้มลูกในมือมีสายประคำกำลังร้องขอทาน ชายหนุ่มยากไร้ร้องขอผู้คนที่เพิ่งออกจากพิธีแห่ แต่แทบจะไม่มีใครสนใจคนเหล่านี้เลย เห็นภาพแล้วมีหลายคำถามเกิดขึ้น เรามาวอนขอแม่พระถึงหน้าถ้ำมัซซาเบียลที่เมืองลูร์ด แต่กลับไม่มีใครคิดให้คนอื่น(ขอทาน)เลยหรือ คิดถึงนักบุญแบร์นาแด๊ต ที่ยากไร้ไม่มีบ้านเรือน ต้องอาศัยใต้ถุนบ้านของคนอื่นอยู่ ในห้องเล็กๆที่มีสมาชิกถึงหกคน จึงทำให้เกิดโรคติดต่อ แต่แม่พระไม่ลืมคนเช่นนี้ แล้วคนขอทานเสื้อผ้าโทรมๆที่เห็นเหล่านี้ไม่มีใครเห็นค่าเลยหรือ ... แต่เมื่อเห็นจำนวนที่มากพอสมควร คงต้องใช้เงินไม่น้อยเลยที่จะให้ครบทุกคน ในค่ำคืนสุดท้ายนี้จึงของดเว้นวอนขอเรื่องส่วนตัว แต่ตั้งใจสวดให้พวกผู้ยากจนเหล่านั้น เพราะบางทีความดีงามอาจไม่สามารถสร้างด้วยเงิน แต่สร้างด้วยพลังศรัทธา อัศจรรย์เกิดจากศรัทธา พระเมตตาย่อมมีแก่ทุกผู้คนไม่ว่าจะรวยจะจน...และแน่นอนสิ่งที่ลืมไม่ได้และเป็นหนึ่งความตั้งใจคือการสวดเพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมในประเทศไทย
รุ่งเช้าลาจากเมืองลูร์ด ยอดหอระฆังวัดค่อยๆลับตา แต่ความศรัทธาต่อแม่พระกลับเพิ่มมากขึ้น การคำนึงถึงผู้อื่นก่อน น่าจะอยู่คู่กับชีวิตเราตลอดไปคือสิ่งที่ได้เรียนรู้และถูกตอกย้ำอีกครั้ง...(บันทึกระหว่างทาง)  
... เมื่อกลับมาถึงกรุงเทพฯ บ้านยังปลอดภัยดี แต่เพียงหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป น้ำเริ่มไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ สิ่งที่ต้องเหลียวหลังกลับไปยังลูร์ด ทุกสิ่งมีบทสอนเสมอ ใช่หรือไม่ การที่น้ำเริ่มไหลเข้ามาทีละนิด หลายคนใช้เวลาเก็บข้าวของ และเริ่มบูรณาการสิ่งที่สะสมที่มีมากมาย เริ่มคิดถึงคนอื่นที่อาจจะใช้ประโยชน์จากของเก่าเก็บของเรา น้ำไหลมาน้ำใจย่อมงอกเงย...
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ผ่านมามิได้ผ่านไป

ผ่านมามิได้ผ่านไป

เคยไหมที่เป็นอย่างนี้??? ในขณะที่เรากำลังคิดถึงใคร หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ ไม่นานสิ่งนั้นก็เกิดขึ้น คนนั้นๆก็ติดต่อเข้ามา บางคนอาจจะเรียกว่า เป็นลางสังหรณ์ ในอีกมุมหนึ่ง นี่ต้องเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่พลังหนึ่งที่ใจส่งถึงใจ หรือเป็นเพราะด้วยแรงแห่งจิตที่ส่งถึงกัน เป็นพลังจิต พลังชีวิตอีกรูปแบบหนึ่ง... ในขณะที่กำลังคิดถึงเพื่อนเก่าๆสมัยที่เคยใช้ชีวิตร่วมกินอยู่ด้วยกันเป็นเวลา 5 - 6 ปี เจอหน้ากันแทบทุกวัน แต่เมื่อต้องแยกย้ายก็หายหน้าหายตากัน ตามภาระหน้าที่การงานโดยไม่ได้เจอหรือติดต่อกันเลย กี่ปีแล้วนะที่ไม่เคยพบเจอพูดคุยกันเป็นหมู่คณะ ร่วมๆ20 ปีเห็นจะได้ เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นเพราะได้อ่านบทกวีบทนี้...

ฉันมีเพื่อนที่อยู่ไม่ไกล ในเมืองใหญ่ที่ไม่มีวันหลับใหล
และเวลาก็ยังคงผ่านไป ฉันไม่เคยรู้ว่านานแค่ไหน
แต่ฉันไม่เคยเจอเพื่อนเก่าคนนั้น
เพราะชีวิตที่มีแต่การเปลี่ยนแปลงและแข่งขัน รู้แต่ว่าเขาคงสบายดีเช่นกัน

จนวันหนึ่ง ...อยากลองไปหาดูสักที เพื่อนที่เราเคยมีความรู้สึกดี ๆ
แต่ตอนนี้เรายุ่งและเหนื่อยล้า ต้องฟันผ่ากับเกมอันหลากหลาย
เหนื่อยหน่ายกับการสร้างชื่อ

พรุ่งนี้แล้วกันนะฉันจะโทรหา... ปลอบตัวเองว่าเรายังมีเพื่อนให้คิดถึงอยู่
แต่พรุ่งนี้ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ระยะทาง ระหว่างเรายิ่งไกล
เพื่อนที่อยู่ใกล้กลับเหมือนอยู่ห่างร้อยไมล์ จนได้ข่าวว่าเพื่อนจากเราไป
นี่คือ สิ่งที่เราสมควรได้หรืออย่างไร….

ที่ตรงนั้นไม่ไกล แต่ว่าเพื่อนฉันไม่อยู่อีกต่อไป

จงพูดอย่างที่ใจคิด ถ้าคุณรักใครสักคนก็บอกเขาไป
อย่ากลัวที่จะเผยความรู้สึก เปิดใจ และบอกคนที่มีความหมายกับคุณ
เพราะหากคุณรอจนถึงเวลาที่เหมาะสม วันนั้นอาจจะช้าไป
หาโอกาส ในวันนี้ แล้วคุณจะไม่มีวันเสียใจทีหลัง

สิ่งที่สำคัญที่สุด จงอย่าละเลยเพื่อนและครอบครัว

เพราะพวกเขาทำให้คุณเป็นอย่างที่คุณเป็นทุกวันนี้
จงยิ้ม เข้าไว้ แม้วันที่มีน้ำตา

พออ่านกวีบทนี้จบ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เบอร์ที่ไม่คุ้นเคย เป็นเบอร์ที่ไม่ได้เก็บไว้ในหน่วยความจำ เสียงปลายสายถามว่า จำเสียงนี้ได้ไหม สมองใช้เวลาครุ่นคิดอยู่นานพอสมควรก็คิดไม่ออก เสียงปลายสายจึงบอกชื่อเล่น .... โอ้...เพื่อนที่เคยสนิทสนมนั่นเอง เพื่อนก็เกริ่นนำเสียยืดยาวในการติดตามหาเบอร์มือถือจนเจอ สาเหตุเพราะว่าจะมีการนัดหมายรวมรุ่นกัน เพื่อที่จะพูดคุยสังสรรค์กันมันน่าแปลก ก็เมื่อสักครู่เรายังคิดถึงกันอยู่เลย จึงรีบตกลงในทันที

เหมือนดั่งนรกชังหรือสวรรค์แกล้งก็ไม่รู้ วันที่นัดหมายมาถึงต้องเดินทางไปหาเพื่อนๆนั้น พาหนะคู่กายกลับทรยศ แอร์เกิดเสียกลางทาง จึงต้องแวะหาร้านเพื่อซ่อม เพราะวันนั้นอากาศร้อนจริงๆ และเสียเวลาไปเกือบสองชั่วโมง ใจหนึ่งก็คิดว่าถ้าไม่ทันก็ไม่ไปแล้ว บรรดาเพื่อนเก่าๆก็ทยอยไปถึงร้านและก็โทรตาม พร้อมทั้งแนะนำให้ทิ้งรถไว้แล้วนั่งแท็กซี่ไปที่หมายก่อน... กว่าจะเสร็จสิ้นเรื่องรถเพื่อนๆก็อิ่มสำราญกันไปแล้ว แต่โชคยังดีที่การสนทนาเพิ่งเริ่มต้นออกรสออกชาติ แน่นอนการพูดคุยในครั้งนั้นเหมือนเป็นการเปิดบันทึกวันเวลาเก่าและวีรกรรมแก่นๆที่ได้กระทำร่วมกัน แต่ละคนก็มีมุมแสบๆคันๆของตัวเองมาถ่ายทอดและเปิดเผย บางทีเรื่องราวในอดีตก็อาจจะตักเตือนเราในปัจจุบันได้เช่นกัน ..จวบจนถึงเวลาเลิกรา ยังได้มีการนัดหมายเพื่อไปพักผ่อนต่างจังหวัดร่วมกันอีกสักครั้ง โดยมีข้อแม้ว่าให้แต่ละคนนำครอบครัวไปด้วย .. แต่ว่าภารกิจนี้จะสำเร็จหรือไม่ยังดูเลือนลาง

สิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หาใช่เปล่าประโยชน์ ความเป็นเพื่อน การที่ได้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน บัดนี้มันกลายเป็นความห่วงใยซึ่งกันและกัน ตลอดยี่สิบกว่าปีที่ห่างหายกันไป ไปเรียนรู้ในส่วนของตน ไปแสวงหาความหมายของชีวิต วันนี้ทุกคนเติบโตขึ้น มีหน้าที่การงาน แต่ในด้านหนึ่งเรามีแง่มุมชีวิตที่คล้ายๆกัน คือ เป้าหมายชีวิต ความสุขในชีวิต ต้องยึดมั่นอยู่บนความเชื่อ ความศรัทธาในพระคริสต์ หลายคนถึงกลับเปลี่ยนไปเข้าถึงความรักของพระได้อย่างลึกซึ้งมากกว่าแต่ก่อน เพราะความบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสในชีวิตจนแทบไม่เห็นทางออก แต่เมื่อกลับมาพึ่งพาพระเมตตาของพระเยซูเจ้า ทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีๆ มีบ้างบางคนหมดศรัทธาแต่เพื่อนๆก็ตักเตือนว่าอย่าหมดความเชื่อในพระก็แล้วกัน

ความรักความห่วงใยที่ส่งผ่านให้กันมันหาใช่ว่าจะผ่านเลยไปอย่างไร้ผล ความรักความสัมพันธ์ฉันเพื่อน ความรักต่อคนในครอบครัว รักต่อสมาชิกในสังกัด เป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ เป็นพลังที่ได้สร้างคน สร้างสรรค์ให้โลกนี้ได้ดำเนินมาอย่างมีคุณภาพ เพราะความมีอคติ เพราะความยึดมั่นถือเก่งหรือเปล่า เพราะการพลัดวันประกันพรุ่งหรือเปล่า เพราะเกียรติยศ ศักดิ์ศรี และความดื้อร้นหรือเปล่า ที่ปิดกั้นความรักและความอาทรของเราที่ควรจะมีต่อกัน การพบเจอพูดคุยอาจจะผ่านมาแล้วผ่านไป แต่มิตรภาพและความรักควรมีให้กันตลอดไป เพราะโลกนี้อยู่ได้ด้วยพลังแห่งรัก....

http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20