วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2559

ไปไม่ถึงไหน

ไปไม่ถึงไหน
อากาศที่หนาวเย็นลงอย่างฉับพลัน ทำให้คนกรุงอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ มีโอกาสสัมผัสกับลมหนาวระดับ 16-18 องศา อยู่ 2-3 วัน ก็เป็นบรรยากาศที่หลายคนชื่นชอบ ไม่ต้องเปิดแอร์ ได้ใส่ชุดกันหนาว เสื้อผ้าสวย ๆ ที่เก็บไว้นานได้มีโอกาสออกมาเผยโฉมในโลกกว้างกันบ้าง เดินไปตามถนนหนทางเห็นแล้วนึกว่าเราเดินอยู่ในยุโรปหรือเปล่า? หญิงสาวหลายคนใส่เสื้อคลุมเสื้อโค้ชหลากสีสัน ทำให้วันที่ธรรมดากลายเป็นวันที่เต็มไปด้วยสีสันขึ้นมาในทันใด การแปรปรวนของอากาศเกิดขึ้นทั่วเอเชีย หลายพื้นที่เย็นลงมาก หลายที่มีหิมะตก เสมือนว่าโลกนี้กำลังถูกแช่แข็งเสียแล้วกระมัง ความแปรปรวนแบบนี้ เกิดมาจากการทำร้ายทำลายธรรมชาติด้วยน้ำมือมนุษย์ ทั้งแบบรู้ตัวและไม่รู้ตัว ธรรมชาติย่อมต้องปรับตัว โดยไม่ได้เป็นไปตามวงรอบของฤดูกาล นี่เป็นสัญญาณเตือนเรา ให้หันกลับมามองและเห็นความสำคัญของสิ่งสร้างให้มากขึ้น ความเคารพในสรรพสิ่งดุจดังเคารพองค์พระผู้สร้าง ไม่เช่นนั้น ความวิปริตของธรรมชาติอาจนำมาซึ่งความวิบัติของมวลหมู่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ หนาวมาไม่กี่วัน แต่มันสะท้อนความหนาวเยือกให้เราได้รู้เห็นถึงความเป็นไปได้ในวันข้างหน้าของโลกเรา แม้ว่าเราจะพัฒนาเทคโนโลยีจนถึงขั้นสูงแต่เราก็มิอาจจะทำให้ความรุนแรง ความร้ายกาจของภัยพิบัติลดลงได้ เพียงแค่เตือนแล้วหาทางป้องกันหลบหลีก
ภาพ : http://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/
2016/01/201601261649382-20110627141736-690x459.jpg
เมื่อกล่าวถึงความเจริญทางเทคโนโลยีแล้ว ทำให้อดคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมใกล้ตัวเราไม่ได้ ในยุคที่เราคิดว่ามีเครื่องมือล้ำนำสมัยสุด ๆ แต่ความคิดบางอย่างของบางคนกลับไม่ก้าวไกลไปไหนเลย ใช่หรือไม่ ตึกคอนโดฯสูง ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ใครจะรู้!!!ในตึกหรูนั้นอาจกำลังมีใครสักคนกำลังหมกมุ่นกับการดูดวงชะตา หรือกำลังให้ข้าวให้น้ำกับบางสิ่ง กำลังพูดคุยกับสิ่งไร้ชีวิต ที่เชื่อว่ามีวิญญาณสิงสถิต บางคนกำลังใช้สมาร์ทโฟนมือถือราคาครึ่งแสน เปิดดูคำทำนายถึงดวงการเงินของตัวเอง คนไทยเรามักใช้เทคโนโลยีขั้นล้ำนำสมัยด้วยปัญญาขั้นอนุบาล ดูเหมือนเรากำลังก้าวไปไกล แต่เมื่อมองย้อนกลับมา อ้าว...เราย้ำอยู่กับที่ เราไม่สามารถนำเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องช่วยยกระดับสติปัญญา  เรายังไม่สามารถแยกแยะว่าความเชื่อความศรัทธากับความงมงายต่างกันอย่างไร???
ใครจะไปเชื่อในยุคสมัยนี้ที่คนเดินทางด้วยเครื่องบินกันเป็นว่าเล่น แต่สายการบินแห่งชาติต้องมานั่งประชุมเรื่องการเอาตุ๊กตาลูกเทพ ขึ้นเครื่องบินว่าจะต้องมีมาตรการอย่างไร กลายเป็นปัญหาระดับชาติขึ้นมาทันที มันคือกระแสที่ถูกสร้างด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ที่ใช้เป็นเครื่องมือชวนเชื่อ (หลายคนเลยเชื่อ) เพื่อขยายแนวคิด ขยายการค้าขายให้กว้างขึ้น เพราะเห็นว่าคนไทยมักจมอยู่กับความเชื่อเดิม ๆ ไม่ว่าโลกจะปรับเปลี่ยนไปมากสักเพียงใดก็ตาม
ถ้ามาคุยกันถึงความเชื่อความศรัทธาที่เรามีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ก็เพื่อก่อให้เกิดการพัฒนาระดับสติปัญญา ก่อให้เกิดสันติสุขในจิตใจ ยิ่งเชื่อยิ่งศรัทธาย่อมมีความสุขมากขึ้น เมื่อใจสุข กายก็สุขตามมา ทำสิ่งใดก็มักจะเป็นผลดี แต่เรามักชอบอะไรที่มันรวบรัด รวดเร็ว แม้กระทั่งเรื่องการหาความสุขในชีวิต ทำให้เราไปอิงกับการที่ต้องมีให้มากขึ้น ต้องมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าใคร ๆ จึงจะถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต เพื่อให้ได้มาจึงต้องทำทุกอย่าง พอเห็นใคร ได้ยินคนพูดถึงใช้สิ่งนั้นสิ่งนี้ จะนำความร่ำรวยมาให้ เราก็ทำตามโดยคิดว่าสิ่งนั้นศักดิ์สิทธิ์ เราเชื่อ เราศรัทธาสิ่งนั้นเพื่ออะไร เพื่อยกระดับจิตใจหรือเพื่อยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ ถ้าเป็นแบบหลังนี่คือความไม่ยั่งยืน คือการไม่พัฒนา คือการย่ำอยู่กับที่ เพราะการตีค่าความสุขผิดไป เราจึงเปราะบาง เราให้ค่าความสุขที่ปริมาณของทรัพย์สินเงินทอง แท้จริงคุณค่าความสุขอยู่ที่มุมมองทัศนะคติต่อสิ่งเหล่านั้นต่างหาก เราไม่จำเป็นต้องปฏิเสธการหาเลี้ยงชีพ และเราต้องมีความสุขที่จะดำรงชีวิตให้ได้ด้วย
 ภาพ : www.blogger.com/blogger.g?blogID=8764049496835875341
#editor/target=post;postID=4208674573411259526
ความเชื่อ ความศรัทธาของเรานั้นต้องมอบให้กับสิ่งสูงสุด สูงส่ง แต่กับความเชื่อของคนยุคใหม่กลับนำสิ่งที่ตัวเองกลัวมาบูชาเลี้ยงดู โลกวันนี้มักมีมุมมองที่กลับด้าน สิ่งที่เคยเรียกเคยกลัวว่าเป็น “ผี” มาวันนี้นำกระดูก นำส่วนต่างๆ มาใส่ในตุ๊กตาแล้วนำมาไว้ในบ้าน อยู่ด้วยกันในห้อง เลี้ยงดูอย่างดีแล้วขนานนามว่าเป็น “เทพ” เพียงเพราะอยากที่จะร่ำรวย มีเงินมีทอง มีสิ่งของมาก ๆ หมดความกลัวไปเสียอย่างนั้น ในขณะที่เรามีคำสอน มีศาสดา มีศาสนาที่สอนให้เรามุ่งสู่ความดี ความงาม และชีวิตที่สมบูรณ์ เรากลับมองข้ามไป มีพระเจ้า มีนักบุญ มีเทวดา อยู่มากมาย กลับไม่เชื่อ ผ่านมากี่พันปีเราก็ยังไม่พัฒนาเรื่องจิตใจกันเลย ความเชื่อ ความศรัทธาของเราวันนี้ถูกแทนค่าด้วยเปลือก เรามาเข้าวัดเพียงเพื่อไม่ให้ผิดบัญญัติ แล้วเราได้อะไรจากการมาร่วมมิสซาวันอาทิตย์บ้าง มาเพื่อมา มาเพื่อสะสมแต้มอย่างนั้นหรือ?
บางทียิ่งมองดูเรายิ่งรู้สึกว่าความเชื่อ ความศรัทธาของเราไม่ได้เติบโตขึ้นเลย เรายังเหมือนเด็ก ๆ ที่ท่องแค่บทสวดภาวนาได้ เราเติบโตขึ้นมามากแค่ไหน ยังเป็นเสมือนเด็กที่เริ่มต้นรู้จักพระเจ้าเท่านั้นหรือ เราสนใจและศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับความเชื่อของเรา และเจริญชีวิตความเชื่อที่สมบูรณ์มากขึ้นบ้างหรือไม่ เรามีความพยายามเพียงใดที่จะใกล้ชิดสัมผัสถึงความรักอันมีอยู่จริงในทุกสรรพสิ่งรอบข้าง เราเลี้ยงดูตุ๊กตา ให้ข้าวให้น้ำ แต่ไม่เคยเหลียวแลญาติพี่น้องรอบตัวเราบ้างหรือเปล่า เราหมดเวลาพูดคุยกับสิ่งไร้ชีวิตแบบไร้สาระ จนลืมที่จะเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตที่ผ่านเข้ามาในชีวิตหรือเปล่า เทคโนโลยีก้าวล้ำนำสมัยเป็นของขวัญประทานมาจากพระผู้สร้างผ่านสติปัญญาของบางคน เพื่อให้เรามีโอกาสที่จะสัมผัสถึงความรักอย่างหาขอบเขตมิได้ของพระองค์ เราต้องประเมินความเชื่อของเราว่าพัฒนาขึ้นมากน้อยเพียงใด เพราะยังไงโลกยังคงมีความเชื่อ เพื่อก่อให้เกิดความหวัง และความรักเท่านั้นที่จะทำให้ทุกสิ่งสำเร็จลงได้ หากวันนี้เราเชื่อแล้วสุขใจ นั่นเป็นเครื่องชี้วัดว่าเราพัฒนาขึ้นแล้ว แต่ถ้าเราเชื่อและศรัทธาเพื่อเพียงหวังผลให้ได้มีสิ่งของมากขึ้นในชีวิต เช่นนี้บอกเลยว่า “เรายังไปไม่ถึงไหน”

ปล. หวังว่าคงไม่มีใครนำตุ๊กตาลูกเทพมาให้คุณพ่อที่วัดเซนต์หลุยส์ล้างบาปนะครับ...

วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559

ไม่ละเลยคือเมตตา

ไม่ละเลยคือเมตตา
อย่างที่เคยกล่าวไว้ “เรื่องเดิมมิทันจะคลี่คลายมลายหายไป เรื่องใหม่ก็เข้ามาทดแทน” ความเร็วแรงของข่าวสารในยุคที่สายตาไม่มองไกลจากตัวเอง (ก้มหน้าก้มตาอยู่กับมือถือ) และผู้คนก็เสพติดชนิดเรียกว่าละเมอหยิบมือถือมาดูแม้ในยามหลับอยู่ ยิ่งกว่าเป็นเงาตามตัวเราเสียอีก ทำไปทำมามันกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเราเสียแล้วกระมัง เพราะเราใช้กันชนิดที่ไม่สนใจว่าจะอยู่ในสถานที่ใด ในสถานการณ์ไหน ในวัด ในห้องเรียน ในห้องน้ำ ห้องนอน ดูคอนเสิร์ต ระหว่างกินอาหาร ไม่สนใจคนร่วมโต๊ะ คนรอบข้าง ไม่สนใจว่าจะรบกวนใครหรือเปล่าใช้มันทุกที่จนเคยชิน เพราะกลัวตกข่าว กลัวไม่ทันคนอื่นเขา...หรือนี่คือสิทธิส่วนบุคคล..ห้ามยุ่ง..!!!
 ภาพ : http://www.lonely-rooyang.com/wp-
content/uploads/2016/01/porsoci2-600x600.jpg
ทำให้เกิดความรู้สึกว่าในวันนี้ ในยุคที่เต็มไปด้วยการแข่งขันกันจนไม่เหลือพื้นที่ของสำนึกว่าสิ่งใดควรไม่ควร เป็นสังคมที่ละเลยต่อคนรอบข้างโดยแท้ ยิ่งเมื่อเห็นภาพข่าวที่ช่างภาพสื่อมวลชนทั้งหลายทั้งปวง แห่แหกที่กั้นกระโดด กระโจน มุ่งหมายเพื่อถ่ายภาพร่างไร้วิญญาณของพระเอก “ปอ” ก็ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่า จะถ่ายหน้าที่แน่นิ่งของร่างนั้นมาเพื่ออะไร ทำไมต้องถ่ายอะไรกันเยอะแยะขนาดนั้นด้วย ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วภาพที่นำมาใช้ประกอบข่าวแค่ไม่กี่ภาพ เพราะคิดว่าถ่ายเผื่อไว้เลือกหรือ!!! (นั่นแสดงว่ายังไม่มืออาชีพ) เพราะคิดว่าคนเสพอยากเห็นหน้าในร่างไร้วิญญาณหรือ หรือว่าละเลยไร้ความละเอียดอ่อนในจรรยามารยาทกันแน่ ในเรื่องนี้ตามความคิดเห็นส่วนตัวและเป็นธรรมปฏิบัติในครอบครัวผู้เขียน (คนข้างวัด) ในพิธีปลงศพของคนในครอบครัวจะของดการถ่ายภาพเด็ดขาด ทั้ง ๆ ที่มีเพื่อนฝูงไม่น้อยอยู่ในแวดวงถ่ายภาพและมีความยินดีที่จะช่วยเหลือ แต่ทางครอบครัวก็มักจะขอบคุณในน้ำใจนั้นและให้เหตุผลว่า พวกเรามีภาพคนอันเป็นที่รักของเราอยู่ในใจเสมอ และไม่ปรารถนาที่จะเพิ่มความเศร้าโศกเพราะการจากไปด้วยการเห็นภาพเหล่านั้นอีก เราต้องการให้มิตรสหายทุกคนที่มาร่วมงานนั้นมีสมาธิและสงบ เพื่อให้บรรยากาศเป็นไปอย่างเรียบร้อยจริง ๆ (เน้นย้ำอีกครั้ง นี่เป็นความคิดเห็นส่วนครอบครัวเท่านั้น)
และเช่นกัน ในหลายครั้งในหลายกรณีคนดังในต่างประเทศเวลาที่ต้องสูญเสียคนในครอบครัว ก็มักจะขอและแจ้งความประสงค์ว่าจะทำพิธีปลงศพแบบเป็นส่วนตัว คือ มีเฉพาะญาติ ๆ และคนสนิทเท่านั้น นักข่าวสื่อมวลชนต่างประเทศเขาก็จะเคารพในสิทธิส่วนตัวนี้อย่างเคร่งครัด ไม่มีการเข้าไปหรือแอบถ่ายภาพในพิธีปลงศพใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งอันนี้เราพอเข้าใจที่แยกแยะวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นได้ ทางเอเชียของเรามักจะให้ความสำคัญกับงานศพมากกว่าทางฝากฝั่งของยุโรป แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรต้องคำนึงถึงว่าในระหว่างงานที่เราไปร่วมนั้น เราไปเพื่อร่วมงานเพื่อไว้อาลัย มิใช่ไปเพื่อถ่ายภาพ เราไปเพื่อแสดงความเสียใจ ไม่ใช่ไปลั้นลาถ่ายเซลฟี่ อย่าว่าแต่ช่างภาพสื่อมวลชนเลย เรามักเห็นคนที่ร่วมงานต่างก็นำมือถือขึ้นมาถ่ายภาพกันเยอะแยะไปหมด ถ่ายกันเพื่ออะไรมิทราบ..? เราละเลยเรื่องหลัก ๆ สนุกกับการถ่ายภาพและอัพสเตตัสขึ้นโลกออนไลน์ จนละเลยโลกของความจริงว่า มีความเศร้าโศกของการจากไปอยู่ข้างหน้าเรา ยังมีความทุกข์ระทมขมขืนอยู่ในเวลานั้น
ภาพ : http://www.lonely-rooyang.com
/wp-content/uploads/2016/01/ct15.jpg
เมื่อพูดถึงการถ่ายภาพบนมือถือ ลองย้อนกลับไปดูว่าเราถ่ายภาพต่าง ๆ เก็บไว้เยอะขนาดไหน บางคนเป็นพันภาพ บางคนเก็บไว้หลายพันภาพ เป็นขยะดิจิตัลค้างคาในเมมโมรี่ ทำให้เครื่องค้าง เครื่องแฮงค์ อย่างไม่รู้ตัว และถามจริง ๆ จะมีสักกี่ครั้งที่เรามานั่งเปิดดูภาพเหล่านั้นอย่างจริง ๆ จัง ๆ เราถ่าย ๆ เก็บไว้อย่างนั้น เราละเลยที่จะลบภาพถ่ายบางภาพที่ถ่ายซ้ำ ๆ ละเลยที่จะใช้ประโยชน์จากภาพเหล่านั้น เราละเลยในเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ จนกลายเป็นสิ่งสะสมหมักหมม เรื่องง่าย ๆ แบบนี้บางทีเราอาจจะหลงลืมที่จะคิดไป ใช่ล่ะ...บางทีวิถีชีวิตของเราก็มักละเลยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จนทำให้ละเลยต่อเรื่องใหญ่ไป ใช่หรือไม่ บางเรื่องเรายังละเลยต่อตัวเองเลย แล้วกับคนอื่นเล่า เราใส่ใจ เราละเลย เราหลงลืมกันหมดแล้วหรือยัง  หากเราพร่ำบ่นว่าทำไมสังคมวันนี้ไร้เมตตาต่อกัน เราก็ต้องกลับมาสำรวจตรวจสอบว่าวันนี้เราได้ละเลยเรื่องใดบ้างในชีวิตของเรา นี่เป็นการเริ่มต้นของการมีเมตตาต่อกัน ใส่ใจกันให้มากขึ้น เห็นใจกันให้มากกว่าเก่าสักนิด เพื่อต่อเติมเพิ่มความสุขให้กัน เหมือนตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้
 ภาพ : https://pbs.twimg.com/media/CXhdX7TUoAAjxYL.png
ที่เกาะฮอกไกโด ทางเหนือสุดของประเทศญี่ปุ่น มีสถานีรถไฟชื่อ คามิ-ชิราตาเกะ ในแต่ละวันจะมีรถไฟวิ่งมาที่สถานีนี้วันละสองครั้ง เช้าและเย็น เพื่อรับ-ส่งผู้โดยสารเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น เธอเป็นนักเรียนและตอนนี้กำลังเรียนชั้นมัธยมปลายแล้ว
การที่สถานีแห่งนี้ไม่มีใครสนใจใช้บริการ น่าจะเป็นเหตุผลพอที่จะยุบเลิกสถานีแห่งนี้ได้แล้ว ที่จริงการรถไฟญี่ปุ่นก็ตั้งใจจะปิดสถานีนี้อย่างถาวรตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน แต่เมื่อทราบว่า ยังมีผู้โดยสารอยู่คนหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้บริการรถไฟเพื่อไปโรงเรียน จึงเปลี่ยนใจและยังให้มีบริการรถไฟอยู่ต่อไปจนกว่านักเรียนคนนี้เรียนจบ
ไม่แต่เท่านั้น การรถไฟญี่ปุ่นยังปรับเวลาเดินรถให้ตรงกับเวลาที่นักเรียนคนนี้จะต้องไปโรงเรียน และกลับบ้านเมื่อเลิกเรียนแล้ว ทราบมาว่านักเรียนคนนี้จะเรียนจบในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ เรื่องราวของสถานีรถไฟแห่งนี้เป็นที่รู้กันดีในหมู่คนญี่ปุ่น และมีการแสดงความเห็นกันในหน้า Facebook ด้วย  เช่น มีท่านหนึ่งเขียนว่า ทำไมผมจะไม่พร้อมที่จะตายเพื่อชาติในเมื่อรัฐบาลดูแลเอาใจใส่เราถึงเพียงนี้ อีกท่านหนึ่งได้เขียนว่า นี่คือความหมายของธรรมาภิบาลที่ลงไปถึงระดับรากหญ้าที่เห็นความสำคัญของประชาชนทุกคน ไม่มีเด็กคนใดถูกละเลย (Credit:  http://www.citylab.comแปลโดย อาจารย์ชัยณรงค์ มนเทียรวิเชียรฉาย)

พลังแห่งเมตตานั้นยิ่งใหญ่ พลังนี้เริ่มจากการใส่ใจกัน ไม่ละเลยละเว้นในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ รู้จักที่จะเห็นใจ เข้าใจ โดยไม่เอาแต่ใจเราเป็นที่ตั้งในทุกกรณี ชีวีพาสุกใส สังคมจะร่มเย็นเป็นสุข อย่าคิดว่าเรื่องแบบนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ในสังคมเรา ทุกอย่างเป็นไปได้เสมอถ้าเราเริ่มต้นจากตัวเอง เพียงแต่เราพร้อมจะเริ่มต้นหรือเปล่า...?????

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

ในที่ตั้งนั้น

ในที่ตั้งนั้น
ในยุคที่ข่าวต่าง ๆ มาเร็วมาแรงและก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว เรื่องนี้ยังไม่ทันจะคลี่คลายเรื่องร้ายเรื่องใหม่ก็โถมเข้ามา ยิ่งในสังคมที่เรามีอุปกรณ์ยุคใหม่อยู่ในมือด้วยแล้ว เราต่างก็เป็นผู้สื่อข่าว เป็นช่างภาพข่าว เห็นเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น เพียงหยิบมือถือขึ้นมาไม่ถึงหนึ่งนาทีเราก็สามารถที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้าเราได้แล้ว จากนั้นก็ส่งสารเข้าสู่สื่อใหม่ หากปะเหมาะเคราะห์ดี สิ่งที่เราส่งนำขึ้นโลกออนไลน์ไปถูกจริตเข้ากับสังคม มีการแชร์มีการส่งต่อกันไปจากหนึ่งเป็นสิบโยงใยเป็นใยแมงมุม เราก็จะกลายเป็นคนดังชั่วพริบตา ตรงนี้แหละที่หลายคนใช้ความอยากรู้อยากเห็นของคนใช้สื่อสมัยใหม่ ใช้จริตสังคม สร้างข่าวสร้างภาพ สร้างมุมสร้างพื้นที่ของตัวเอง สร้างไปสร้างมาก็ลุ่มหลงเชื่อว่าเราเป็นแบบนั้นจริง ๆ จนกระทั่งบางคนกล้าโกหกแม้กระทั่งตัวเอง เมื่อถูกจับผิดได้ก็พยายามทำให้ตัวเองดูดีด้วยการใส่ร้ายคนอื่นให้แย่ลง สังคมเราจึงเต็มไปด้วยคนเก่งที่มักจะพิงอยู่ในมุมของตัวเอง ตั้งมั่นยึดมั่นในตัวเองจนเกินเลยกลายเป็นความหยิ่งยโส ไม่ฟังเสียงใครทั้งนั้น คิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วในจักรวาล ข้าคือศูนย์กลางของสรรพสิ่ง...
ภาพ : อินเตร์เน็ต
เราไม่เคยคิดหรือว่าสิ่งที่เราทำนั้นมักถูกจับตา ถูกมองเห็นจากผู้อื่นเสมอ เพราะเรามัวแต่ก้มหน้าก้มตาอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวนั้น เลยไม่ทันคิดว่าสมัยนี้มีตาสับปะรดอยู่รอบ ๆ ตัวเรา จำได้ว่าในสมัยเด็กๆ เวลาที่เราเรียนคำสอน ครูสอนว่า เราทุกคนอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำอะไร พระองค์เห็นเสมอ เมื่อเรามีความเชื่อเช่นนี้ เวลาที่จะทำผิดเราจะต้องสะดุดใจ มโนธรรมย้ำเตือนว่า อย่างไรเสียพระเจ้าจะเห็นสิ่งที่เราทำ อย่างน้อยก็ทำให้เราชะงักตระหนักคิด มีเวลาทบทวนว่าจะทำจริง ๆ หรือ มันใช่มันถูกต้องหรือ? มาวันนี้ความเชื่อความคิดเช่นนี้คงไม่มีอยู่ในหัวจิตหัวใจของหลายคนเสียแล้วกระมัง การปลูกฝังเรื่องนี้ให้เด็กก็มักจะถูกค่านิยมสมัยใหม่เข้ามาท้าทาย ต่างคนต่างไม่เชื่อไม่เกรงกลัวหรือเกิดความละอายต่อสิ่งผิดที่ทำ เมื่อมโนธรรมของมนุษย์ตายด้าน พระเจ้าจึงให้มนุษย์เราคิดค้นเครื่องมือที่เป็นเสมือนผู้ช่วยพระองค์ เพื่อให้เราเห็นว่า ไม่ว่าเราจะทำอะไร มีคนมองเห็นเสมอ เครื่องมือเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นกล้อง CCTV กล้องติดหน้ารถ หรือกระทั่งกล้องจากมือถือของแต่ละคนล้วนแต่เป็นตัวแทนสายพระเนตรทั้งนั้น ยิ่งมนุษย์เรายึดมั่นในตัวเองมากเท่าไร เราก็จะเห็นเครื่องมือสมัยใหม่ออกมาเพื่อจับตาเราทุกย่างก้าวมากขึ้นเท่านั้น แต่เรายังไม่ค่อยจะมีสำนึกถึงเรื่องนี้กันสักเท่าไร มองเห็นว่าเป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวกก็แค่นั้น เราไม่เคยแคร์ ไม่เคยแลเรื่องเหล่านี้ เราก็ยังยืนอยู่ในที่ตั้งของเรา จนทำให้สังคมเราผุกร่อนลงเรื่อย ๆ
คณะขุนนางของเมืองแห่งหนึ่งได้ปรึกษากันถึงเรื่องซ่อมเเซมกำเเพงเมืองเนื่องจากผุกร่อนเสียหายเป็นอันมาก มีขุนนางอยู่ผู้หนึ่งซึ่งมาจากตระกูลช่างไม้ได้เสนอขึ้นมาว่า
ใช้ไม้ซุงทำกำเเพง รับรองว่าเเข็งเเรงเเน่นอน
ขุนนางคนที่สองที่มาจากตระกูลช่างทำหนังก็เสนอขึ้นบ้างว่า
ท่านต้องใช่หนังสัตว์สิ ทั้งทนทานเเละเเข็งเเรง
ขุนนางคนที่สามซึ่งมาจากตระกูลช่างก่ออิฐก็เสนอออกมาว่า
ไม่ซุงกับหนังสัตว์หรือจะแข็งแรงทนทานสู้อิฐได้
นิทานสั้น ๆ เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าคนเราย่อมคิดว่า สิ่งที่ตนถนัดนั้นหรือสิ่งที่ตัวเองรู้ ตัวเองชำนาญ ตัวเองเป็นอยู่นั้น คือสิ่งที่ดีที่สุด เลิศเลอค่าที่สุดแล้ว พอส่วนรวมขอความเห็นทุกคนต่างก็เสนอในมุมมองจากตัวเองเป็นที่ตั้ง และจะไม่ยอมน้อมรับความคิดของผู้อื่น บางครั้งถึงกับทะเลาะกันจนเสียผู้เสียคนก็พบเห็นกันบ่อย ๆ แน่ล่ะ...โลกนี้พัฒนามาได้ต้องอาศัยความต่าง กำแพงที่ผุกร่อนนั้นต้องดูว่า กำแพงนั้นสร้างเพื่อวัตถุประสงค์อะไร แล้วสิ่งใดควรนำมาทำเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย
ภาพ : อินเตร์เน็ต
บางทีการที่เราอยู่ในที่ตั้งของเราก็คิดว่าดีแล้ว แต่แท้จริงสิ่งนั้นดีจริงหรือเปล่า เรามักไขว้เขวในเรื่องการทำความดี ไม่เข้าใจถ่องแท้ว่าอะไรคือความดี หนำซ้ำยังตีความหมายของความดีและการทำความดีผิดเพี้ยนไปจากความดีแท้ ชอบที่จะตีความเข้าข้างตัวเองและเพื่อประโยชน์แห่งตน บางคนตีความว่าความดีคือการที่ทำให้ตนเองและครอบครัวมีความสุขสบายก่อนเป็นอันดับแรก อย่างอื่นเอาไว้ทีหลังหรือไม่ต้องสนใจไม่ต้องทำ บางคนทำความดีด้วยการช่วยเหลือหรือส่งเสริมเพื่อนฝูงและลูกน้องของตนเอง แต่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนหรือเอาเปรียบหรือเหยียบหัวคนอื่น บางคนก็คิดว่าความดีคือการบริจาคทรัพย์ทำบุญจำนวนมาก ๆ เชื่อว่าหากทำบุญมาก ๆ จะได้ขึ้นสวรรค์ความเชื่อและค่านิยมการทำความดี จึงมีมากมายสุดแล้วแต่ละคนจะคิดหรือเชื่ออะไร ซึ่งหากมองผิวเผิน ไม่ว่าแต่ละคนจะไปทำความดีแบบไหนหรือทำเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ก็น่าจะเป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะทุกคนกำลังมุ่งมั่นทำความดี แต่ที่แย่คือเราดันไปยึดมั่นในมุมคิดของเราฝ่ายเดียว แทนที่จะยึดมั่นในความดีกลับไปยึดติดผลที่ได้รับสิ่งนี้แหละที่นำปัญหามาสู่สังคม

คนเรานั้นจะอยู่เพียงลำพังในทุกเวลาไม่ได้ เราต่างเกิดมาพึ่งกัน จะไปขัดแข้งขัดขาถือเราถือเขากันเพื่ออะไร ใครดีเราต้องชื่นชม ใครระทมเราต้องปลอบโยน อย่าอยู่ในที่ตั้งของเราฝ่ายเดียว เรียนรู้ที่จะไปอาศัยอยู่ในที่ตั้งของคนอื่นบ้าง ด้วยการเห็นอกเห็นใจกัน อะไรยอมกันได้ก็ยอมกันบ้าง ผ่อนหนักผ่อนเบา โลกมิใช่เราคนเดียวที่อาศัยอยู่ แค่เพียงยิ้มให้ก่อน เมตตาก็เกิดขึ้นแล้ว ออกจากที่ตั้งส่วนตัว จากมุมส่วนตัวเพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่ดีตามความสามารถของเรา และยอมรับในความดีในความสามารถของผู้อื่น อย่ายึดติดกับความคิดและจริตตน แต่รู้จักที่จะยึดมั่นในความดีในจริยธรรมอันดีงาม มาร่วมกันเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมการทำความดี  โดยหันมาทำความดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ไม่ใช่ทำความดีเพื่อประโยชน์ตน เปิดที่ตั้งฝังอคติส่วนตัว แบ่งปันเมตตาต่อผู้อื่น สังคมจะได้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

วันศุกร์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2559

ลูกแท้ เทียม เทพ

 ลูกแท้ เทียม เทพ
ในยุคสมัยใหม่เรามักจะเห็นการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ๆ มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่เคยมีก็ถูกนำมาปรับขยับเปลี่ยนกลายเป็นสิ่งนำสมัยขึ้นมา ประกอบกับความอ่อนไหวทางจิตวิญญาณ ความไม่มั่นคงทางจิตใจ ความอยากได้ใคร่มีที่มากล้น ผู้คนในสังคมจึงมักถูกสิ่งใหม่เข้าครอบครองวิถีชีวิตได้ง่าย จนไม่รู้ว่าสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามานั้นเป็นของแท้ หรือของเทียม แล้วสิ่งเหล่านั้นจะคงอยู่ในวิถีชีวิตนานสักแค่ไหน หรือว่า เราชินชากับการเปลี่ยนแปลงจนเราเองก็กลายเป็นสิ่งเทียมทนสิ่งหนึ่งในสังคมนี้เสียแล้ว
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ที่เกริ่นนำมาเช่นนี้เพราะเห็นหลายคนกำลังนิยมอุ้มตุ๊กตาหน้าตาเหมือนเด็ก ๆ (เหมือนมาก)อุ้มไปไหนต่อไหน กลายเป็นเทรนด์ใหม่ในปีใหม่นี้ ที่พวกเขาเรียกกันว่า “ลูกเทพ” โอ้ ไม่นะ...ที่แท้ก็คือ “ตุ๊กตาฝรั่ง” ที่มีขนาดตั้งแต่ 8 นิ้วไปจนถึงเท่าเด็ก 7 ขวบ ถูกนำมาปลุกเสก เพิ่มคุณค่าด้วยการอัญเชิญดวงเทพลงมาสถิต กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์นำไปบูชา เพราะเชื่อว่าเป็นตุ๊กตานำโชค นำลาภมาให้ จริงแล้วเรื่องนี้เริ่มจากคน ๆ หนึ่งเกิดจินตนาการว่าหากนำตุ๊กตาไปปลุกเสกจะทำให้ร่ำรวย ประสบผลสำเร็จ และใช้สื่อออนไลน์ในการสร้างตัวตนบนความเชื่อง่ายของคนสมัยใหม่ สร้างความแปลกแตกต่างเพื่อจุดประกาย เมื่อจุดติดกลายเป็นกระแสที่คลั่งไคล้หลงใหล กลายเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไป โชคดีมากที่เรายังไม่เห็นคนในชุมชนเซนต์หลุยส์อุ้ม “ตุ๊กตาเทพ” แบบนั้นมาเข้าวัดหรือมาให้คุณพ่อเสก มาให้เจิม หวังว่าคงไม่มีและไม่อยากเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นกับชุมชนความเชื่อของเรา
หลายคนอาจจะมองว่าเป็นความเชื่อส่วนตัว อันนั้นก็ต้องว่ากันไปในพื้นที่ส่วนตัว แต่การอุ้มไปไหนต่อไหน พูดคุย ให้ข้าวให้น้ำ พาไปเดินห้าง เข้าร้านเสริมสวย ทั้งหมดคือพื้นที่สาธารณะ ใช่หรือไม่ อันนี้คือสิ่งที่พึงระมัดระวัง (ความเห็นส่วนตัว)  มีหลายคนอาจจะถกเถียงในใจว่า “ทีพวกเราในวันคริสต์มาสยังนำรูปพระกุมารมาแห่มาจูบกันเลย” นั่นมันก็เหมือนเป็นตุ๊กตาไม่ใช่หรือ ทำให้คิดถึงครั้งหนึ่งที่เคยอาศัยอยู่ในคอนโดฯ แห่งหนึ่ง แล้วบังเอิญมีคุณพ่ออัญเชิญรูปพระกุมารไปอวยพรตามห้องต่าง ๆ ที่นับถือคาทอลิก ในระหว่างขึ้นลิฟท์ มีเด็กคนหนึ่งเข้ามาด้วย หันไปถามคุณพ่อที่กำลังอุ้มพระรูปพระกุมารอยู่ว่า “ลุง ๆ ทำไมยังเล่นตุ๊กตาเด็กอยู่ครับ” สร้างรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่เมื่อมาคิดย้อนกลับในเหตุการณ์นั้น ก็เกิดคำตอบในวันนี้ว่า การที่เรานำรูปพระกุมารออกมานั้นส่วนหนึ่งเป็นพิธีกรรมที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในการระลึกถึงการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า และรูปปั้นนั่นก็เป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ที่แทนองค์พระเยซูเจ้า ที่สำคัญเรามิได้นำรูปปั้นไปยังที่ต่าง ๆ อย่างไร้จุดหมาย การที่อัญเชิญรูปพระกุมารไปตามบ้าน ที่พักอาศัย ก็เป็นการอวยชัยให้พร เป็นการนำความยินดีไปสู่ที่นั้น ๆ ที่สุดเป็นการย้ำเตือนว่า “พระเยซูกุมารน้อยนั้นจะต้องประทับอยู่ในใจ ในตัวเราเสมอ” หากสังเกตดี ๆ รูปพระกุมารโดยส่วนมากจะแผ่มือออก นั่นเป็นการแสดงถึงความมีเมตตา เป็นการมอบให้แก่ทุกผู้คนที่เข้ามา นี่เป็นความเชื่อที่หยั่งรากลึก มิใช่กระแสที่วูบมาและจางหายไป เป็นธรรมประเพณีอันดีงามที่สร้างศรัทธาพัฒนาจิตใจแห่งการเป็นผู้ให้ ของผู้คนมานานแสนนาน
กลับมาเรื่อง “ตุ๊กตาลูกเทพ” ที่อาจจะเป็นเพียงการสร้างจุดขายให้ดูน่าสนใจ เป็นความเชื่อเฉพาะบุคคล ที่สะท้อนความเป็นจริงในสังคมว่า คนไทยยังต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อนำมาเป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นใจในการดำเนินชีวิต ยิ่งในโลกปัจจุบันที่เชื่อว่า ความเร็วกลายเป็นความดี คนสมัยใหม่ไม่มีน้ำอดน้ำทน ต้องการรวยเร็ว ต้องการประสบความสำเร็จในวันนี้พรุ่งนี้ ต้องการมีรถมีบ้าน แต่ไม่ต้องการทำงานหนัก เพราะคิดว่ากว่าจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องทำงานเป็น 10 ๆ ปี มันนานเกินรอ พอมีอะไรเป็นที่พึ่งพาสู่ฝันแบบรวบลัดได้ก็ลองดูสักหน่อยไม่เสียหลาย หรืออีกนัยหนึ่ง ผู้คนมีความเหงามากขึ้น แต่งงานกันน้อยลง ไม่ค่อยมีลูกมีเด็กให้ดูแล อาจจะเป็นเพราะด้วยโรคร้ายที่มีผลต่อสุขภาพในการตั้งครรภ์ เพราะด้วยสภาวะจิตใจของคนหนุ่มสาวที่มีความเครียดเป็นนิจสิน หรือเพราะด้วยกลัวลำบากมากขึ้นหากมีลูกมาเป็นภาระ และอีกหลายเหตุผล เราจึงเป็นสังคมที่ขาดแคลนเด็กเล็ก ๆ และเมื่อถึงวาระหนึ่งของชีวิต คนเราก็อยากจะเป็นคนเลี้ยงดูแลคนอื่น ครั้นจะไปหาสิ่งที่มีชีวิตที่เรียกว่า “เด็กแท้” มาเลี้ยงดูก็กลัวว่าจะยุ่งยากลำบากเสียเวลา (ความเร็วเป็นที่ตั้ง) เห็นตุ๊กตาน่ารักน่าชัง ก็ใช้ความด้อยนี้แหละนำตุ๊กตามาเลี้ยง เพื่อเพิ่มสร้างความมั่นใจก็นำไปปลุกเสก เพื่อเพิ่มเสริมให้เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น สิ่งเหล่านี้ถูกนำมาเป็นกระแสโดยคนที่ต้องการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองพยายามหาจุดเด่นจุดขาย มีการโชว์ถึงความคลั่งไคล้ที่ได้ดังใจหลังจากนำสิ่งนี้มาบูชา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วได้อย่างเดียว ได้เงินมากขึ้น ได้งานเยอะขึ้น ได้ออกทีวี ได้ๆๆๆๆ เยอะแยะไปหมด มีแต่ได้เพื่อสนองกิเลสตน กลายเป็นว่า “ตุ๊กตาเทพ” นี้มีแต่ได้ ไม่มีให้เลย คนเราเกิดมาเพื่อผู้อื่นหาใช่เพื่อตัวเองฝ่ายเดียว

สิ่งที่น่าวิตกอีกประการหนึ่งคือคนที่มีลูกแท้ มีลูกหลานในบ้านในครอบครัวอยู่แล้ว อาจจะไปหลงกับกระแสนำลูกเทพลูกเทียมมาเลี้ยงดูมาบูชาคู่กับลูกแท้ จนลืมว่าลูกแท้ที่มีชีวิตนี้หากเลี้ยงดูอย่างดี เอาใจใส่ หมั่นเพียรสอนสั่ง ปลูกฝังความดีงาม พาไปเรียนรู้ชีวิตในที่ต่าง ๆ “ลูกเทพ” อยู่ไม่ไกลจากเราเลย แถมเป็นลูกเทพที่มีชีวิตที่มีความผูกพันที่สัมผัสอุ่นไอรักระหว่างกันได้ แม้ว่าลูกแท้นี้บางช่วงขณะอาจจะไม่ใช่ลูกเทพ แต่พวกเขาก็เป็นลูกพระเหมือน ๆ กับเรา มีของแท้อยู่ใกล้ใยต้องแสวงหาของเทียมด้วยเล่า การมีเด็กอยู่ในบ้านคือพระพรที่พระกุมารน้อยมาประทับอยู่ ไม่ใช่ภาระอะไรเลย เป็นเราเองนี่แหละที่จะต้องรักษา ดูแลพระพรนี้อย่างดี ทำให้พระพรที่งอกงาม งอกเงย ให้เวลากับพวกเขา ทะนุถนอมพวกเขา พูดคุยโอบกอดพวกเขา อยู่เคียงข้างพวกเขาทั้งยามหัวเราะและร้องไห้ เป็นความหวังให้พวกเขาได้ทุกเวลา นี่คือภารกิจรักอันหนึ่งที่เราพึงต้องร่วมกันกระทำเพื่อสร้างลูกหลานแท้ ๆ ของเราให้เป็น “ลูกหลานเทพแห่งเมตตา” เพื่อว่าพวกเขาจะได้เติบโตขึ้นนำพระพรไปสู่สังคมในวันข้างหน้าต่อไป...สุขสันติจงมีแด่เด็กเทพทุกคนครับ

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559

รากเก่า ใบใหม่

รากเก่า ใบใหม่
วันเวลาก้าวล่วงเลยผ่านพ้นไป วันเก่าลาลับ วันใหม่ย่างก้าวเข้ามาแทน ปีเก่าวันเก่าผ่านไป ปีใหม่วันใหม่เวียนมาทักทาย แล้วก็ทิ้งร่องรอยผ่านไป ใครเล่าจะฝืนชีวิตได้ ทุกสิ่งผ่านมาแล้วกลายเป็นอดีต เป็นความทรงจำ ย้ำเตือนความทุกข์ความสุขบนความพลาดพลั้ง บนความสมหวัง บนวิถีชีวิตของเรานั้นเติบโตขึ้นทุกวัน ความเติบโตนั้นย่อมมาจากรากที่แข็งแรง ผลิใบออกดอกผล หากรากเราเน่าลงไป ใบก้านหรือจะงอกงาม ใช่หรือไม่ หากเราเติบโตทั้งทางร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณแล้ว เราย่อมน้อมรับ ให้อภัย ในสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
เมื่อเราเติบโตขึ้นเราจะไม่ถือสากับผู้คนมากมายที่ทำบางอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ถูกใจเรา เพราะเราจะเข้าใจผู้คนมากขึ้นว่า “เขาเหล่านั้นต้องการเวลา” ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จนเข้าใจโลกให้ถ่องแท้มากขึ้นเช่นเดียวกับเรา จะไม่ถามใครต่อใครว่า ทำไมชอบกินเผ็ด ทำไมซื้อรถยุโรป ทำไมทำผมสีทอง ทำไมชอบดูละครน้ำเน่า และสารพัดทำไมที่ไม่เหมือนเรา
เราจะไม่ระเริงกับความสำเร็จจนลืมตัว เราจะไม่คร่ำครวญกับความล้มเหลวจนไม่กล้าเริ่มต้น เพราะเข้าใจแล้วว่าทุกสิ่งล้วนธรรมดา เราจะเข้าใจว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เริ่มที่ตัวเรา หาใช่คนอื่นไม่...เราจะรู้จักให้อภัยทั้ง ๆ ที่ใจยังเจ็บแค้น ไม่ใช่เพื่อยกโทษแต่เพื่อปลดปล่อยใจเราออกจากกรงขังแห่งความโกรธเคืองต่างหาก เราต้องเข้าใจกฎแห่งการเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้นด้วยสิ่งเล็กน้อย ตรงข้ามกับทุกข์ยากขึ้นเพราะเราจะรู้จักปล่อยวางมากกว่าเดิม เราจะเข้าใจความหมายแห่ง“การมีชีวิตภายใน” เรากำหนดท่าทีของตัวเองให้รู้สึกดีได้ง่าย ๆ แค่ปรับทัศนคติให้เป็น เราต้องขอบคุณโลกที่วันนี้เรายังแข็งแรง เราเข้าใจความจริงแล้วว่า สุขภาพที่ดีมีค่ามากกว่าเงินตราที่กองไว้เกินความจำเป็น เราจะเข้าใจว่า เวลาบนโลกเหลือน้อยลงทุกที สิ่งที่คุณจะทิ้งไว้บนโลก มีเพียงเสียงสรรเสริญในคุณงามความดี หรือเสียงสาปแช่งในความต่ำทราม ปีเก่าผ่านไปอีกครั้ง อย่าปล่อยชีวิตให้มีเพียงตัวเลขอายุเท่านั้นที่เพิ่มขึ้น ปีใหม่ วันใหม่สัญญากับตัวเองได้ไหมว่า เราจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่กว่าเมื่อวาน
ชายผู้หนึ่งได้เสียชีวิตลง ในตอนที่เขารู้สึกตัวว่าได้ตายไปแล้ว เขาก็เห็นเทพองค์หนึ่งเดินถือกระเป๋าเข้ามาหาเขา แล้วเทพองค์นั้นได้เอ่ยขึ้นว่า
เทพ : เรียบร้อยแล้วหนุ่มน้อยถึงเวลาไปแล้ว!
ชายหนุ่ม : ทำไมเร็วนักละครับผมยังมีเรื่องราวที่ต้องทำอีกมากมาย
เทพ : ขอโทษด้วย เวลาของเธอหมดแล้ว!
ชายหนุ่ม : ในกระเป๋าของท่านคืออะไรครับ?
เทพ : นี่คือของ ๆ เธอ!
ชายหนุ่ม : ของ ๆ ผม!คืออะไรครับ เป็นทรัพย์สินเสื้อผ้าหรือว่าเงินครับ?
เทพ : สิ่งที่เธอพูดมา มันไม่ใช่ของเธอตั้งแต่แรกแล้วหนุ่มเอ๋ย นั่นมันเป็นสมบัติของโลก
ชายหนุ่ม : ถ้าอย่างนั้นมันก็คงเป็นความทรงจำของผมสินะ!
เทพ : ความทรงจำเป็นสมบัติของกาลเวลา
ชายหนุ่ม : ถ้าอย่างนั้นคงเป็นความสามารถของผม!
เทพ : ความสามารถเป็นสมบัติของโลกอีกเช่นกัน
ชายหนุ่ม : หรือจะเป็นญาติมิตรของผม?
เทพ : ไม่ใช่ เขาเหล่านั้นเป็นเพียงผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเธอเท่านั้นเอง
ชายหนุ่ม : หรือเป็นลูกเมียของผม?
เทพ : ไม่ ลูกเมียเป็นเพียงแค่ความระลึกของเธอเท่านั้น
ชายหนุ่ม : ถ้าอย่างนั้นคงเป็นร่างของผมแน่ ๆ
เทพ :ไม่ใช่ ร่างของเธอนั้นเป็นสมบัติของดิน
ชายหนุ่ม : ถ้าอย่างนั้นมันคงเป็นจิตญาณของผมสินะ
เทพ : น่าเวทนา เด็กหนุ่มเอ๋ย เธอเข้าใจผิดแล้ว จิตวิญญาณของเธอนั้นเป็นของเบื้องบน
ชายหนุ่มรู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เขารับกระเป๋ามาด้วยมืออันสั่นเทา เมื่อเขาเปิดกระเป๋าออกมา ข้างในกระเป๋าใบนั้นกลับมีแต่ความว่างเปล่า...เขาถามเทพด้วยความหมดอาลัยตายอยาก
ชายหนุ่ม : ทุกสิ่งที่ผมเคยมีมันไม่เคยเป็นของผมเลยหรือ?
เทพ :ใช่แล้ว เธอเข้าใจถูกแล้ว ทุกสิ่งในโลกที่เธอหามา ไม่มีสิ่งใดที่เป็นของเธอเลย
ชายหนุ่ม : แล้วอะไรที่เป็นของผม?
เทพ : ลมหายใจเป็นของเธอ! นั่นคือสิ่งเดียวที่เป็นของเธอในตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่! ชีวิตคนเราแค่ชั่วพริบตา รักษาทุกขณะเวลาที่คุณยังมีลมหายใจอยู่ จงรักชีวิตและถนอมชีวิต (Cr : นุสนธิ์บุคส์)

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ชีวิตที่ไม่ลืมรากย่อมนำมาซึ่งใบที่งดงามเสมอ ในชีวิตจริงหากเราไม่ลืมที่จะนำความทุกข์มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับความสำเร็จและความสุข ความงาม ความผ่องใส สันติสุขก็จะบังเกิดในชีวิตเรา และไม่ว่าจะวันเก่าหรือวันใหม่ วันไหน ๆ หากเราดำเนินชีวิตในทางธรรม ชีวิตเราก็จะเดินได้อย่างปลอดภัย และมุ่งสู่ความเป็นนิรันดร