วันเสาร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เสียงปรบมือที่จางหาย

 

เสียงปรบมือที่จางหาย

>>> คนเราไม่มากก็น้อยมีความต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับของผู้อื่น

จึงพยายามมุ่งมั่นฝึกฝนจนชำนาญ แล้วก็หลงในความเก่งของตัวเอง

ขาดความอ่อนน้อม ปรารถนาเพียงเสียงปรบมือเท่านั้นเอง <<<


เป็นปกตินิสัยที่เมื่อตื่นนอนก็เปิดอ่านข่าว อ่านความเคลื่อนไหว อ่านความคิดเห็นของผู้คน ซึ่งวันนี้เราสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นกันได้อย่างอิสระ บางทีก็ขาดความเข้าใจ ขาดวิจารณญาณ พูดไปเรื่อย เขียนไปตามที่ตัวเองคิด หรือตามจริตส่วนตัว ซึ่งส่วนมากก็ออกไปในทางการอวดรู้ อวดเก่ง โชว์เพาว์ และยึดในความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง อิสระแบบนี้ช่างน่ากลัว เพราะเมื่อบ่มเพาะเข้าไปฝังรากลึกในตัวเราแล้ว ยิ่งเป็นอันตรายต่อจิตวิญญาณ ใช่หรือไม่ คนเราเกิดมาทุกคนย่อมยึดตัวตนว่าดีว่าเก่งว่าสำคัญเสมอ มากน้อยแตกต่างกันไป ถึงแม้ไม่พูดออกมาก็ตาม ยิ่งเมื่อใดเราไม่ยึดติดกับความว่าเราดีเราเก่งว่าสำคัญ ความทุกข์ความเครีตดก็จะไม่เข้ามาหาเบียดบัยน  ทำให้เข้าใจคน เข้าใจโลกอย่างง่ายดาย เราต้องรู้ตัวเองให้ชัดเจนก่อนแล้วจึงจะเข้าใจคนอื่นอย่างถ่องแท้

เด็กหนุ่มผู้ยิงธนูแม่น เดินทางไปโชว์ความสามารถของเขาที่ตลาดแห่งหนึ่ง เขามาที่นี่เพื่อโชว์เทคนิคการยิงธนูที่เขารู้สึกภูมิใจในตัวเอง เขายิงธนู 10 ดอกให้ชาวบ้านดู แต่ละดอกที่ยิง ได้รับเสียงปรบมือและโห่ร้องด้วยความชื่นชมจากชาวบ้าน เพราะทั้ง 10 ดอกที่เขายิง ต่างปักเข้าใจกลางของเป้าทุกดอก

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนชมอยู่ด้านหลัง เขากลับไม่ยอมปรบมือ เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ดังพอที่จะให้ชายหนุ่มได้ยินว่า โถ! ไม่ใช่เทคนิคหรอก มันก็แค่ฝึกฝนมานานเท่านั้นเอง!

เด็กหนุ่มได้ยิน รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เขาอยากได้จากทุกคน ก็คือ เสียงชื่นชม ไม่ใชความเห็นต่างเหมือนที่ชายวัยกลางคนพูดเมื่อครู่นี้ เขาจึงเดินเข้าไปหาชายคนนั้น ที่พี่ชายบอกว่าไม่ใช่เทคนิค หมายถึงอะไร? ท่านทำได้อย่างข้าหรือเปล่า?” ชายวัยกลางคนตอบกลับว่า ข้าทำอย่างท่านไม่ได้ดอก! แต่ข้ามีอะไรให้ท่านดู

พูดเสร็จก็เดินเข้าไปที่ร้าน เขาหยิบแจกันใบหนึ่งที่มีรูปทรงเรียวยาวแต่ปากแจกันนั้น กลับมีรูที่เล็กแถมฐานแจกันกลับมีทรงกลมมนใบหนึ่งออกมา เมื่อวางแจกันไว้ที่พื้น เขาจึงยกถังน้ำมันใบใหญ่ขึ้นมาแล้วเทน้ำมันใส่แจกัน น่าอัศจรรย์ น้ำมันไหลลงสู่รูแจกันได้อย่างพอเหมาะพอดี โดยไม่หกเลยสักหยด!

จากนั้นเขาก็หันไปมองเด็กหนุ่มแล้วถามขึ้นว่า เจ้าทำได้อย่างข้าหรือเปล่า?” เด็กหนุ่มส่ายหน้าบอกว่าทำไม่ได้ เพราะเขาไม่เคยฝึกทำสิ่งนี้มาก่อน! ชายเจ้าของร้านขายน้ำมันจึงเอ่ยขึ้นอีกว่าข้ายิงธนูแม่นเหมือนเจ้าไม่ได้ เจ้าก็เทน้ำมันลงแจกันอย่างข้าไม่ได้ นี่แหละที่ข้าบอกเจ้าว่า ทักษะมันเกิดจากการฝึกฝนเรียนรู้ สิ่งที่ทำซ้ำๆเป็นประจำทุกวัน วันหนึ่งมันจะเกิดความชำนาน นี่ไม่ใช่เทคนิค (ที่มา : นุสนธิ์บุคส์)

เราเรียนรู้สิ่งใด? เราก็เชี่ยวชาญในสิ่งนั้น ไม่ว่าจะทางดีหรือร้าย! วันเวลาก้าวผ่านมาอย่างรวดเร็ว หลายคนแทนที่จะเรียนรู้ แต่กลับเรียกร้อง ต้องการเพียงเสียงปรบมือ ต้องการเพียงสิ่งวูบวาบ เสียงชื่นชมอยู่ไม่นาน เสียงปรบมือไม่นานก็จางหายไป แต่สิ่งที่เราพูก เราทำอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ จะคงอยู่ตลอดไป ฝึกฝนเป็นคนดีให้เชี่ยวชาญ เพื่อว่าความดีจากตัวเรา จากเพื่อพี่น้องเรา จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงเปลี่ยนไปในทางที่ดีกว่านี้

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

แบบไหนที่ชอบ

 

แบบไหนที่ชอบ

>>> ในชีวิตของทุกคนปรารถนาจะได้ผู้นำที่ดี แต่ตัวเรากลับทำสิ่งตรงข้าม

หลายคนเรียกร้องให้คนอื่นเสียสละ แต่กลับเห็นแก่ตัวทุกกรณีที่มีโอกาส

เราชอบแบบไหน เราควรทำแบบนั้น เราจึงจะพบสันติสุข <<<


            
วันสิ้นปีก็ค่อย ๆ คลานเข้ามาใกล้ อีกไม่นานก็คริสต์มาส พระเยซูเจ้าบังเกิด เราผ่านการฉลองชีวิตพระองค์มากี่ครั้งแล้ว ชายคนหนึ่งที่เกิดเป็นผู้นำ ที่ไม่ใช่ผู้นำแบบมาตรฐานโลก เป็นผู้นำในฝัน ที่ไม่ค่อยพบเจอในชีวิตจริง เราพร่ำบอกว่าเรารักพระองค์ เราเชื่อในพระองค์ แล้วชีวิตเราปล่อยให้พระองค์เป็นนำทางมากน้อยเพียงใด การเป็นผู้นำที่ดีไม่จำเป็นต้องมียศมีศักดิ์ มีอำนาจ มีตำแหน่ง เพราะสิ่งเหล่านั้นอาจจะกีดขวางให้เราก้าวสู่ความดีงาม และถอยห่างจากความสุขก็ได้

ครั้งหนึ่งมีหัวหน้าเผ่าคนหนึ่ง ใกล้ถึงวาระสุดท้ายชีวิต เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่า จะให้ลูกชายคนไหนขึ้นเป็นหัวหน้าเผ่าแทน จึงเรียกลูกชายทั้ง 3 คนให้เข้ามาหา และบอกให้พวกเขา พวกเดินทางไปยังภูเขาลูกหนึ่ง และปีนขึ้นไปให้ถึงยอด จากนั้นก็ให้แต่ละคนเก็บสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้คนในเผ่ามากที่สุดกลับมา

เวลาผ่านไปหลายวัน ลูกชายคนโตก็เดินทางกลับมาถึงก่อน พร้อมกับหินเหล็กไฟจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ทำอาวุธได้ ลูกชายกล่าวกับบิดาว่า นับแต่นี้ไป ผู้คนของเราไม่ต้องกลัวพวกศัตรูอีกแล้ว เพราะข้ารู้แล้วว่า แหล่งของหินเหล็กไฟพวกนี้อยู่ที่ไหน

ลูกชายคนที่สองได้พบกับป่าใหญ่ที่อุดมไปด้วยแมกไม้ที่สามารถนำมาเป็นเชื้อไฟได้ เมื่อกลับลงมาก็รายงานว่า นับแต่นี้ไป ผู้คนของเราจะไม่ต้องทนกับอากาศที่หนาวเย็นในฤดูหนาวอีกต่อไปแล้ว เพราะข้าได้พบกับป่าไม้ที่ใหญ่มากซึ่งจะนำมาเผาให้ความอบอุ่นและช่วยในการหุงต้มอาหารของพวกเราได้

ในที่สุดลูกชายคนที่สาม ก็เดินทางกลับมา แต่กลับมามือเปล่า ซึ่งเขาได้ให้เหตุผลว่า เมื่อข้าขึ้นไปถึงยอดเขา ข้าไม่พบอะไรที่มีค่าพอที่จะนำติดตัวลงมา ข้าก็มองตรงไปยังขอบฟ้า และแล้วข้าได้พบว่า ตรงขอบฟ้านั้นมีดินแดนแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยป่าไม้ ทุ่งนา ภูเขา และหุบเขา มีทั้งฝูงปลาและสัตว์ใหญ่น้อย เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยความงามและความสันติสุขแท้จริง แผ่นดินแห่งนั้นยังอยู่ไกล แต่ข้าก็จะต้องไปให้ถึงสักวันหนึ่ง และที่ข้ากลับมาช้า เพราะข้าคิดวางแผน ที่จะไปถึงดินแดนแห่งนั้น และได้วางแผนที่ จะทำให้คนของเผ่าเรามีทั้งความสุข มีทั้งความเจริญรุ่งเรืองมากขึ้นในดินแดนแห่งใหม่นั้นด้วย และนี่ก็คือแผนของข้า


ที่สุดลูกชายคนที่สามก็นำเอาแผนการที่วางไว้โดยละเอียดมาเปิดให้ดู ทำให้ดวงตาของหัวหน้าเผ่าเป็นประกาย เขารั้งร่างของลูกชายคนที่สามมากอดไว้ พร้อมกับประกาศว่า เขาจะแต่งตั้งให้ลูกชายคนนี้เป็นหัวหน้าเผ่าต่อจากตน อันที่จริงลูกชายสองคนแรกก็ได้นำเอาสิ่งมีค่า สิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตมาให้ ซึ่งถือว่ามีคุณสมบัติเป็นหัวหน้าที่ดีในปัจจุบัน แต่ลูกชายคนที่สามนี้เป็นบุคคลที่สามารถมองเห็นการณ์ไกล มีวิสัยทัศน์และยังมีการวางแผนในการไปสู่ดินแดนแห่งความสุข

 ในโลกนี้จะมีผู้นำสักกี่คนที่มองเห็นความสุขสันติเป็นเรื่องจำเป็นที่สุด พระเยซูเจ้าคือบุคคลเช่นนั้น

วันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เวลาพาเปลี่ยน

 

เวลาพาเปลี่ยน

>>> เวลาไม่เคยเอาอะไรไปจากเรา มีแต่จะให้ “ให้โอกาส”

แม้บางเวลาเราอาจสูญเสียบางอย่าง ในขณะเดียวกันเราก็จะพบการเริ่มต้นสิ่งใหม่ 

หากเวลาเดินผ่านไป เรายังอยู่ในจุดเดิม เราอาจมองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง

เราอาจจะพลาด โอกาสที่ดีกว่าไปอย่างน่าเสียดาย <<<

ลมหนาวอ่อน ๆ พัดโชยปะทะใบหน้า ตื่นขึ้นมาเปิดบ้านในยามเช้า ใบไม้พัดล้อเล่นลมอย่างเริงร่า เวลาของปฎิทินใบสุดท้ายของปีนี้เกือบมาถึงแล้ววันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิต หลายอย่างผ่านไป หลายสิ่งวิ่งเข้ามา เราคว้าอะไรมาใส่ในชีวิตเราบ้าง? เวลาดี ๆ มีให้เราทำดีเสมอ แต่เราอาจจะหลงลืมปล่อยเวลาเหล่านี้ผ่านไปทุก ๆ วัน  เวลาเป็นสิ่งที่ได้มาฟรี ๆ แต่ก็มีอยู่อย่างจำกัด ใช้แล้วย่อมหมดไป เก็บสะสมไม่ได้ ไม่สามารถซื้อหามาได้ตามร้านสะดวกซื้อ เรามีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน มีบ้างบางคนบ่นว่า ไม่มีเวลา

         
 
อาจจะเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อผัดวัดผ่อนคืนในสิ่งที่ตนเองมองไม่เห็นความสำคัญ ไม่เห็น “ค่าเวลา” ด้วยการ “ฆ่าเวลา”  สาละวนอยู่กับจอเล็ก  ๆ รูดไปมา ถูไถได้ทั้งวัน  เวลาหมดไปกับข่าวชาวบ้าน กับเรื่องการอวดอ้างสารพัดในโลกเสมือนจริง ที่เข้าสิงและกลืนกินเวลาของชาวโลกไปอย่างมิอาจจะคิดคำนวนได้ เรามีเวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากกว่าเวลาที่จะอยู่ด้วยกัน อยู่กับคนในครอบครัว เรามีโลกใบใหม่ที่มีเวลาเพื่อครอบตัว วันนี้หลายคนยังไม่สามารถที่จะรักษาและรู้จักการจัดการเวลาในชีวิตประจำวันได้เลย หน้าที่อย่างหนึ่ง คือ เราต้องกระตือรือร้นรักษาเวลา และบริหารจัดการเวลาในฐานะเป็นสัญญาณเตือนตนที่สำคัญ

            พูดถึงเรื่องเวลา เราก็มักจะคิดถึงนาฬิกา มีบทความหนึ่งพบในอินเตอร์เน็ต เรื่องเวลา กับนาฬิกา เขียนไว้ว่า

            “เวลา... เดินไปข้างหน้า นาฬิกา… เดินอยู่ที่เก่า

             เวลา… เราไม่อาจย้อนกลับ นาฬิกา… เราหมุนย้อนมันได้

             เวลา… เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่อาจเรียกร้องคืน นาฬิกา… เสียก็ซ่อม หรือซื้อใหม่ไปเลย

             เวลา…ได้มาฟรี ๆ ไม่ต้องแลกกับอะไร นาฬิกา… ยิ่งสวยยิ่งแพง ใช้เงินซื้อมันมาทั้งนั้น

ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีนาฬิกา จะรู้เวลาได้หรือ และถ้ามีแต่นาฬิกา แต่ไม่รู้จักเวลา จะมีประโยชน์อะไรเล่า ถึงสองสิ่งนี้จะแตกต่างกัน แต่ถ้ามันจะคู่กันแล้ว ย่อมมีจุดร่วมกันเสมอ

 


            ในสังคมโลกยุคปัจจุบันเราให้ค่ากับอะไรมากกว่ากัน เวลา หรือ นาฬิกา เอาเข้าจริงนาฬิกาก็เป็นเพียงเปลือกนอก ต่อให้มีเป็นของดีเพียงใด ถ้าใช้เวลาในชีวิตไม่เป็นก็ไร้ค่า ในวันที่อะไรต่อมิอะไรเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ผู้คนยังคงฉกฉวย เก็บสะสมสิ่งภายนอก จนหลงลืมเวลาที่จะทำดี เวลาที่จะทำดีมีมาบ่อย ๆ แต่เราก็มักมองข้าม มองผ่าน มองไม่เห็น รู้ว่ามี แต่มองไม่เห็น จึงขาดการเรียนรู้ ขาดการตระเตรียม ในขณะที่เรากำลังก้าวสู่ยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน เรายังคงจมอยู่ในวังวนเดิม ๆ หรือยังคิดว่าเวลาเป็นของเรา เราเป็นนายเหนือกาลเวลา สถานการณ์เปลี่ยนไป เราเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด ได้เรียนรู้ พัฒนาจิตวิญญาณตามกาลเวลาหรือยัง อย่าลืมว่า สิ่งที่ทุกคนยังมี คือ เวลา แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนเดิม…..


วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564

เป็นสุข

 

เป็นสุข

>>>  เราทุกคนต่างก็อยากเป็นสุข ด้วยการมีสิ่งอำนวยความสะดวกใช้สอย

เราทุกคนอยากเป็นสุขที่ได้มีเงินทองใช้จ่าย มียอดสะสมมาก ๆ

เราทุกคนอยากเป็นสุข ให้คนอื่นยกย่อง เห็นพ้องไปกับความคิดของเรา

ความสุขแบบนี้ เที่ยงแท้จริงหรือ!!! เป็นความสุขที่เห็นเพียงด้านเดียวหรือไม่??? <<<

ความก้าวหน้าของโลกลุล่วงไปอย่างรวดเร็ว แต่กลับทำให้เราถอยห่างจากความจริง เป็นเพียงแค่โลกเสมือนจริง คือ โลกที่ไม่จริง โลกปลอม ๆ ระบบการเงินก็กำลังค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป ใช้จ่ายในอากาศ เป็นเงินเหรียญดิจิตอล เงินที่เราสะสมมากำลังถูกเปลี่ยนไป สิ่งที่เราเห็นคิดว่าเที่ยงแท้ สิ่งที่เราเคยคิดว่ามั่นคง  มาวันนี้อาจจะไม่ใช่ ทุกสิ่งที่เราเห็นมันเป็นจริงเพียงด้านเดียว ยิ่งถ้าเรามองเพียงสายตาธรรมดา เราก็เห็นเพียงสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่หากเรามองด้วยสมอง ก็จะเห็นกว้างขึ้น และถ้าเรามองด้วยหัวใจ และเพ่งพิศด้วยจิตวิญญาณเราจะพบเห็นสิ่งที่ทำให้เป็นสุขแท้จริง อาจจะดูยากเย็นสักหน่อย ทำบ่อย ๆ เราจะเข้าใจโลก และใส่ใจผู้คนรอบข้างมากขึ้น

ในสังคมวันนี้เราต่างถกเถียงกันเพียงสิ่งที่เห็นด้วยสายตาเท่านั้น แล้วก็เอาสิ่งนั้นเป็นบรรทัดฐานไปเที่ยวตัดสินคนอื่น ทั้ง ๆ สิ่งที่เห็นกับความจริงมันอาจจะไปใช่แบบนั้นก็ได้ เพราะโลกวันนี้ก็เพียงโลกเสมือนจริงเท่านั้น เรานั่งดูการแข่งขันกีฬา ทีมที่เราชอบเราเชียร์เล่นไม่ได้ดังใจเรา เราก็วิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา ทีมนั้นเขาไม่เห็นไม่ได้ยินสิ่งที่เราพูด เพราะเขาอยู่สนามจริง เห็นเพียงสิ่งตรงหน้า แก้ปัญหา ตามปัจจัย ตามเวลาที่อยู่ตรงนั้น เราอาจจะเห็นด้วยมุมของเรา เขาก็มีมุมของเขา และถ้าเราจะเป็นสุขได้ เราก็ต้องหมั่นมองด้วยมุมของหัวใจ เหมือนกับพระราชา มิใช่เหมือนเด็กน้อยสองคนนี้ในเรื่องนี้

วันหนึ่งรถม้าของพระราชาได้วิ่งผ่านถนนที่มีเด็ก 2 คนกำลังโต้เถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย พระราชาจึงเดินลงจากรถแล้วถามเด็กน้อยทั้งสองคนว่า พวกเจ้ากำลังโต้เถียงเรื่องอะไรกัน?”


เด็กทั้งสองคนจึงเล่าต้นสายปลายเหตุว่า ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันเรื่องพระอาทิตย์ว่า ระหว่างตอนเช้ากับตอนเที่ยง เวลาไหนพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินมากกว่ากัน เด็กคนแรกสันนิษฐานว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินมากกว่า เพราะพระอาทิตย์ยามเช้านั้นดวงใหญ่ เท่ากับล้อรถ แต่พอตอนกลางวันกลับหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าชามข้าว ส่วนเด็กอีกคนสันนิษฐานว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์ไม่ร้อน แต่พอตอนกลางวันกลับแผ่ความร้อนจนคนเหงื่อท่วม แปลว่า ตอนเช้าพระอาทิตย์อยู่ห่าง
แผ่นดิน ตอนกลางวันพระอาทิตย์อยู่ใกล้แผ่นดินต่างหาก

พระราชาได้ฟังความเห็นของเด็กทั้งสองแล้วก็เกิดความลำบากที่จะให้คำตอบ จึงนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบว่า ข้าไม่อาจตัดสินได้ว่าความเห็นข้อไหนถูก เพราะข้าก็ยังไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน

เด็กสองคนได้ฟังคำตอบก็ต่างกล่าวว่า แม้แต่ท่านพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ยังจนปัญญา แล้วเด็กอย่างพวกเราจะมีความรู้สักเท่าไหร่กันเชียว แต่กลับยืนกรานหัวชนฝาในความคิดของตัวเองว่าถูกอยู่ฝ่ายเดียว ช่างโง่เขลา ๆ เสียจริง

เราอยู่ในยุคที่เต็มไปด้วยคนดื้อด้าน ใจคอคับแคบ ไม่ยอมรับฟังความเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น มีความรู้เพียงแค่น้อยนิด แต่กลับเชื่อมั่นในความเห็นของตัวเอง เถียงกันจนหน้าดำคร่ำเครียด เพราะยึดในสิ่งที่ตัวเองเห็นมา แล้วก็นำมาเสนอ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีความรู้ในเรื่องนี้เลย เราควรเปิดใจให้กว้าง เปิดใจรับความคิดใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ใช่มีแต่ความคิดคับแคบแล้วเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เราจะอยู่อย่างเป็นสุขได้นั้น ต้องมองและตัดสินทุกอย่างด้วยหัวใจ ไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องออกหน้าทุกครั้ง ไม่จำเป็นต้องคิดทุกอย่าง อ่อนโยนบ้าง ทำหัวใจให้ใสสะอาด เพื่อใช้มองผู้คนอย่างเข้าใจ เห็นใจ ใส่ใจ โดยไม่เอาแต่ใจเรา เท่านี้แหละความสุขในชีวิต