วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เสมอฟ้า

เสมอฟ้า
   การเดินทางไปยังต่างที่ต่างถิ่นในยุคสมัยของเรานี้ นับว่าโชคดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีพัฒนาการด้านคมนาคม ทำให้ร่นระยะเวลาเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราเชื่อมโยงติดต่อยังต่างที่ต่างถิ่นได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินทางทางอากาศด้วยเครื่องบิน นำความสะดวกสบาย นำมาซึ่งปฏิสัมพันธ์ของผู้คนทั่วโลกได้อย่างดียิ่ง

      เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีภารกิจที่ต้องเดินทางไปยังต่างจังหวัด ด้วยการใช้บริการของสายการบิน แต่เนื่องจากตรวจสอบเช็คตารางเวลาแล้วเห็นว่ามีบริการบินอยู่เพียง 2 ช่วงเท่านั้น คือช่วงเช้า และช่วงค่ำ  ขาไปจึงได้เลือกช่วงเช้า ซึ่งเครื่องขึ้นในเวลาประมาณ 06.30 . เป็นจังหวะเดียวกับพระอาทิตย์เริ่มขึ้น จากความมืดสู่ความสว่างของวันใหม่ ใช่หรือไม่ สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนส่งเสริมกันและข่มกัน โลกจึงจะเกิดความสมดุลดวงอาทิตย์ทำให้ทุกสิ่งกระจ่างชัด แต่... เรายังต้องทำความเข้าใจในส่วนที่มืด ซึ่งยังคงดำรงอยู่
    ยามเมื่อเครื่องบินขึ้นสู่ฝากฟ้า รักษาระดับการบิน บินผ่านฝ่าเข้าไปยังฝูงเมฆ บางจังหวะบางช่วงลอยขึ้นอยู่เหนือก้อนเมฆ แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในตัวเครื่อง เห็นพระอาทิตย์ใกล้ขึ้น ดวงตะวันยามเช้า เส้นขอบฟ้า สีสันบนเวหา ล้วนคือความงามในนามของสิ่งสร้าง ณ เวลานี้เรามาอยู่เสมอฟ้า แต่ก็คงมิอาจจะเทียบเท่าฟ้าได้ ใจพลันระลึกขึ้นว่า ดูเหมือนเราลอยสูงขึ้นเสมอฟ้า แต่ก็ยังมีฟ้าที่สูงขึ้นไปอีกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เอาเข้าจริงมนุษย์เราคิดประดิษฐ์สิ่งอำนวยความสะดวกได้มากมาย แต่ยังมีสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า สิ่งที่งดงามไร้การแต่งเติม สิ่งที่เหนือกว่าเราอยู่เสมอ
     หันมาดูในความเป็นปัจเจกชนคนธรรมดา เราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ท่ามกลางความหลากหลายมากมาย ในหลายจังหวะชีวิตเราก็มักมีจริตคิดเอาเองว่าเก่งกว่าผู้ใดในโลกล้า อาจจะเห็นเพียงผนังห้องแคบ ๆ เป็นโลกใบใหญ่ อาจจะหลงกลปีศาจแห่งความยโสโอหังคิดว่าในที่นี้มีเพียงเราเท่านั้นที่ทำได้และเก่งกาจเป็นที่สุด อาจจะถูกมารยาเข้าครอบงำสวมมงกุฎให้เป็นเทพในพวกพ้อง แต่เมื่อหลุดออกจากเขต จากกรอบที่ยึดครอง เห็นผู้คนมากมาย เห็นโลกกว้างขึ้น มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ไม่รู้จบรออยู่ข้างหน้า บางครั้งถึงกับยืนงงงันไปต่อไม่เป็น หลงทิศหลงทาง กลายเป็นสิ่งอ่อนแออ่อนด้อย ทำให้ความเย่อหยิ่ง ความโอ้อวด ลดน้อยลง ยอมน้อมรับความอ่อนด้อยของตัวเอง และปรับปรุงตัวเพื่อให้สอดคล้องกับสรรพสิ่งรอบข้างตัว รู้จักถาม รู้จักฟัง รู้จักทำตามคำแนะนำของผู้อื่น คนเราจะให้ดีไปเสียทุกอย่างนั้นคงเป็นไปไม่ได้ ได้อย่างหนึ่ง มักเสียอย่างหนึ่งเสมอ จะให้เก่งไปเสียทุกเรื่องคงไม่มี จะให้รู้ทุกสิ่งคงเป็นไปไม่ได้ เราจึงไม่ควรเย่อหยิ่งลำพอง ไม่ควรคิดว่าตัวเอง ยิ่งใหญ่ที่สุด
      เดิมที สิงโตเป็นสัตว์ที่อ่อนแอ หาความสง่างามมิได้เลย มันรู้สึกหดหู่อย่างยิ่ง จึงคร่ำครวญต่อเทพเจ้าทุกวัน จนกระทั้งเทพเจ้าทนไม่ไหว เสกให้สิงโตกลายเป็นสัตว์ใหญ่ที่แข็งแรงและสง่างามที่สุด แต่ว่าสิงโตก็ยังไม่พอใจโอดครวญต่อเทพเจ้าว่าข้าพเจ้ายังกลัวไก่โต้ง
      เทพเจ้าตอบว่าข้าได้ประทานสิ่งที่วิเศษที่สุดให้แก่เจ้าแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก
      สิงโตรู้สึกเสียใจจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ในขณะที่มันกำลังคิดที่จะฆ่าตัวตายนั้นเอง มันก็พบช้างตัวหนึ่ง ช้างพูดพลางกระดิกหูไปมา สิงโตจึงถามช้างว่า
      “ทำไมต้องกระดิกหูอยู่ตลอดเวลา
      ช้างตอบว่าแกเห็นยุงตัวเล็ก ๆ ที่ตอมอยู่รอบ ๆ ตัวของฉันหรือเปล่า ถ้าหากมันบินเข้าไปในหูของฉันละก้อ ฉันคงจะตายแน่ๆ
        สิงโตได้ฟังแล้ว จึงรำพึงขึ้นว่าแม้แต่สัตว์ใหญ่อย่างช้าง ยังกลัวยุงตัวเล็ก ๆ ถ้าเช่นนี้ ทำไมฉันจะต้องเสียใจที่ตัวเองกลัวไก่โต้งด้วยเล่า” ...
           
   ทุกคนล้วนมีปัญหาของตนเอง มีข้อดี ข้อด้อย มีความยากลำบากที่แตกต่างกัน ต้องรู้จักที่จะเคารพกันและกัน ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง เราต้องเรียนรู้ที่จะน้อมรับความเก่งกาจของผู้อื่น เพื่อว่าความเย่อหยิ่ง ความอวดดี อวดเก่ง ของเราจะได้ลดลง รู้จักมองทั้งคนที่เหนือกว่าและต่ำกว่า จึงจะเกิดความพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่  

    เห็นความสับสนว้าวุ่นของเรา และของผู้คนในสังคมวันนี้แล้ว นั่นคงเป็นเพราะเราต่างคนต่างคิดว่า สิ่งที่ทำอยู่ เป็นอยู่ คือ สิ่งที่ถูกต้องที่สุด แล้วก็มักหลงใหลไปในกระแสที่สร้างให้เราจมอยู่กับความเก่งของตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ในบางครั้งเมื่อมีผู้อื่นนำสิ่งที่ดีกว่า สูงค่ากว่ามามอบให้ เรากลับไม่ยอมรับไว้ ซ้ำร้ายวันนี้เรายังติดนิสัยที่จะจับผิดกันไปมา เพื่อที่จะทำให้ตัวเองดูสูงล้ำกว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ ยิ่งเราทำตัวให้เสมอฟ้า ฟ้าก็มิอาจจะอยู่ให้เราเทียบได้ แต่หากเรายอมรับที่จะอยู่ใต้ฟ้า ฟ้าย่อมให้ร่มเงา ให้ความสวยงามในยามค่ำคืนแก่เรามิใช่หรือ...

ไม่มีความคิดเห็น: