วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เริ่มด้วยแรงบันดาลใจดี ๆ


เริ่มด้วยแรงบันดาลใจดี ๆ
            ส่งท้ายปีเก่าย่างสู่ปีใหม่ จิตใจเราเข้มแข็งมากขึ้นเพียงใด เป็นคำถามที่เราน่าจะนำมาทบทวนมากกว่า ว่าชีวิตเราร่ำรวย มีเงินมีทองมากขึ้นเท่าใด? ชีวิตในปี 2020 ที่หลายฝ่ายบอกว่าจะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงของโลกครั้งใหญ่ เราจะมีพลังใจในการรับมือและอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงได้ดีเพียงใด บางครั้งเรารู้สึกท้อแท้และสิ้นหวัง ทั้ง ๆ ที่เรานั้นมีอะไรมากกว่าผู้คนบนโลกนี้อีกมากมาย เรายังมีพระเจ้าอยู่เคียงข้างเสมอ ถ้าไม่ทำเป็นลืมพระองค์ แน่นอนในทุกชีวิตเรามักพบเจอกับภาวะการท้อแท้ หมดกำลังใจ เจ็บปวด วันนี้ขอนำเรื่องราวของหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนเกือบทั้งโลกผู้ที่มีชีวิตที่งดงามในยุคของเรานี้

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
“นิค วูจิซิค”แม้จะเกิดมาพิการโดยกำเนิด และถูกกลั่นแกล้งรังแกมาทั้งชีวิต แต่ “นิค วูจิซิค” นักสร้างแรงบันดาลใจผู้ไร้แขนไร้ขาชาวออสเตรเลีย ก็ยังยิ้มกว้างด้วยหัวใจทระนง ที่ไม่เคยพิการตามร่างกาย โดยความฝันสูงสุดของเขาคือ การจุดประกายความหวังให้คนทั้งโลก และปลุกเร้าพลังใจเข้มแข็งแก่ผู้สิ้นหวังอ่อนแอเจ็บปวดไร้หนทางชีวิต
ศรัทธาแรงกล้าที่มีต่อพระเจ้าเริ่มบ่มเพาะในใจตอนไหน
ตอนอายุ 15 ปี ผมอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลครั้งแรก ไปเจอบทหนึ่งที่บอกว่าพระเยซูสามารถรักษาคนตาบอดได้ ผมรู้สึกว้าวเลย!! ก็ไม่มีใครรู้ว่าทำไมผมเกิดมาเป็นแบบนี้ ผมบอกตัวเองว่า ถ้าพระเจ้ามีแผนสำหรับคนตาบอด ก็น่าจะมีแผนการณ์สำหรับผม ถ้ามีคนให้แขนให้ขาผมก็เยี่ยม แต่ถ้าไม่ได้แขนขา ก็ขอให้เยียวยาหัวใจผม และให้ใช้ผมอย่างที่ผมเป็น ตอนนี้ผมมีความสุขมาก และมั่นใจว่าสวรรค์ก็รอผมอยู่
พลังศรัทธาทำให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน
ผมกลายเป็นคนใหม่ที่รู้จักมอบความรักให้คนอื่น อยากจะแบ่งปันคุณค่า ทัศนคติ และความสุขให้ทุกคน เพราะความศรัทธาในพระเจ้าทำให้ผมเป็นผมได้อย่างทุกวันนี้
คุณยิ้มตลอดเวลา เคยมีวันร้าย ๆ บ้างไหม
ชีวิตผมก็มีทั้งขึ้นและลง เมื่อ 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา มีสิ่งที่เกิดในชีวิต ทำให้ล้าและเหนื่อยมาก ตอนนั้น ผมเพิ่งคบกับภรรยาไม่นาน ผมร้องไห้เยอะมาก มีการวางแผนบางอย่าง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ผมบอกแฟนว่าผมถังแตก เธอตอบทันทีว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวฉันหางานทำเลี้ยงคุณเอง ผมประทับใจในตัวเธอมาก และรู้เลยว่าเธอรักผมแค่ไหน

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
เวลาเหนื่อยหรือท้อแท้ มีวิธีสร้างพลังใจอย่างไร
ผมจะอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลซ้ำ ๆ มีหลายบทที่อ่านแล้วได้พลังกลับมา วิธีให้กำลังใจตัวเองดีที่สุดคือการออกไปช่วยเหลือผู้อื่น แล้วคุณจะได้ความสุขแบบที่เงินซื้อไม่ได้ กำลังใจจากครอบครัวก็สำคัญ พ่อแม่ผมทำให้เห็นว่าบ้านคือที่พักใจที่ดีที่สุด น้องชายผมก็ช่วยเหลือผมทุกอย่าง ไม่ว่าผมเจออะไรร้าย ๆ ก็จะนึกถึงคนคนหนึ่ง เขาเป็นคนป่วยใกล้ตาย เป็นโรคกล้ามเนื้อลีบไม่สามารถทำอะไรได้ ผมเจอเขาตอน 2 ปีก่อนเสียชีวิต เขายิ้มตลอดเวลา แม้จะขยับตัวไม่ได้เลย พูดก็ไม่ได้ เขาก็ยังแบ่งปันเรื่องราวและให้ความหวังแก่คนป่วยใกล้ตายผ่านทางเว็บไซต์ เขาเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ทำให้ผมลุกขึ้นพูดเพื่อจุดประกายความหวังให้คนอื่น เป็นคนต้นแบบที่ไม่มีวันลืม           
ช่วยแบ่งปันแรงบันดาลใจ และจุดประกายความหวังให้คนท้อแท้หน่อย
คนเราไม่ต้องมีความกล้าที่จะเอาชนะ แต่ต้องกล้าลองเสี่ยงแม้จะล้มเหลว เพราะก่อนจะประสบความสำเร็จ คนเราต้องล้มเหลวมาก่อน อยากให้เปลี่ยนอุปสรรคเป็นโอกาส พยายามฝันให้ไกล และอย่ายอมแพ้ ผมหวังว่าทุกคนจะได้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวชีวิตของผม ได้เห็นความรักของผม และความหวังยิ่งใหญ่ ทุกคนถูกสร้างมาเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง พระเจ้ารักคุณนะครับ ถ้าคุณเปิดรับพระเจ้าเข้ามาในชีวิต คุณก็จะสามารถทำในสิ่งที่เหลือเชื่อ พระเจ้าทำให้ผมมีความมั่นใจที่จะดำรงชีวิตอยู่ ผมไม่ใช่คนยิ่งใหญ่จากไหน พระเจ้าเป็นแบบอย่างของผมในการรับใช้ผู้อื่น และรู้จักให้อย่างไม่หวังผลตอบแทน สิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตผม เกิดจากการสวดมนต์ และพลังศรัทธาที่มีต่อพระองค์ ทำให้ผมรักคนอื่นด้วยความจริงใจ สำหรับคนที่ประสบปัญหาชีวิต ก็อยากให้เปิดใจรับพระเจ้า เงินไม่สามารถทำให้หัวใจงดงามขึ้นได้ งานหรือชื่อเสียงก็ไม่มีคุณค่าใด ๆ ที่งานศพของผมจะไม่มีใครพูดว่าผมทำอะไรไปบ้าง แต่จะพูดว่าผมเป็นใคร คุณเป็นใครสำคัญกว่าคุณได้ทำอะไรมา ผมบอกตัวเองทุกวันว่าต้องเป็นคนอย่างที่เป็นอยู่ ผมไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ แต่ทุกวันผมต้องให้อภัยมากขึ้น รู้จักให้คนอื่นมากขึ้น และไม่เห็นแก่ตัว ไม่หลงไปกับชื่อเสียงเงินทอง (ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต)

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ขอให้เราเริ่มต้นชีวิตในปีใหม่ด้วยแรงบันดาลใจของ “นิค” เพื่อเป็นตัวอย่างในการก้าวสู่ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ก้าวกระโดด แล้วเราจะได้พบกับความสุขในชีวิตทุกช่วงเวลา อีกทั้งสามารถที่จะรับมือกับสิ่งใหม่ ๆ ไม่หลงใหล ไม่มึนงงในดงสมัยใหม่แต่ยึดมั่น มั่นคงในความดีงามตลอดไป พรที่สำคัญยิ่งอยู่ที่หัวใจอันแข็งแกร่งของเราแต่ละคน ขอสุขสวัสดีจงมีแด่ทุก ๆ ท่าน...

วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ว่างเพื่อวาง


ว่างเพื่อวาง
ในหลายครั้งของชีวิต มีเรื่องราวที่มักคาดคิดไม่ถึงเกิดขึ้นได้เสมอ กับบางคนที่ไม่เคยอยู่ในสายตาวันหนึ่งกลายเป็นพระเอกนางเอกเข้ามาทำให้ชีวิตพบกับความงดงาม บางคนที่เคยเห็นว่าแสนดีกลายเป็นมารร้ายทำเรื่องที่คนทั่วไปยังไม่กล้าทำ ทำให้รู้สึกผิดหวังหดหู่ เป็นขยะอารมณ์รบกวนจิตใจทั้งวัน แต่..ก็เป็นเราเองที่ไปเก็บนำขยะเหล่านั้นมาให้รกใจมิใช่หรือ? เช่นเดียวกันเราเองก็อาจจะทำให้บางคนเกิดความไม่สบายใจได้ด้วยเหมือนกัน เราแต่ละคนล้วนมีพื้นที่ที่จะสร้างความงามและความทรามได้เช่นกัน แต่สำหรับพระเจ้ามีแต่ความงามให้เราเสมอผ่านทางสิ่งสร้างทางธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้คือแหล่งที่จะทำให้จิตใจเรามีที่ว่างพอเพื่อให้เกิดสันติในจิตใจได้ ทำให้เราเห็นความรักอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าที่ยังคงอยู่เป็นนิรันดร์


ณ ริมแม่น้ำ เมืองโบราณฟ่งหวง (เมืองหงส์) เขตปกครองตนเองของชนเผ่าน้อยถู่เจียง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของมณฑลหูหนาน เมืองโบราณหงส์นี้ตั้งอยู่กลางหุบเขาและมีแม่น้ำถั่วเจียง แม่น้ำที่ใสสะอาดไหลผ่าน สองฝั่งแม่น้ำมีบ้านแบบโบราณที่ยกพื้นสูงเรียงรายกันบนริมแม่น้ำ เป็นภาพที่สวยงาม ได้มีโอกาสไปนั่งชื่นชมดื่มด่ำจนกลายเป็น ‘พื้นที่’ ที่เอื้อต่อการครุ่นคิดทบทวนถึงสิ่งต่าง ๆการใคร่ครวญชีวิต เป็นหนังสือประเภทที่จะหยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ้ำเล่าเมื่อต้องการขบคิดถึงอะไรบางอย่าง เป็นทัศนียภาพที่ปลอดโปร่งโล่งกว้างพอจะหาคำตอบได้ และตรงนั้นเองจึงเป็นที่มาของการทบทวนชีวิตที่กำลังจะผ่านพ้นไปอีกหนึ่งรอบปี พื้นที่ชีวิตเรามีที่วางเพิ่มขึ้นหรือรกรุงรังมากกว่าเดิม มีการจัดระเบียบของวิถีชีวิตเพื่อตัวเองหรือเพื่อผู้อื่นบ้างมากน้อยแค่ไหน??? สายน้ำไหลผ่าน สายน้ำที่ใสสะอาดแห่งนี้เป็นเงาสะท้อนให้ย้อนถึงความงามของวันเวลา


ขวบปีที่ผ่านมาชีวิตที่ถูกมัดรัดให้อยู่กับความวุ่นวาย ไล่ล่าหามันเสมือนนั่นคือที่สุดของการมีชีวิตความเป็นมนุษย์ หลายครั้งที่เราจมอยู่ในภาวะที่ว้าวุ่น หลายเวลาที่เครียด สับสน พาลให้หมดเรี่ยวหมดแรง จนไม่อยากจะทำอะไร เพราะสิ่งที่เราได้กลับมา บ่อยครั้งกลับไม่มีคุณค่าอะไรเลย และแล้ว...พอหายเหนื่อย ความวุ่นวายเดิม ๆ ก็หวนกลับมาหาอีกครั้งและอีกครั้งวนเวียนอยู่เช่นนี้ เรากำลังถูกกระแสแห่งความฟุ่มเฟือย เรื่อยเปื่อย มาเบียดบังความโล่งความว่างจนไม่สามารถที่จะปล่อยวางลงได้เลย กระแสของการบริโภคจนเกินตัว จับจ่ายซื้อของเกินความจำเป็น ซื้อมาเพื่อเก็บมิได้ซื้อมาเพื่อใช้สอยให้เกิดประโยชน์ ของมูลค่าเป็นพันแต่เราใช้งานเพียงไม่กี่บาท บ้าน ห้องพักห้องนอน เต็มไปด้วยสิ่งของเกินไปจะก้าวเดินยังลำบาก พื้นที่จึงไม่มีที่ว่างพอสำหรับคนอื่น เรามีชีวิตอยู่เพื่อแข่งขันกันมีมากกว่าแข่งขันกันดี
แท่งปูนที่ถูกปูให้เป็นเสมือนสะพานข้ามฝั่งกลางลำน้ำถั่วเจียงเดินได้ทีละคน เมื่อสวนทางกันก็หยุดหลบหลีกให้กันและกัน สะพานนี้จึงเป็นสะพานน้ำใจให้ก้าวผ่านแม่น้ำที่กว้างใหญ่จากฝั่งสู่ฝั่ง สอนให้ได้หยุดเพื่อคนอื่นบ้าง หยุดเพื่อให้เกิดที่ว่าง หยุดเพื่อทักทายยิ้มให้กัน หยุดเพื่อเก็บความทรงจำอันงดงามช้าลงนิดชีวิตพบกับสันติสุขกลางลำน้ำเชี่ยว การช้าลงทำให้เราได้พื้นที่มากขึ้นและก้าวข้ามไปอย่างมั่นคง

โลกนี้คือสถานที่ของการปฏิบัติการงานอันเป็นคุณความดีในวันที่มีลมหายใจอยู่ มิใช่หรือแท้จริงแล้ว การมีลมหายใจคือ ความว่างเปล่าที่มีชีวิต ความอยากได้อยากมีอยากเป็นที่หนึ่งอยากเหนือคนอื่น ทำให้พื้นที่ว่างกลายเป็นที่อัดแน่นด้วยความโลภ ความหลง พื้นที่ของชีวิตจึงเต็มไปด้วยสิ่งของที่ไร้ค่าก่อให้เกิดเศษขยะทางอารมณ์และความรู้สึกที่ร้าย ๆ ไม่รู้จักที่จะผ่อนไม่รู้จักที่จะหยุดคิด หลบหลีกเราชอบเก็บสะสมสิ่งไม่มีคุณค่าต่อชีวิตของเรา
พื้นที่ของชีวิตเราหากไม่รู้จักจัดระเบียบให้เรียบร้อย ไม่มีพื้นที่ว่าง ๆ สำหรับพักใจบ้าง ก็จะทำให้ชีวิตของเราดูสับสนวุ่นวาย เรามาช่วยกันจัดเก็บพื้นที่ของชีวิตให้เป็นระเบียบเพื่อจะได้มีพื้นที่ว่าง ๆ ไว้สำหรับเก็บความสงบ เพื่อเพิ่มพื้นที่สันติสุข เก็บแต่สิ่งดี ๆ เป็นพื้นที่ว่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยความสุขสงบภายใน จัดระเบียบอารมณ์เพื่อเพิ่มความรู้สึกนึกคิดที่ดีต่อกัน จัดระเบียบการจับจ่ายเพื่อให้เกิดความพอเพียง เก็บกวาดความแค้นเคือง เพื่อเป็นการผ่อนจิตใจ เมื่อจิตใจสงบ ก็จะมีพื้นที่ขยับขยายออกไปเพื่อเพิ่มที่ว่างให้กับคนรอบข้าง ก้าวข้ามฝั่งไปด้วยกัน หากจิตใจไม่สงบพื้นที่ในใจเราก็จะแคบจนไม่มีใครเข้าถึงได้


สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสทรงเชิญชวนเราผู้ที่มีศรัทธาในองค์พระคริสตเจ้าไม่ให้หันเหความสนใจไปกับสิ่งภายนอก แต่เพื่อให้มีที่ว่างสำหรับพระเยซูคริสต์ “มอบความสุขและสันติสุขแก่กันและกัน” ใช่หรือไม่ ในค่ำคืนนั้นไม่มีที่ว่างกลางเมืองสำหรับการบังเกิดของพระกุมาร แต่กลับมีที่ว่างในหัวใจของหลายคนกลางทุ่งเลี้ยงสัตว์ ที่ทำให้การประสูติมาขององค์พระผู้ไถ่สมบูรณ์ ในวันนี้หัวใจเรายังมีที่ว่างเพื่อจะวางความรักและสันติสุขมากน้อยแค่ไหน ยังคงมีความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ชื่อเสียงตำแหน่ง การยกยอ เพื่อจะเก็บถ้วยรางวัลให้ล้นห้องหับอยู่หรือเปล่า? ในหัวใจเรายังเต็มไปด้วยความคิดแค้น โกรธเคืองเป็นไฟเผาจนทำให้ที่ว่างนั้นกลายเป็นซากร้างเปล่าไร้ประโยชน์หรือไม่?หัวใจเรายังเต็มไปด้วยสิ่งสร้างที่ไร้คุณค่ามากน้อยแค่ไหน? แท้จริงแล้วคริสต์มาสคือการมีที่ว่างเพื่อปล่อยวางและเป็นที่ว่างให้ทุกคนจะได้พักพิง และถ้าทำให้ทุกวันเป็นวันคริสต์มาสได้ สันติสุขจะบังเกิดกับเราทุกคนอย่างแท้จริง

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2562

ผ่านสู่ความชื่นชม


ผ่านสู่ความชื่นชม
เมื่อย่างเข้าสู่ฉางชา เมืองเอกของมณฑลหูหนาน ประเทศจีน นับเป็นอีกครั้งที่ได้มาเยือนประเทศที่กว้างใหญ่และผู้คนมากมายแห่งนี้ จากที่เราเคยได้ยินมากับหู ฟังการเล่าขานถึงความลำบาก ที่แสนติดตาตรึงใจจนกลายเป็นฝันร้ายของใครหลายคนที่เคยมาเยือน โดยเฉพาะเรื่อง “ห้องสุขา”  วันนี้ปรากฏว่าไม่มีอีกแล้วตามเสียงลือเสียงเล่าขานอันนั้น สะอาดสะอ้าน ไร้กลิ่น แต่ที่ยังหลงเหลืออยู่พอสมควรคือการสูบบุหรี่ไม่เป็นที่เป็นทาง เข้าใจได้ที่ประเทศจีนค่อนข้างหนาว บุหรี่จึงเป็นเครื่องบรรเทาได้พอสมควร ความเป็นระเบียบในเรื่องนี้ต้องรอเวลา ตามที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศว่า อีก 3 ปีจะไม่มีคนจนในจีนอีกต่อไป แต่สำหรับเรื่องมารยาททางสังคมของชนชาวจีนนั้น ขอเวลาอีก 30 ปี รับรองว่าจะไม่น้อยหน้าญี่ปุ่นแน่นอน คนจน 400 ล้านคน ผู้นำจีนขอเวลาแค่ 3 ปีเพื่อแก้ปัญหา แต่เรื่องกิริยานิสัยทางสังคมคือสิ่งที่ไม่เป็นที่ยอมรับของคนทั่วโลกนั้น จำเป็นต้องขอเวลานานสักหน่อย เพราะเขายอมรับความจริงว่าไม้แก่ดัดยาก จึงจำต้องใช้เวลาหล่อหลอมเยาวชนคนรุ่นใหม่ และคนกลุ่มนี้ก็จะเป็นพลเมืองกลุ่มใหญ่ในอนาคตข้างหน้าที่เต็มไปด้วยคุณภาพ



สิ่งที่เห็นต้องนับถือว่าผู้นำประเทศรู้จักวิธีการ ที่จะค่อย ๆ ปลูกฝังระเบียบวินัย โดยอาศัยเทคโนโลยีและเครื่องมือในการช่วยฝึกฝน การเข้าแถวขึ้นรถไฟ ขึ้นรถประจำทาง ต้องเข้าแถวรอสัญญาณว่าพร้อมจะให้รูดบัตรแตะตั๋วเข้าไป ผิดเวลาเพียงนาทีก็ต้องเปลี่ยนตั๋วรอรอบอื่นต่อไป การใช้เงินก็ผ่านการจ่ายด้วย QR Code เสียเป็นส่วนมาก ในขณะที่พ่อค้าแม่ขายยังมีเครื่องชั่งแบบโบราณ แต่มี Code รับเงิน การรักษาวัฒนธรรมของตัวเองให้แข็งแกร่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา ถ้าหากใช้คนควบคุมคนที่มีจำนวนมากย่อมต้องมีการต่อรอง การทุจริตก็เกิดขึ้น เราเห็นคนหนุ่มคนสาวจีนเริ่มแต่งตัวมีสีสันมากขึ้นแต่หาได้น้อยที่จะแต่งตัวแบบเซ็กซี่ จะว่าอากาศหนาวก็คงไม่ใช่ทั้งหมด มีการสร้างเขตเมืองใหม่ มีสิ่งก่อสร้างใหม่ ๆ ที่ดูเป็นระเบียบ ตามสถานที่ท่องเที่ยวเกิดขึ้นมากมาย ทางด่วนเสาสูงเสียดเขาที่เห็นในภาพ ก็มีโอกาสได้สัมผัสของจริง ที่ทำเสาสูงคือไม่ต้องทำลายภูเขาป่าไม้ แม้จะมีเจาะอุโมงค์บ้างทุกอย่างยังคงรักษาสภาพให้เหมือนเดิม  โรงแรมที่พักบางแห่งสะดวกสบาย บริการดีแม้จะพูดคุยติดต่อผ่านเครื่องแปลภาษา สมกับการที่ผู้นำของเขาประกาศว่า ประเทศจีนมีวัฒนธรรมที่เก่าแก่มาช้านาน จะต้องเป็นมหาอำนาจที่ทั่วโลกยอมรับ และจะไม่ยอมให้ใครมาดูถูกดูแคลนหมิ่นศักดิ์ศรีว่าเป็นประเทศไร้อารยธรรมอีกต่อไป

แน่นอนว่านี่เป็นการมอง ชม เพียงไม่กี่วัน เห็นในส่วนเล็ก ๆ เท่านั้น ยังคงไม่ได้ลึกซึ้งอะไรมากมายนัก แต่สิ่งนี้ก็ทำให้เรารู้ว่า คนเรานั้นหากปรับเปลี่ยนตัวให้ทันยุคทันสมัยโดยไม่หลงลืมรากเง้าเดิมนั่นทำได้ และถ้ารู้จักปรับประยุกต์ใช้ ความสุขความชื่นชมยินดีจะบังเกิดขึ้น หลักการหนึ่งที่ผู้นำประเทศนำมาใช้คือการวางแผนเพื่อเตรียมผู้คนให้สามารถพัฒนาตัวเองได้ โดยตั้งเป้าหมายว่า ปลายศตวรรษที่ 20 จะสร้างให้ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอยู่ในระดับมีกินมีใช้ สร้างสรรค์สังคมให้มีกินมีใช้ทั่วทุกด้าน และชี้นำด้วยทัศนะการพัฒนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ เพื่อปฎิรูปเศรษฐกิจการตลาดอย่างรอบด้าน โดยค้นคว้าและประสานหลักการของผู้นำในอดีตที่ผ่านมาทั้งสามรุ่นนำมาใช้ด้วยกัน จึงก่อให้เกิดการพัฒนามาจนถึงปัจจุบัน จะเห็นว่าประเทศที่กว้างใหญ่แห่งนี้ ได้มีการเตรียมทางให้กับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ตกยุคตกสมัย
แม้ว่าการใช้เครื่องมือสมัยใหม่มาสร้างระบบเพื่อให้เกิดระเบียบ แต่ในวันที่ระบบเกิดล่ม จิตใจของผู้คนต้องมั่นคงพอที่จะยอมรับ และอยู่ร่วมกันได้อย่างเห็นอกเห็นใจ มีเหตุการณ์หนึ่งที่ประสบพบเจอ ระบบการออกตั๋วรถไฟในเมืองฉางชาล่มเป็นชั่วโมง ผู้โดยสารต้องยืนเข้าแถวรออย่างยาวนาน จึงเกิดอาการไม่พอใจหงุดหงิด เข้าไปต่อว่ากดดันเจ้าหน้าที่ สิ่งที่เห็นคือเจ้าหน้าที่พยายามอธิบายเท่าที่ทำได้ แต่ก็ไม่สามารถจะระงับความโกรธนั้นได้เลย จนถึงกับต้องเสียน้ำตา ไหนจะเหนื่อยไหนจะเครียดเมื่อต้องรองรับอารมณ์ของผู้คนมากมาย เมื่อทุกคนเห็นน้ำตาของเจ้าหน้าที่สาวอารมณ์ที่แข็งกระด้างก็อ่อนลง และเข้าใจในภาวะเช่นนี้ที่ทุกคนก็ทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากรอการแก้ไขจากส่วนกลาง ใช่หรือไม่ จะอย่างไรเสียเครื่องก็ไม่มีหัวจิตหัวใจรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของคนได้เท่ากับคน เอไอที่ว่าเลิศก็ไม่ประเสริฐเท่ากับจิตใจของคนไปได้ สิ่งนี้ต้องผ่านการฝึกฝน ต้องอดทน ผ่านความทุกข์ยาก ผ่านความลำบาก ผ่านวันเวลา ไม่ใช่ผ่านการป้อนข้อมูลวิเคราะห์สังเคราะห์เพียงเท่านั้น หลักการหรือจะสู้หลักธรรมได้ นี่คือชีวิตที่งดงาม และจะได้รับความชื่นชมยินดีในที่สุด



เราเห็น เราชื่นชมวิธีการพัฒนาของผู้อื่น เราก็ต้องมาย้อนถามว่า วันเวลาผันเปลี่ยน โลกเปลี่ยนแปลงไป เราได้เตรียมตัวเตรียมใจ ฝึกฝนตัวตนเพื่อสร้างความชื่นชมยินดีให้กับผู้ใดบ้าง หรือเรายังจมอยู่ในโลกส่วนตัว คิดเห็นแต่ตนเองฝ่ายเดียวอยู่หรือเปล่า โดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง ไม่สนใจที่จะเอาวัฒนธรรมและธรรมชาติของท้องถิ่น น้ำใจของชุมชนมาผสมผสานกับความสร้างสรรค์ยุคใหม่ ความชื่นชมยินดีนั้นจะสมบูรณ์ต้องมาจากกลุ่มชน มิใช่เพียงแค่ลำพังคนเดียว....

วันอังคารที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2562

เวลาแห่งรัก


เวลาแห่งรัก
มีความรู้สึกว่าเราเพิ่งฉลองคริสต์มาสผ่านมาเอง แป๊บเดียวเรากำลังจะฉลองกันอีกแล้วหรือ??? วันเวลาผ่านมาแล้วผ่านไปรวดเร็ว เร็วจนหลงลืมบางสิ่งบางอย่างไว้ข้างหลัง เดือนสุดท้ายของปีวนเวียนมาอีกรอบ สิ่งต่าง ๆ รอบข้างกายเปลี่ยนแปลงไป มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น เปลี่ยนเร็วจนไม่มีเวลาจะจดจำของเก่าก่อน ทุกสรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนไป แต่หัวใจคนเรานั้นมั่นคงเปลี่ยนไปหรือไม่ สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในหนทางธรรมมีความดีเป็นเข็มทิศ แม้จะมีสิ่งเปลี่ยนแปลงมากเพียงใดก็มิอาจจะหวั่นไหว และมักจะหวนกลับไปสำรวจตรวจสอบตัวตนเสมอ ๆ ปราชญ์กรีกโบราณ โสเครติส กล่าวว่า “ชีวิตที่ไม่ถูกสำรวจตรวจตราไม่ใช่ชีวิตที่น่าอยู่” ชีวิตก็เหมือนเส้นทางที่ยังคงต้องสำรวจ เรามีเวลา 70-80 ปี บางคนก็สำรวจทุกซอกทุกมุม บางคนก็ไม่สำรวจมันเลย การสำรวจไม่ได้แปลว่า   จะชอบสิ่งที่พบเห็นตามทาง   แต่ก็อาจมีโอกาสพบเห็นเรื่องที่มีสีสันระหว่างทาง การสำรวจเส้นทางนี้คือ “การใช้ชีวิต” นั่นเอง


ผู้คนในสังคมวันนี้จะมีคนที่คอยสำรวจตัวตนมากน้อยสักเพียงใด เราส่วนใหญ่มักจะปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปกับเวลาและลู่ไปตามกระแสแห่งโลกวัตถุ โลกบริโภค ที่ฝังและยัดเยียดให้เราเดินไปในเส้นทางนั้น  เสนอความสุขแบบจอมปลอม จนทำให้สูญเสียความงามในชีวิตไปก็มาก ทำให้หลงทาง สร้างให้เราเป็นคนเก่งที่เห็นแก่ตัว เพื่อสร้างโลกแห่งการแข่งขันแล้วเรียกมันว่า “การพัฒนา” แอบอ้างคำสอนแห่งความยากจนด้วยการย้อนแย้งให้เสพสิ่งสวยงามของเปลือกวัตถุภายนอก ทั้งหลายทั้งปวงคือการหลอกล่อให้เราถอยห่างจากความรักที่แท้จริง แล้วก็ใช้มาตรฐานเชิงเศรษฐศาสตร์มาวัดค่าผลได้ผลเสีย “วัดจุดคุ้มทุน” นี่เป็นมาตรวัดที่ถูกต้องแล้วหรือ? บางทีเราก็พยายามสร้างตนเองเพื่อให้ได้มาตรฐานตามกระแสโลกโดยมิได้เหลียวแลคนอื่น ประเภทว่า “เก่งคนเดียว ดีอยู่คนเดียว” ในโลกแห่งความเป็นจริง บางสิ่งแม้อาจจะดูว่าไม่สมบูรณ์แต่มีความสุข และก้าวเดินหน้าอย่างสันติสุขมากกว่าการเดินบนความสำเร็จเพียงลำพัง

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีเกาะอยู่แห่งหนึ่งซึ่งรวบรวมความรู้สึกทั้งหมดอาศัยอยู่ด้วยกัน ความสุข ความเศร้า ความรู้และอื่น ๆ รวมไปถึงความรักด้วย
วันหนึ่งมีประกาศไปยังความรู้สึกทั้งหมดว่า “เกาะกำลังจะจม ดังนั้นทั้งหมดจงเตรียมเรือเพื่อที่จะหนีออกจากเกาะ” มีแต่ความรักเท่านั้นที่ตัดสินใจอยู่บนเกาะ ‘ความรัก’ ต้องการที่จะอยู่จนกระทั่งวินาทีสุดท้าย เพื่อช่วยเหลือทุกความรู้สึกให้ปลอดภัย
 เมื่อเกาะเกือบจะจมแล้ว ‘ความรัก’ จึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง ‘ความรวย’ แล่นเรือผ่านมา ความรวยได้ตอบว่า
            “ไม่ได้หรอกฉันรับเธอไม่ได้ เพราะเรือฉันหน่ะเต็มไปด้วยทองคำและเงินแล้ว จึงไม่มีที่ว่างให้เธอ"
ความรักจึงตัดสินใจจะถาม ‘ความเห็นแก่ตัว’ ซึ่งผ่านมาเหมือนกันด้วยเรือลำงาม “ความเห็นแก่ตัว ช่วยฉันด้วย” ความรักร้องขอ
“ฉันช่วยคุณไม่ได้หรอก ความรักคุณหน่ะเปียกทั้งตัว มันจะทำให้เรือฉันเปียกไปด้วย”
‘ความเศร้า’ ได้พายเรือเข้ามา ความรักก็ได้เอ่ยขอความช่วยเหลืออีก  “ขออนุญาตให้ฉันขึ้นเรือคุณด้วยนะ”
“โอ้...ความรักฉันกำลังเศร้ามากเลย ฉันต้องการอยู่คนเดียวขอโทษนะ” ความเศร้าตอบ
‘ความสุข’ ได้ผ่านความรักไปเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้ยินแม้แต่เสียงร้องเรียกขอความ ช่วยเหลือของความรักเพราะมัวแต่กำลังสุข แต่ทันใดนั้นเองก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา
“มานี่ความรักฉันจะรับคุณไปเอง” เป็นเสียงของคนแก่คนหนึ่ง
ความรักรู้สึกขอบคุณและดีใจเป็นอย่างมากจนลืมถามว่าใครคือผู้ใจดีคนนั้นเมื่อพวกเขามาถึงแผ่นดินที่แห้ง คนแก่ก็จากไปตามทางของเขา ความรักนึกขึ้นมาได้ว่าลืมถามชื่อชายแก่คนนั้น ความรักจึงถาม ‘ความรู้’ และคนแก่อื่น ๆ
“ใครกันเหรอที่เป็นคนช่วยฉัน” ความรู้ตอบว่า “เวลา”
ความรัก “แต่ทำไมเวลาถึงช่วยฉันได้หล่ะ” ความรู้ยิ้มในความรอบรู้ของตนเอง แล้วตอบกลับมาว่า

ก็เพราะว่ามีเพียงเวลาเท่านั้นที่จะเข้าใจว่าความรักนั้นยิ่งใหญ่แค่ไหน...”
บางทีชีวิตที่ผ่านมา เวลามักนำความรักมาให้ชีวิตเสมอ แต่เป็นเราเองที่มองไม่เห็นค่าของความรัก ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เข้ามาบดบัง โดยเฉพาะความรู้สึกแห่งยุคสมัยใหม่ ที่มองค่าความรักเป็นเพียงแค่ความ ‘คุ้ม ไม่คุ้ม’ เวลาที่เหลืออยู่ เวลาที่มีอยู่ ลมหายใจที่เข้าออก ได้บอกให้เราใช้เส้นทางชีวิตอย่างไร? ใช้เวลาสำรวจตรวจสอบตัวเองบ้าง เพื่อว่าเราจะได้รอดพ้นจากเกาะที่กำลังจะจมลงไปพร้อม ๆ กัน บางทีชีวิตที่ประสบความสำเร็จคือชีวิตที่มีความรัก ความเมตตา ความรู้  ความเข้าใจโลก ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ ไม่สร้างปัญหาให้ใคร ไม่เบียดเบียนใคร ทำให้สังคมดีขึ้น แล้วเวลาจะทำให้ความดีงามของเรางอกงามขึ้นในชีวิตของคนอื่นโดยไม่ต้องไปเอ่ยอ้าง.....

วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เราได้อะไรเมื่อพ่อจากไป


เราได้อะไรเมื่อพ่อจากไป
ความสุขของเราชาวคาทอลิก โดยเฉพาะพวกเราชาวเซนต์หลุยส์ ที่ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดบริเวณรอบวัดของเรา ขอให้เป็นความสุขที่จะนำความชื่นชมยินดี ที่จะนำพระพรที่เราได้รับมาเป็นกำลังใจให้เราก้าวไปในหนทางแห่งความดีงามตลอดไป หลายคนตื่นแต่เช้า อดทนต่อแดดลมร้อนอย่างไม่ท้อถอย หลายคนกระตือรือร้นในการลงทะเบียนและเฝ้าติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด หลายคนทำงานอย่างหนักเพื่อให้ช่วงเวลานี้ผ่านไปอย่างราบรื่น ในความความสมบูรณ์ที่เราคิดไว้ก็มีความไม่สมบูรณ์เกิดขึ้นได้เสมอ จากความกระตือรือร้นของบางคนกลับนำความเห็นแก่ตัวที่เอาเปรียบ เบียดบังโอกาสของผู้อื่นมาแทนที่ จะโดยเหตุผลเพียงเพื่ออยากจะเห็นพระองค์ให้ชัด อยากจะได้รูปพระองค์ท่าน อยากจะสัมผัส อยากจะเซลฟี่โชว์เพื่อน ๆ บางทีก็ทำให้ความสุขมวลรวมลดลงไปบ้าง ทั้งหลายทั้งปวงก็ถูกทลายลงด้วยรอยยิ้มของบิดาผู้น่ารักของพวกเรา ขณะทรงบนรถยิ้มแย้มหันซ้ายขวา โบกพระหัตถ์ไปมา เพื่อเราลูก ๆ ทุกคน


ทุกภารกิจที่มีตลอดระยะเวลาในแผ่นดินไทย เดินทางไปที่นั่นที่นี่ ชายอายุย่าง 83 ปี ร่างกายย่อมไม่สมบูรณ์ สีหน้าเหน็ดเหนื่อย เสียงลมหายใจดังผ่านลำโพงในมิสซาที่สนามศุภชลาสัย ทำให้เรารู้สึกสงสารพ่อจับใจ พ่อเดินทางมาแสนไกล พ่อที่ต้องแบกรับพระศาสนจักรสากลไว้บนบ่า พระสันตะบิดรพระองค์ทรงอดทนเพื่อลูก ๆ อย่างยิ่ง หลายคนไม่ลุกจากที่นั่งจนกว่าพ่อจะละสายตา เมื่อพ่อมาเป็นกำลังใจให้เราขนาดนี้ มีหรือที่เราจะลุกกลับบ้านก่อนที่พ่อจะลาลับสายตาไป และนี่คือผู้นำสูงสุด เราต้องมีสำนึกและมีมารยาทที่จะแสดงความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้ หาใช่พอได้รูปได้ภาพดั่งใจหมายก็เสร็จสิ้นกิจ นั่นอาจจะทำให้การมาอย่างเหน็ดเหนื่อยของพระองค์ท่านไร้ความหมาย
สิ่งสำคัญเราต้องถามตัวเองว่า “เราได้รับสารอะไรเป็นพิเศษ มีคำสอนอันใดที่เข้าไปอยู่ในจิตวิญญาณเราบ้าง” สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระองค์ท่านเปี่ยมด้วยพระปรีชาญาณอย่างยิ่งทุกที่ที่ตรัสในเมืองไทย ท่านฝากให้เรารักษาคุณค่าแห่งความเป็นไทย คุณค่าแห่งวัฒนธรรมความเมตตาอาทร และเพื่อให้เด็กไทยเติบโตขึ้นแบบมีรากที่แข็งแรง ได้พยายามรวบรวมนำมาเป็นบทรำลึกไว้ในโอกาสนี้


พี่น้องที่รักทุกท่าน เราทุกคนล้วนเป็นสมาชิกครอบครัวมนุษยชาติ ขอเชิญชวนทุกคนไม่ว่าจะมีตำแหน่งหรือสถานภาพใด ๆ ร่วมกันสร้างสรรค์และดำเนินการโดยตรงในการสร้างวัฒนธรรมโดยมีค่านิยมร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข (พระสันตะปาปาปราศรัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
เราทุกคนเป็นศิษย์ธรรมทูต เมื่อเราให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของครอบครัวขององค์พระผู้เป็นเจ้า และในเวลาที่เราได้แบ่งปันชีวิตอย่างแท้จริงเหมือนกับพระองค์ พระเจ้าไม่กลัวที่จะนั่งร่วมโต๊ะกับคนบาป เพื่อยืนยันว่ายังมีที่ว่างสงวนไว้สำหรับเขาที่โต๊ะงานเลี้ยงของพระบิดา และในโลกที่เป็น “บ้านอาศัย” ของเราทุกคน พระองค์ได้เคยสัมผัสบุคคลเหล่านั้นที่ถูกตีตราว่า พวกมีมลทิน และยังยินยอมให้เขาสัมผัสพระองค์ด้วย เพื่อที่เขาจะได้เข้าใจว่า พระเจ้าทรงสถิตอยู่ใกล้เขาและเขาเป็นผู้ได้รับพระพร (บทเทศน์ที่สนามศุภชลาสัย)
การที่ได้อยู่ในทวีปที่มีวัฒนธรรมและศาสนาที่หลากหลาย ทั้งยังมีความงดงามและความอุดมสมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังต้องเผชิญกับทุกข์ทรมานจากความยากจน และการถูกเอารัดเอาเปรียบในระดับที่แตกต่างกัน การพัฒนาด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วเปิดโอกาสมากมายเพื่อทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการเปิดให้กลุ่มบริโภคนิยมและวัตถุนิยมเติบโตเพิ่มมากขึ้นด้วย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่เยาวชน ท่านทั้งหลายได้แบกความวิตกของบรรดาสัตบุรุษไว้บนบ่า (โอวาทพระสันตะปาปาฟรังซิสแก่ สหพันธ์สภาบิชอปแห่งเอเชีย)
บางครั้งพ่อมองเห็นบรรดาเยาวชนและเหล่าต้นไม้ที่งดงาม มีกิ่งก้านสาขาแผ่ขยายขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สูงชะลูดไปเรื่อยๆ แต่หลังจากเกิดพายุขึ้น พ่อพบว่าพวกมันได้ร่วงหล่น ล้มลง และตายไป เพราะพวกมันปราศจากรากที่ลึก พวกมันแผ่กิ่งก้านสาขา โดยปราศจากการปลูกฝังที่มั่นคง จึงเป็นความเจ็บปวดของพ่อที่บางครั้งเห็นบรรดาเยาวชนได้ถูกแนะนำให้สร้างอนาคต ที่ปราศจากรากเหง้าต้นกำเนิดที่มา

สำหรับพวกเราที่จะเจริญเติบโตได้ต้องมีรากฐานที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุนเรา และช่วยให้เรามีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคง ลูกทั้งหลาย พวกลูกเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความหวัง มีความฝัน และมีคำถามใหม่ๆ อาจรวมถึงความสงสัยต่าง ๆ อีกด้วย พ่อขอเชิญชวนให้พวกลูกรักษาความชื่นชมยินดีให้มีชีวิตชีวา จงอย่ากลัวที่จะมองไปในอนาคตข้างหน้าด้วยความเชื่อมั่น จงหยั่งรากลึกลงในพระเยซูคริสต์ จงมองอนาคตด้วยความชื่นบานและไว้วางใจ ประสบการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกทราบว่า พระเจ้าแสวงหาลูก ทรงพบลูก และทรงรักลูกตลอดนิรันดร (บทเทศน์ในมิสซาเยาวชนที่อาสนวิหารอัสสัมชัญ)
เราควรนำไปไตร่ตรองเพื่อให้ชีวิตของเราที่ได้เห็นตัวแทนพระคริสต์บนโลกนี้และจะได้ทำตามที่ท่านได้ฝากคำสอนไว้ เพื่อว่าเราจะได้มีอะไรมาหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณบ้างในวันที่พ่อผู้นำจิตวิญญาณกลับไปสู่วาติกันแล้ว อย่าลืมว่า ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คือจิตวิญญาณความเป็นไทย อย่าให้ความสมัยใหม่เอาความเห็นแก่ตัวเข้าครอบครอง

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

วินาทีแห่งความเป็นมนุษย์


วินาทีแห่งความเป็นมนุษย์
ในทุกวันนี้เรากำลังถูกเครื่องมือสมัยใหม่เข้าครอบงำวิถีชีวิต ทำอะไรก็ต้องมีตัวช่วย จนบางครั้งทำอะไรกันไม่เป็นเลย เราคิดถึงแต่ตัวเอง ไม่เหลียวแล แต่เรียกร้อง ไม่ใส่ใจ แต่สะใจ ไม่มีเมตตา แต่มีอัตตา การเสด็จมาของสมเด็จพระสันตะปาปา บิดาที่รักยิ่งของเราได้นำแบบอย่างมาให้ซึ่งสำคัญมากกว่าการได้เห็นพระองค์ได้สัมผัสพระองค์เสียอีก ก่อนหน้าที่พระองค์จะเริ่มเดินทางเพียงวันเดียว (18 พ.ย.2019) พระองค์ทรงเลี้ยงอาหารกลางวันแก่คนยากจนและคนไร้บ้าน 1,500 คน ซึ่งเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2017 พระองค์ประกาศให้เป็นวันความยากจนโลก อาหารดี ๆ ถูกนำมาเสิร์ฟในห้องประชุมขนาดใหญ่ของวาติกัน นอกจากนี้ยังมีอาสาสมัครจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ มาช่วยงานอีกด้วย ก่อนหน้านี้มีการตั้งคลินิกเคลื่อนที่ในบริเวณจัตุรัสมหาวิหารนักบุญเปโตร เพื่อตรวจสุขภาพแก่คนยากจนและคนไร้บ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สมเด็จพระสันตะปาปา ถวายมิสซาบูชาขอบพระคุณ พร้อมทรงขอร้องให้คริสตชนช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระองค์เคยตรัสไว้เมื่อหลายปีก่อนว่า


“การจะรักคนอื่นเหมือนที่พระเยซูเจ้ารักและสอน เราต้องทำตามแบบอย่างของพระองค์ นั่นคือ เราต้องเดินบนหนทางของการกำจัดความเห็นแก่ตัวออกไปจากตัวเอง เมื่อกำจัดมันออกไปแล้ว เราก็ต้องออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ เพราะความรักแบบคริสตชนคือความรักที่จับต้องได้ ไม่ใช่ความรักที่เลื่อนลอย
อย่างไรก็ตาม เราต้องระวังคนที่นำเสนอความรักที่หลุดไปจากหลักคำสอนเรื่องพระวจนาตถ์มารับสภาพมนุษย์(การออกจากความเห็นแก่ตัวและก้าวไปรับใช้เพื่อนมนุษย์) เพราะพวกเขากำลังสอนความรักที่ไม่ได้ยึดหลักในพระเจ้า พวกนี้เป็นมโนคติที่ตั้งอยู่บนความรักและนำการที่พระคริสตเจ้าทรงรับสภาพมนุษย์ออกไปจากพระศาสนจักร มโนคติเหล่านี้จะสอนให้เราพูดว่า ใช่ ฉันเป็นคาทอลิก ฉันรักโลกใบนี้ แต่มันดูเป็นคำพูดที่บอบเบามาก เพราะความรักแท้จริงต้องจับต้องได้ สัมผัสได้ และต้องไม่ก้าวออกจากหลักคำสอนเรื่องพระวจนาตถ์มารับสภาพมนุษย์ พ่อจึงขอเตือนว่า ใครก็ตามที่ไม่ต้องการรักคนอื่นเหมือนที่พระคริสตเจ้ารักพระศาสนจักรด้วยการรับใช้และอุทิศชีวิตเพื่อคนอื่น เขาก็เป็นแค่รักแบบมโนคติ ความรักแบบทฤษฎีเท่านั้น” (PopeReport)


ความรักและความเมตตานั้นเครื่องมือทันสมัยต่าง ๆ ก็ทำแทนไม่ได้ บางทีแค่เพียงวินาทีเดียวที่เรามีความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัวนั้นสามารถช่วยผู้คนได้มากมาย ดังเช่นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันที่ 15 มกราคม​ 2009 เที่ยวบิน​ 1549 ของสายการบิน​ US Airway เครื่อง​ Airbus​ A320 มีผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด​ 155 คน​ บินจากสนามบินลากาเดียร์ในนิวยอร์ก​มุ่งหน้าไปเมืองชาร์ล็อตต์ในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า​ โดยมีกัปตันซัลลี่ (Chesley) เป็นกัปตันผู้ควบคุมเครื่อง หลังขึ้นบินไปได้เพียง​ 3​ นาที​ ที่ความสูง​ 2800 ฟุต​ 1549​ ถูกฝูงนกพุ่งเข้าชนจนเครื่องยนต์​ทั้งสองเสียการทำงาน​ วินาทีนั้นกัปตันซัลลี่มีทางเลือกไม่มากนัก​ ทางแรกคือนำเครื่องวนกลับไปสนามบินลากาเดียร์ อีกทางคือไปลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินทีเทอร์โบโร่​ แต่สุดท้ายซัลลี่เลือกที่จะนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินกลางแม่น้ำฮัดสัน


ที่น่าเหลือเชื่อคือเขานำเครื่องลงจอดได้อย่างปลอดภัยกลางแม่น้ำ 155​ คน​ ไม่มีผู้เสียชีวิตแม้แต่คนเดียว​ กัปตันซัลลี่ได้รับการยกย่องว่าเป็นฮีโร่​ แต่หลังจากนั้นไม่นานเหตุการณ์​พลิกกลับ กัปตันซัลลี่ถูก​ ntsb ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งของสหรั​ฐอเมริกา​ตั้งข้อกล่าวหาว่าตัดสินใจผิดพลาดในการเลือกที่จะนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินกลางแม่น้ำ​ แทนที่จะนำเครื่องวนกลับไปสนามบิน ntsb​ ใช้เครื่องจำลองการบินทดสอบว่าจริง ๆ แล้ว​ซัลลี่สามารถนำเครื่องไปลงจอดที่สนามบินทั้งสองได้อย่างปลอดภัย จากฮีโร่ผู้ช่วยชีวิต​ 155​ คน​ กลายมาเป็นกัปตันที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา​ และถ้าซัลลี่ผิดจริงเขาจะต้องถูกยึดใบอนุญาต​ ถูกไล่ออกโดยที่ไม่ได้รับสวัสดิการใด ๆ เลย


แต่สุดท้ายกัปตันซัลลี่พ้นข้อกล่าวหา​ เขาแก้ต่างว่ามันไม่ยุติธรรมสำหรับเขาที่เอาคอมพิวเตอร์​หรือหุ่นยนต์​ปัญญา​ประดิษฐ์​ (AI) มาเทียบเคียง​ เพราะเขาเป็นมนุษย์​ เครื่องจำลองการบินนั้นหันเครื่องกลับทันทีหลังจากเครื่องยนต์​ถูกนกบินชนจนพัง​ เหมือนรู้ไว้ล่วงหน้า​ ถูกโปรแกรมไว้ก่อนแล้ว แต่ตัวเขาไม่ใช่​ เขาไม่รู้ล่วงหน้า​เหมือนเครื่องจำลองการบิน​ เขาเป็นมนุษ​ย์ เขาต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับสถานการณ์​ตรงหน้า​ เขาขอเวลา​ 30 วินาทีสำหรับความเป็นมนุษย์ของเขา​ หลังจากนั้น​ ntsb ใช้เครื่องจำลองการบินทำการทดสอบอีกครั้ง​ โดยหันเครื่องกลับสนามบิน​ 30​ วินาทีหลังจากเครื่องยนต์​ดับ​ และผลจากการทดสอบคือเครื่องบินไม่สามารถบินไปถึงสนามบินได้นี่คือ​ 30​ วินาทีแห่งความเป็นมนุษย์ที่ช่วยให้อีกหลายคนได้รอดชีวิต (cr.ฝันเฟื่องเรื่องบอลเด็ก)
เราล้วนมีความเป็นมนุษย์​ เราอาจทำผิดพลาด​ เรามีอารมณ์​ ความรู้สึกเพราะเราไม่ใช่หุ่นยนต์​เราเป็นมนุษ​ย์ถึงแม้ว่าวันนี้โลกเราร่ำรวยขึ้น แต่ก็ยังมีผู้คนที่เป็นมนุษย์เหมือนเรายากไร้อีกมากมาย ถึงแม้ว่าเราร่ำรวยทรัพย์สิน แล้วน้ำใจเล่า เราร่ำรวยเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทุกวินาทีที่มีลมหายใจ นั่นคือ เรายังเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจแห่งรักและเป็นลูกของพระเหมือน ๆ กัน ...

วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

เก็บเกี่ยวความรู้สึก


เก็บเกี่ยวความรู้สึก
ในขณะที่เดินทางเพื่อทำกิจวัตรในทุกเช้า หลายครั้งเริ่มเห็นคนหน้าตาเดิม ๆ เดินทางร่วมกันบนเส้นทางเดียวกัน บางคนเดินสวนกัน แต่เราไม่เคยพูดคุยกัน นี่คือวิถีคนเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมี ที่พ้นผ่านไปโดยมิได้รู้สึกรู้สาต่อกัน จนกลายเป็นนิสัยที่เรามักไม่ค่อยจะใยดีต่อผู้คนรอบข้าง เรามักจะอยู่ในโลกของเรา ขึ้นรถได้ก็เอามือถือมาถูไถ เอาหูฟังมาสวมใส่ ตาก็จ้องมองดูโลกกว้างบนจอเล็ก ๆ ต่างคนต่างไม่เคยมองหน้ากลัวจะมีเรื่อง นานวันเข้าเราก็เริ่มที่จะไร้ความรู้สึกต่อคนที่อยู่ตรงหน้า ไปให้ค่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง พูดคุยได้แสดงความรู้สึกแบบฉาบฉวยได้อย่างไม่เคอะเขินในที่แห่งหนนั้นบนอากาศ นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าเราต่างคนต่างทิ้งขว้างความเมตตา ทิ้งขว้างน้ำใจดีต่อกัน เกิดความระแวงว่าคนนั้นจะคิดไม่ดีต่อเรา มองเราในแง่ไม่ดี จนบางครั้งต้องทำตัวอย่าไปแคร์คนอื่น ช่างเขาเถอะ เพื่อความสบายใจ กระแสสังคมกดดันให้เราต้องต่างคนต่างอยู่ อย่าไปวุ่นวายต่อกัน(บางกรณีถือเป็นเรื่องที่ควรทำ) แต่วันนี้เราเป็นแบบนี้กันทุกครั้งทุกกรณีไปจนหัวใจไร้ความรักไร้รากแห่งเมตตาไปเสียแล้ว



ในสายตาคนอื่นมองว่าเรา บางคนอาจจะเข้าใจผิดคิดร้ายต่อเรา ที่เห็นเราทำบางสิ่งบางอย่างไม่ได้อย่างใจเขา บางคนก็กลัวเราจะได้ดีกว่าเขาก็มี จึงใช้สายตาแห่งความริษยามองมา แล้วเราจะทำเช่นไร??? เพื่อว่าเมื่อคนอื่นมองเห็นเรา เขาจะได้เห็นความงาม ทั้งนี้ไม่ใช่ให้คนอื่นเห็นความงามของตัวตนเราและยกย่องเรา แต่เราต้องตระหนักว่าคนอื่นจะได้มองเห็นองค์แห่งความดีงามในตัวเราต่างหาก ส่วนใครจะมองเห็นเช่นไร ก็มิใช่เราอีกนั่นแหละที่จะไปเที่ยวกำหนดกฎเกณฑ์ เราทำดีให้ดีที่สุด และเชื่อมั่นว่าความดีนั้นอยู่ในสายพระเนตรของพระเจ้าเสมอ การดำเนินชีวิตยุคปัจจุบันไม่ง่ายนัก เราโชคดีที่มีผู้สืบสานคำสอนของพระคริสต์เพื่อให้ชีวิตของเรามุ่งสู่ความงามเสมอมา สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงเคยให้สัมภาษณ์พิเศษกับสื่อคาทอลิกภายใต้การดูแลของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งอิตาลี โดยมีเนื้อหาสำคัญได้นำมาแบ่งปัน เพื่อให้เรานำไปปฏิบัติในชีวิตจริง แบบอย่างที่ง่าย ๆ ที่จะนำสันติมาสู่สังคมโลก


พระองค์กล่าวถึงสังคมปัจจุบันว่า“ศัตรูที่น่ากลัวสุดของพระเจ้าคือเงิน ถ้าคุณคิดสักนิด พระเยซูตรัสไว้แล้วว่า เราจะรับใช้พระเจ้าและเงินพร้อมกันไม่ได้ พระเยซูให้สถานะเงินเป็นเจ้านายเช่นกัน เจ้านายสองคนคือพระเจ้าและเงิน เราต้องเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความจริงก็คือปีศาจมักจะเข้ามาทางกระเป๋าสตางค์ของเรา มันเหมือนเป็นเส้นทางที่ปีศาจชอบมาก ๆ จึงจำเป็นที่เราต้องสร้างพระศาสนจักรที่ยึดความยากจนเพื่อผู้ยากไร้ การประจญล่อลวงเจอแน่นอน! สิ่งที่พ่อเจอก็ไม่ต่างจากคนอื่นหรอก ปีศาจมักจะมาเจาะจุดอ่อนของเรา นั่นคือ ความไม่อดทน ความเห็นแก่ตัว และความขี้เกียจ”
“การเป็นคนอารมณ์ดีถือว่าเราได้รับพระหรรษทานจากพระเจ้า พ่อสวดขอพระเจ้าทุกวันให้พ่อเป็นคนอารมณ์ดี พ่อสวดบทภาวนาของนักบุญโทมัส มอร์ ด้วยนะที่สวดว่า “โปรดประทานให้ลูกเป็นคนขำขันอารมณ์ดี” พ่อสวดขอพระเจ้าโปรดช่วยให้พ่อหัวเราะบ่อย ๆ เวลามีคนมาเล่าเรื่องตลกให้ฟัง เพราะการเป็นคนอารมณ์ดีคือคติในการดำเนินชีวิตของพ่อด้วย”

พ่อเป็นภูมิแพ้พวกประจบสอพลอ มันเป็นโดยธรรมชาติเลยนะ! การประจบไม่ใช่เรื่องดี การประจบคนอื่นคือการใช้คนอื่นเพื่อปกปิดความต้องการแท้จริงของเราในการได้รับอะไรบางอย่าง น่าละอายมาก ... ส่วนเรื่องการพูดจาให้ร้ายตัวพ่อหน่ะหรือ พ่อรับได้ เพราะพ่อเป็นคนบาป พ่อรู้ตัว เวลาคนใส่ร้ายหรือนินทาพ่อ มันไม่ทำให้พ่อกังวลหรอกนะ”
“คำว่า “โรคหัวใจไร้ความรู้สึก” พ่อเรียนรู้จากพระสงฆ์อาวุโสท่านหนึ่งที่พ่อไปเยี่ยม ท่านสอนคำนี้ให้พ่อ นี่คือโรคที่เกิดกับคนยุคนี้ พ่อคิดว่าความเมตตาคือยารักษาโรคนี้ได้ บ่อเกิดของโรคนี้คือวัฒนธรรมทิ้งขว้าง คนที่ชอบพูดว่า “เราไม่ต้องการคนชรา เราส่งพวกเขาไปอยู่บ้านคนชราจะดีกว่า ส่งไปแล้วไม่ต้องเอากลับมานะ” คนพวกนี้แหละคือพวกหัวใจไร้ความรู้สึก คนอีกจำพวกที่หัวใจไร้ความรู้สึกก็คือพวกที่ชอบทำสงคราม”
เคล็ดลับในการรักษาการอุทิศตนอย่างไม่มีวันจบสิ้น “พ่อก็ไม่รู้นะว่าพ่อบริหารจัดการเรื่องนี้ได้อย่างไร แต่คิดว่าน่าจะมาจากการสวดภาวนา สิ่งนี้ช่วยพ่อได้มากเลย เพราะการสวดทำให้พ่อได้คุยกับพระเจ้า ไม่ว่าจะถวายมิสซา สวดทำวัตร หรือสวดสายประคำ ช่วยได้หมด การภาวนายังช่วยให้พ่อหลับลึกและหลับสนิทด้วย บางทีนี่อาจเป็นพระหรรษทานจากพระเจ้า พ่อนอนหลับเป็นตายเหมือนท่อนไม้เลย พ่อหลับสนิทนาน 6 ชั่วโมงทุกคืน บางทีนี่อาจเป็นเคล็ดลับทำให้พ่อสุขภาพดีก็ได้” (บางส่วนจากคำสัมภาษณ์พระสันตะปาปา แปลโดย Pope Report)
ในวันนี้เราจะตอบคำถามต่อตัวเราเองเสมอว่า เราได้ยิ้ม เราสงสาร เราสนทนา เราเห็นใจต่อผู้คนที่อยู่ข้าง ๆ บ้างหรือยัง??? อย่าไร้ความรู้สึกที่มีต่อกัน เพราะเราล้วนเป็นสิ่งสร้างที่แสนจะงดงามที่ถูกเลือกสรรมาอยู่บนโลกนี้ ทุกคนล้วนมีคุณค่าในแบบเฉพาะตัว อย่าไปดูถูก อย่าไปกดดัน อย่าไปข่มเหง จนทำให้ทั้งเราและเขาไร้ความรู้สึกที่ดีต่อกัน สร้างรอยยิ้มและมีเมตตาต่อกัน เพื่อเราจะได้เป็นส่วนหนึ่งแห่งความงามในวันแห่งประวัติศาสตร์ วันที่พ่อจะเดินทางมาพบลูก ๆ เราจะได้ระลึกถึงความรู้สึกในช่วงเวลาที่ดี ๆ ด้วยกันตลอดไป

วันเสาร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

ยุคเรียบไม่ง่าย


ยุคเรียบไม่ง่าย
ชีวิตแต่ละวันแต่ละช่วงเวลานาทีพ้นผ่านไปอย่างรวดเร็ว อากาศเริ่มเย็นจากความกดอากาศที่ต่ำลง หลายพื้นที่ทางตอนเหนือเริ่มหนาว เริ่มแห้ง ในกรุงเทพฯเช้า ๆ ก็เริ่มเย็นหน่อย ๆ หลายคนชอบอากาศแบบนี้ คนเมืองห่างหายจากอากาศหนาวมาหลายปี พออากาศเป็นแบบนี้จึงรู้สึกตื่นเต้น การเปลี่ยนแปลงของอากาศ การเปลี่ยนไปของสังคมปรวนแปรยิ่งนัก หลายอย่างผ่านมาสร้างความเจ็บปวด หลายคนพ้นผ่านไปด้วยคำพูดที่มีความกดดัน ทำให้เรากลายเป็นคนไร้แล้งน้ำใจ ยิ่งนับวันเรายิ่งต่างอวดเก่ง ไม่ใคร่จะฟังกัน ไม่ใคร่จะให้เกียรติกัน คนที่ทำงานอย่างเงียบ ๆ ก็ยังถูกกดดันด้วยการถูกตราว่าที่ทำไปก็เพื่อผลประโยชน์ โดยที่เรามักเอามาตรฐานส่วนตัวไปตีค่าคนอื่น สังคมจึงดูเหมือนคนดีคนทำงานที่ไม่อยากเด่นดังยังอยู่ยาก สันติสุขในใจคนอยู่ไหนหนอ!!!

แต่หากว่าเราผ่านวันเวลามาด้วยการยึดมั่นความดีงามไว้เป็นแก่นกลางของชีวิต มีความเรียบง่ายที่ช่วยประคองให้เราดำเนินชีวิตต่อไปได้ ไม่ว่าจะมีความกดดันเพียงใด เรา ย่อมผ่านมันมาได้ด้วยดี และเราก็เรียนรู้ว่า เราจะไม่กระทำต่อผู้อื่นเช่นกัน ในที่ที่มีความแข่งขันเราก็หลีกหนี ถ้าที่ใดมีความกดดันที่คนอื่นส่งผ่านมาให้เราก็หลบหลีกปลีกแยกตัวออกมา แน่นอนว่าการจะทำแบบนี้ได้ต้องฝึกฝนต้องอดทน และยึดคำสอนเป็นเครื่องโน้มนำจิตใจ สงสารก็แต่เด็ก ๆ สมัยนี้ที่ต้องเติบโตขึ้นมาจากความกดดันรอบทิศ ชีวิตของพวกเขาคงจะมีแต่ความเหน็บหนาว เราต้องช่วยกันเปลี่ยนแปลง
เราคงจะได้ยินคำว่า (บูลลี่) กำลังเป็นศัพท์แสงที่ใช้กันในแวดวงการศึกษา เด็ก ๆ มักจะบูลลี่กันในห้อง การกลั่นแกล้งหรือ Bullying เป็นการทำให้ผู้อื่นเจ็บตัว รู้สึกแย่ โดยพฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ที่มักถูกรังแกจากเพื่อนที่โรงเรียนหรือคนในครอบครัว ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมของเด็กที่ถูกกระทำ รวมถึงพฤติกรรมก้าวร้าวที่คนหรือกลุ่มคนที่มีความได้เปรียบทางใดทางหนึ่งกระทำต่อผู้ที่เสียเปรียบหรืออ่อนแอกว่า ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการใช้กำลัง การใช้คำพูดท่าทีทำร้ายจิตใจ การใช้แรงกดดันทางสังคม การนินทากล่าวร้าย วิจารณ์ในสังคมโซเชี่ยล
 นี่คือปัญหาที่ผู้ใหญ่อวดเก่งสร้างโลกที่อยู่ยากให้แก่คนรุ่นต่อไปแบกรับไว้ ซึ่งในความเป็นจริงทุกสรรพสิ่งสร้างล้วนมาจากความเรียบง่ายทั้งนั้น มีแต่คนยุคเราที่ใส่ความมักใหญ่ ใส่ความอยากเด่นอยากดัง อยากเป็นที่หนึ่งอยากมีตัวตน ต่างฝ่ายต่างกดดันกันจนมองข้ามความเรียบง่ายในชีวิตไปเสียสิ้น พระสันตะปาปา ฟรังซิส ตรัสเรื่องนี้ในหลายต่อหลายครั้ง ครั้งหนึ่งตอนที่เสด็จไปยังสักการะสถานแม่พระแห่งเชสโตโฮวา ประเทศโปแลนด์ ท่ามกลางสัตบุรุษที่มาร่วมมิสซากว่า 350,000 คนทรงเทศน์สอนว่า
พระเจ้าเสด็จมาหามนุษย์ในรูปแบบอันเรียบง่าย พระองค์ทรงลงมาบังเกิดในครรภ์ของสตรีคนหนึ่ง นี่ไม่ใช่การเสด็จมาแบบประกาศศักดาอันยิ่งใหญ่ พระเจ้าไม่เผยแสดงพระองค์ดุจดวงอาทิตย์ร้อนแรง แต่เลือกมาหามนุษย์ในแบบง่าย ๆ ในรูปแบบของเด็กทารกที่เกิดจากแม่ นี่คือวิถีของพระเจ้า กล่าวคือ มาแบบเล็ก ๆ  และเรียบง่ายมาก ๆ


            แม้ในการทำอัศจรรย์ครั้งแรก พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำเป็นเหล้าองุ่นที่เมืองคานา ก็ยังเป็นแบบเรียบง่าย พระเจ้าไม่ได้เลือกทำอัศจรรย์ให้คนจำนวนมากเห็น พระองค์ไม่เคยเลือกใช้คำพูดที่สร้างความเกลียดชังก่อนการทำอัศจรรย์หรือคำพูดที่ส่งผลไปยังผู้มีอำนาจของอาณาจักรโรมัน ในทางตรงกันข้าม อัศจรรย์แรกเกิดในหมู่บ้านเล็ก ๆ  และเกิดในงานแต่งงานของครอบครัวที่เป็นชาวบ้านธรรมดาด้วย
สิ่งนี้บอกเราว่า พระเจ้าไม่เคยห่างไกลจากมนุษย์ พระองค์อยู่ใกล้เราและอยู่ท่ามกลางเรา พระเจ้าทรงชอบปรากฏพระองค์ในสิ่งเล็ก ๆ ไม่เหมือนพวกเราใช่ไหมที่อยากเด่นดัง ทำอะไรต้องให้คนรู้เสมอว่าเราเป็นหนึ่งในเรื่องนี้ การยึดติดกับอำนาจ ความโอ่อ่า และต้องการให้คนรับรู้ จัดเป็นโศกนาฏกรรมของมนุษย์จริง ๆ นี่คือการประจญล่อลวงที่ร้ายแรงซึ่งตามติดเราไปทุกที่ขอให้เราดูแบบอย่างของพระเจ้า พระองค์ทรงรักที่จะทำสิ่งเล็ก ๆ ที่เราไม่สนใจ เพราะการทำแบบนี้คือการบอกว่า พระอาณาจักรจงมาถึง นี่คือการเผยแสดงพระอาณาจักรของพระเจ้า เฉพาะอย่างยิ่ง เผยแสดงความรักของพระองค์ให้มนุษย์ได้รับรู้

นอกจากนี้ อีกหนึ่งบุคคลที่เราต้องดูเป็นแบบอย่างก็คือ แม่พระ ผู้เต็มใจทำสิ่งเล็ก ๆ โดยไม่ปริปากบ่นเลย ดังนั้น ขอให้เราวอนขอพระหรรษทานจากพระเจ้าในการดำเนินชีวิตตามแบบแม่พระ ด้วยการรับใช้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ เราจะได้เรียนรู้ถึงความงดงามของการรับใช้คนอื่น โดยไม่สนใจความต้องการของตัวเราเอง ขอให้เราเปิดใจทำสิ่งนี้ด้วยความเรียบง่ายตามแบบฉบับของพระเจ้าด้วย (Cr.Pope Report)
การเตรียมต้อนรับองค์สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ที่กำลังจะมาเยือนประเทศไทยเรานี้ ส่วนตัวเราแต่ละคนได้เตรียมจิตใจด้วยความเรียบง่ายแค่ไหน หรือเราต่างกดดันกันและกัน เพื่อให้ได้ที่นั่งดีที่สุด เพื่อสะดวกสบายที่สุด และต้องให้ได้อย่างที่เราหวัง อย่าลืมว่า ยังมีคนเบื้องหลัง ที่ทำงานเงียบ ๆ เรียบ ๆ ง่าย ๆ เพื่อให้การณ์นี้สำเร็จอีกหลายคน และอีกหลายคนก็มิได้หวังจะได้รับสิ่งตอบแทนที่ดีที่สุด หวังเพียงความสุขใจในการทำงานเพื่อคนอื่น โปรดจำไว้ว่า ทุกอย่างจะเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่สุด ตามที่พระเจ้าปรารถนา สิ่งที่ดีงามย่อมเกิดขึ้นเสมอ

วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

หลายครั้งความจำเสื่อม


หลายครั้งความจำเสื่อม
ทุกช่วงเช้าหลังจากการตื่นนอน ขอบคุณพระเจ้าสำหรับวันใหม่แล้ว ก็เข้าสู่โหมดอ่านหนังสือ เพื่อให้สมองได้รับการบริหาร จะได้ไม่เป็นโรคความจำเสื่อม เพราะอายุเริ่มมาก อวัยวะบางส่วนย่อมเสื่อมสภาพลง เห็นหลายคนเริ่มหลง ๆ ลืม ๆ  คุยแต่เรื่องเดิมซ้ำมาซ้ำไป เราคนฟังก็รู้สึกรำคาญนิดหน่อย จึงไม่ปรารถนาจะให้ใครมารำคาญเราในวันข้างหน้า การอ่านจึงเป็นทางหนึ่งในการออกกำลังกายให้สมอง นอกจากหนังสือก็ยังอ่านข่าวสารติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ ยิ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชีวิตของคนที่หลงไปกับวัตถุเงินทองแล้วนำมาเป็นข้ออ้างอวดเก่งอวดเบ่ง ถาโถมใส่ผู้อื่นด้วยการเอาจำนวนเงินที่มีไปดูถูกหยามเหยียดอย่างน่ารังเกียจ กลายเป็นคนไม่มีที่ยืนในสังคม เราจะโทษใครคนใดคนหนึ่งไม่ได้ เพราะเราเองก็เคยตกหลุมติดหล่มอยู่กับกระแสแห่งความปรารถที่จะมีอย่างไม่สิ้นสุดจนบ่อยครั้งถึงกับฉุดรั้งไม่อยู่ หลายคนมีความรู้แต่ก็ไม่สามารถนำมาเพื่อเพิ่มความตระหนักรู้ เรายังละความสมถะไว้ข้างหลังให้ความโลภนำพา ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าต้องตกข้างทางเข้าสักวัน

เราเห็นข่าวแชร์ลูกโซ่เกิดขึ้นที่นั่นที่นี่บนโลกออนไลน์ทุกวัน โลกไซเบอร์ที่บอกความจริง ที่หาข้อเท็จจริงได้ง่ายกว่าเมื่อหลายสิบปีก่อน แต่หลายคนเลือกเอาความลวงมาประโลม และก็ตกเป็นเหยื่อแห่งความโลภ เพราะเพียงแค่หวังว่าจะรวย เผื่อว่าจะได้เม็ดเงินก้อนโตที่ลงทุนก่อนได้ก่อน แล้วเลิกก่อน ใครลุกช้าจ่ายรอบวง ใช้เงินต่อเงิน ใช้โลภต่อลวง สุดท้ายต่างคนต่างลุกวิ่งมาร้องขอความยุติธรรม ผ่านไปกี่สิบปี โลกวิวัฒน์สุดล้ำ การแฉกลโกงกลลวงให้รู้มีให้เห็นให้ดูให้รู้ แต่ก็ยังมีคนแบบเดิม ๆ หลงเชื่อตามคำเชิญชวนเกิดตามมา กาลเวลาผ่านไป เทคโนโลยีล้ำสมัยก็มิอาจจะทำลายความโลภลงได้
ในยุคที่เทคโนโลยีให้เราเรียนรู้กลโกงของคนอื่นได้ เราก็ยังชอบที่จะลงไปเสี่ยงดูเผื่อได้ เผื่อฟลุ๊ค ตรงเผื่อนี่แหละคือความโลภ เหมือนเราดูการเล่นมายากล รู้ทั้งรู้ว่าหลอกแต่ก็ยังชอบดู และพยายามจับผิดซึ่งก็ไม่เคยประสบความสำเร็จสักครั้ง เช่นกัน ทุกศาสดาที่บรรลุธรรมมีคำสอนให้เรารู้จักหลีกหนีความโลภ แต่ก็มีศาสนิกมากมายไม่สามารถรอดพ้นบ่วงลวงนี้ได้ ทำให้คิดถึง สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ผู้แทนของพระเยซูคริสตเจ้า ที่กำลังจะมาเยี่ยมเยือนพวกเราลูก ๆ พระองค์ดำเนินชีวิตแบบอย่างด้วยความสมถะ และถือความยากจน ด้วยการพักที่หอพักซางตา มาร์ธา (ไม่พักที่วังพระสันตะปาปา) เพื่อจะได้ถวายมิสซากับพี่น้อง และแบ่งปันพระวาจา เป็นสื่อที่ถ่ายทอดความดีงามออกมาจากพระองค์ทุกวัน ครั้งหนึ่งพระองค์เทศน์เรื่องเกี่ยวกับความโลภ วันนี้ขอนำมาแบ่งปัน เพื่อเป็นการเตรียมจิตใจพวกเราก่อนถึงวันเวลาที่จะได้พบกับพระองค์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า 


สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส ทรงถวายมิสซาเช้าในวัดน้อยประจำหอพักซางตา มาร์ธา พระวรสารกล่าวถึงพระเยซูทรงสอนว่า “จงระวังและรักษาตัวไว้ให้พ้นจากความโลภทุกชนิด เพราะชีวิตของเราไม่ขึ้นกับทรัพย์สมบัติของเขา แม้ว่าเขาจะมั่งมีเพียงใดก็ตาม” พระสันตะปาปาทรงเทศน์ให้ข้อคิดว่า
พ่ออยากเตือนใจเราทุกคนว่า เราไม่สามารถรับใช้เจ้านายสองคนได้พร้อมกัน นั่นคือ เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้าและเงินไปพร้อมกัน พระเยซูไม่ต่อต้านความร่ำรวย แต่พระองค์ทรงเตือนเราว่า อย่าฝากทุกอย่างไว้กับเงิน เพราะการทำแบบนี้คือความเสี่ยง มันคือการทำให้ศาสนากลายเป็นหน่วยงานประกันภัย นอกจากนี้ การยึดติดกับเงินยังนำไปสู่ความแตกแยก ดังที่เราเห็นในพระวรสารว่า พี่น้องแย่งมรดกกัน ขอให้เราพิจารณาดูว่า มีกี่ครอบครัวที่เรารู้จัก ที่สมาชิกในครอบครัวต่อสู้กันเพื่อแย่งทรัพย์สมบัติ สมาชิกเหล่านี้ไม่แม้แต่จะกล่าวคำทักทายกัน แต่พวกเขาเกลียดกัน พระเยซูตรัสชัดเจนว่า จงระวังและอยู่ให้ห่างจากความโลภทุกชนิด นี่คือสิ่งอันตรายมาก มันให้ความมั่นคงกับเรา แต่นี่ไม่ใช่ความมั่นคงที่แท้จริง ความโลภอาจทำให้เราสวดภาวนา ความโลภทำให้เราสวดขอพระเจ้าเพื่อความร่ำรวย ความโลภทำให้เราไปวัด แต่หัวใจของเราไม่ได้อยู่กับพระเจ้า ตรงกันข้าม ความโลภทำให้หัวใจของเรายึดติดกับความร่ำรวยทางวัตถุ

การยึดติดกับความรวยแบบไม่มีสิ้นสุด นี่คือความโลภ เมื่อใดที่หัวใจของท่านยึดติดกับความโลภ ท่านจะเกิดความต้องการไม่รู้จักจบ ความโลภคือพระเจ้าของคนที่ยึดติดกับความรวยแบบไม่รู้จักจบ ความโลภไม่ได้นำเราไปพบความรอดพ้นจากบาป แต่ต้องเป็นหัวใจที่ยึดติดกับความยากจน ดังบทสอนเรื่องผู้เป็นสุข (บุญลาภ) ที่พระเยซูตรัสสอนประการแรกว่า “ผู้ใดมีใจยากจนก็เป็นสุข” เราต้องอย่ายึดติดกับความรวย แต่เราต้องรู้จักแบ่งปันและช่วยเพื่อนมนุษย์ การช่วยเหลือผู้อื่นคือเครื่องหมายที่บอกว่า เราไม่ได้ตกเป็นเหยื่อของบาปแห่งการหลงบูชาสิ่งใดแบบไม่ลืมหูลืมตา (ข้อมูล Pope Report)
            ทุกชีวิตย่อมเคยหลงผิด เดินพลาด เข้าไปพัวพันกับความโลภ การอยากได้อยากมีจนเกินเลย เราเคยโลภจนจำสิ่งที่มีได้ไม่ครบ เราเคยสะสมจนลืมที่จะใช้บางสิ่งให้เกิดประโยชน์ ใช่หรือไม่ เรากำลังคดโกงต่อคนยากไร้และไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้สิ่งของนั้น เพียงเพราะมันดันมาอยู่ในการครอบครองของเรา เราโลภที่จะเป็นคนเก่ง คนรวย ด้วยไม่สนใจที่จะเป็นคนดี อย่าให้การทำความดีเสื่อมถอยไปจากชีวิต หันมาบริหารความดีงาม แสวงหาความสุขสันติในหนทางประจำวันไปพร้อม ๆ กัน

วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2562

กลับบ้านอย่างสุขใจ


กลับบ้านอย่างสุขใจ
การออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน ทำภารกิจประจำวันของเราแต่ละคนนั้น ย่อมมีความแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือเราต่างกระทำภารกิจนั้นให้แก่กันและกันโดยรู้ตัวบ้างและไม่รู้ตัวบ้าง และจะดีไม่น้อยเลยหากเราพยายามทำให้รู้ตัวบ่อย ๆ ว่าสิ่งที่เราได้กระทำอยู่นั้นมีประโยชน์ต่อผู้อื่นเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นนักบริหาร แม่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง รปภ. ไม่ว่าจะเป็นนักบวช พนักงานประจำ ทุกชีวิตต่างเอื้อเกื้อกูลกัน ยิ่งเราตระหนักถึงสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อผู้อื่นมากกว่าตัวเองมากเท่าใด เราจะกลับบ้านอย่างสุขใจทุกครั้งมากขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่ว่า รอหมดเวลาเพื่อรีบกลับบ้าน แล้วกลับไปจมปลักกับความทุกข์พร่ำบ่นว่าทำไมไม่ได้ไม่เป็นอย่างคนนั้นคนนี้ หรือนำความอิจฉาแบกกลับบ้านไปด้วย


ในสังคมปัจจุบันที่กระแสมักจะทำให้คนเราต่างต้องดิ้นรนให้ตนเองพ้นความยากลำบาก จนกลายเป็นว่าต้องทำทุกอย่างเพื่อหลุดพ้น ที่ไหนได้เราต่างก็สร้างความทุกข์สร้างปมให้กันและกันเพิ่มขึ้น เราต่างมีความเห็นแก่ตัวจนเกินขอบเขต เรามัวแต่สร้างอาณาจักรให้ตัวเองหลงลืมการสร้างอาณาจักรของพระไปเสียสิ้น บางครั้งเราต่างก็คิดว่าเราต้องสร้างเกราะสร้างกำแพงเพราะความกลัวว่าชีวิตจะไม่มั่นคง ยิ่งสร้างกลับยิ่งกลัวยิ่งกลวง และหยุดที่จะก้าวเดินในหนทางธรรม สิ่งแรกเราต้องคิดเสมอว่าเรามิได้อยู่คนเดียวลำพังในโลก เรามีกลุ่ม มีเพื่อน มีครอบครัวและเราต้องเดินก้าวไปด้วยกัน ใครกลัวใครล้มก้าวไม่ไหว ก็ช่วยกันประคอง เพื่อเราจะกลับบ้านด้วยกันอย่างสุขใจ
ครั้งหนึ่ง พระสันตะปาปาทรงให้เด็กนักเรียน พร้อมด้วยผู้ปกครองและครูอาจารย์กว่า 9,000 คนจากโรงเรียนของคณะเยสุอิตเข้าเฝ้า โดยช่วงแรก พระสันตะปาปาทรงเตรียมบทสคริปท์ที่จะพูดกับเด็ก ๆ ไว้แล้ว แต่พระองค์เปลี่ยนใจ โดยยกสคริปท์ขึ้นมาและกล่าวว่า “จริง ๆ แล้ว พ่อเตรียมสคริปท์ไว้ 5 หน้า แต่พ่อเปลี่ยนใจไม่ใช้ดีกว่า พูดตามสคริปท์มันน่าเบื่อ! พ่อขอพูดสด ๆ กับพวกหนูก็แล้วกัน” ...
หลังจากพูดเสร็จ พระสันตะปาปาทรงเชิญเด็ก ๆ ถามคำถามพระองค์ในสิ่งที่อยากรู้ แล้วพระองค์จะตอบพวกเขาแบบเป็นกันเอง เราไปดูกันว่า งานนี้ เด็กถามและพระสันตะปาปาตอบ จะสนุกขนาดไหน
เด็กถาม: “พระสันตะปาปา ฟรังซิส พระองค์เคยต้องการจะเป็นพระสันตะปาปาไหมคะ”
พระสันตะปาปาตอบ: “หนูก็รู้อยู่แล้วว่า ใครที่ต้องการเป็นพระสันตะปาปา คนนั้นย่อมสนใจตัวเองมากกว่าพระศาสนจักร ซึ่งพระเจ้าไม่ต้องการคนแบบนี้ สำหรับตัวพ่อเอง พ่อไม่เคยต้องการจะเป็นพระสันตะปาปาเลย”

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
เด็กถาม: “ทำไมพระองค์ไม่พักในวังพระสันตะปาปาคะ”
พระสันตะปาปาตอบ: “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายจิตน่ะ การอยู่ตามลำพังในวังพระสันตะปาปาทำให้พ่อไม่สามารถแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับเพื่อนพี่น้อง นิสัยของพ่อคือชอบอยู่เป็นหมู่คณะ (เพราะเป็นคณะนักบวชที่มีจิตตารมณ์อยู่เป็นหมู่คณะ) พ่อพยายามดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่หรูหรา ไม่ฟุ่มเฟือย เพื่อที่เราจะได้เหมือนกับผู้ยากไร้และยึดความยากจนแบบพระเยซู ... เด็ก ๆ ที่รัก พ่ออยากเชิญชวนหนู ๆ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย ลองดูรอบตัวเราซิ มีแต่ความหรูหรา เราถูกป้อนสิ่งฟุ่มเฟือยเข้าตัวทุกวัน ลองเปรียบตัวเรากับเด็กที่อดอยากหิวโหยดูซิ มันต่างกันมากนะ พวกหนูมีโอกาสดีและได้เกิดมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ก็จงอย่าทำตัวฟุ่มเฟือย แต่จงทำตัวให้เหมือนพระเยซูนะ”

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
เด็กถาม: “พระสันตะปาปาครับ พระองค์มีคำแนะนำให้ผมไหมครับ ถ้าผมตั้งใจทำสิ่งใดแล้ว มันล้มเหลวและไม่เป็นไปตามที่ฝันอะครับ”
พระสันตะปาปาตอบ: “มีซิ พ่ออยากบอกว่า จงอย่ากลัวความล้มเหลว ความงดงามของการก้าวเดินอยู่ที่จงอย่าหลีกเลี่ยงความล้มเหลว แต่จงหลีกเลี่ยง ‘การจมปลัก’ อยู่กับความล้มเหลว ถ้าล้มแล้วต้องรีบลุก จงลุกและก้าวเดินอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม มันคงแย่ถ้าเราก้าวเดินคนเดียว มันคงน่าเบื่อไม่น้อย ดังนั้น จงก้าวเดินไปพร้อมกับเพื่อน ๆ ที่รักเราและคอยช่วยเหลือเรา จงเดินไปกับพวกเขาจนถึงเป้าหมาย
เด็กถาม: “พระสันตะปาปายังติดต่อกับเพื่อน ๆ ที่บ้าน(อาร์เจนติน่า)ไหมคะ พระองค์คิดถึงเพื่อนบ้างไหม”
พระสันตะปาปาตอบ: “หนูจ๋า พ่อเพิ่งจะเป็นพระสันตะปาปาได้แค่ 2 เดือนครึ่งเองนะ แน่นอนว่า พ่อย่อมคิดถึงเพื่อน ๆ เพราะความทรงจำเกือบทั้งชีวิตของพ่ออยู่ที่อาร์เจนติน่า พ่อคิดถึงเพื่อนพี่น้องทุกคน บ่อยครั้ง เพื่อน ๆ ก็เขียนจดหมายมาคุยกับพ่อ สิ่งหนึ่งที่พ่ออยากบอกหนูก็คือ คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้นะ เราต้องมีเพื่อน นี่เป็นสิ่งสำคัญที่พ่ออยากสอนพวกหนูนะ” (ข้อมูล : Pope Report)
วันนี้เราได้คุยกับเพื่อนกี่คน คุยกันด้วยเรื่องอันใด คุยด้วยเรื่องความดีงามมากน้อยเพียงใด แล้วกลับถึงบ้านอย่างสุขใจหรือไม่ ถ้าไม่!!! ลองดูวันพรุ่งนี้อีกครั้ง แล้วพยายามนำความสุขกลับบ้านให้ได้ในทุกครั้ง

วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2562

ทำเลยไม่พร่ำเพ้อ


ทำเลยไม่พร่ำเพ้อ
              สำหรับประเทศญี่ปุ่น ที่เพิ่งโดนพายุไต้ฝุ่นฮากีบิสถล่ม ชนิดที่ว่ารุนแรงที่สุดในรอบ 60 ปี แต่ประเทศญี่ปุ่นก็ผ่านพ้นวิกฤติมาได้ด้วยความพร้อม ความมีวินัย การวางแผนที่ดี สื่อสารและทำตามคำแนะนำขององค์กรของรัฐอย่างจริงจัง ไม่พูดเยอะ ไม่อวดรู้ ไม่โวยวาย ไม่เรียกร้อง ร่วมมือร่วมใจกัน หลายภาพ หลายสื่อที่นำเสนอความมีวินัยและการจัดการที่รวดเร็ว ทำให้คนทั้งโลกรู้ถึงความสามัคคีและคุณภาพของคนญี่ปุ่น เราจึงเห็นความเสียหายไม่มาก และการฟื้นฟูที่รวดเร็ว ประเทศเขาเป็นประเทศที่ประสบภัยพิบัติบ่อยครั้งและหนักหนา แต่ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้พวกเขาเข้มแข็ง และพัฒนาเจริญเติบโตขึ้นด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง
             ถึงแม้ว่าประเทศญี่ปุ่นเคยถูกถล่มด้วยระเบิดปรมาณู ที่เมืองนางาซากิและฮิโรชิมา ทำให้เป็นประเทศพ่ายแพ้สงครามจนเกือบสิ้นแผ่นดิน เมื่อเริ่มตั้งต้นใหม่จึงร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศจนกลายเป็นประเทศผู้นำทางด้านเศรษฐกิจประเทศหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ประเทศเขามีความสงบสุขเพราะบทเรียนจากบาดแผลของสงครามทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของสันติ พระสันตะปาปาฟรังซิส ปรารถนาที่จะมาเยี่ยมเยียนให้กำลังใจ นำสันติสุขมาสู่คนญี่ปุ่น และสำหรับเราคนไทย ถึงแม้ว่าเรายังไม่ถึงขั้นสาหัสเหมือนคนญี่ปุ่น เราเป็นเพียงกลุ่มคนเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งในประเทศนี้ แต่เราก็มีความสงบภายใต้พระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์ตลอดมา ก่อนที่พระองค์จะเสด็จมาเยือนพวกเรา เราจึงควรสร้างความหวังและสันติสุข นำแสงสว่างแห่งความรักฉายแสงสู่สังคมเพื่อให้ทุกคนที่อยู่รายล้อมเรา จะได้พบกับความสุขที่แท้จริง เพื่อให้การมาเยือนของสันตะบิดรเปี่ยมไปด้วยความสุข
           ในความจริงพระสันตะปาปาพระองค์นี้มีพระชนมายุเยอะพอสมควร ร่างกายมิได้แข็งแรง แต่หัวใจของพระองค์ท่านนั้นแกร่งยิ่งนัก พร้อมที่จะมาหาลูก ๆ ผู้ห่างไกล สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส เคยประทานการสัมภาษณ์ในหัวข้อการเสด็จเยือนต่างประเทศ พระองค์ยอมรับว่า ช่วงเริ่มสมณสมัย พระองค์วางแผนว่า ไม่ต้องการเดินทางไกลมากเกินไป (อาทิ ต่างประเทศ) แต่หลังจากได้ไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยที่เกาะลัมเปดูซ่า ประเทศอิตาลี ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ปี ค.ศ. 2013 พระองค์ทรงเปลี่ยนความคิดทันที เพราะพระองค์สัมผัสได้จากข่าวต่าง ๆ ที่ถูกเผยแพร่ออกไปว่า การที่พระสันตะปาปาไปเยี่ยมสัตบุรุษตามที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้สิ้นหวัง มันเป็นการช่วยฟื้นฟูความหวังให้กับสัตบุรุษที่ได้พบพระสันตะปาปาอย่างแท้จริง พระสันตะปาปายังกล่าวด้วยว่า “พ่อไม่เคยชอบการเดินทางบ่อย ๆ ตอนเป็นพระสังฆราชที่บัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา พ่อเดินทางมากรุงโรมเฉพาะงานที่จำเป็นและพ่อเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ สำหรับพ่อ มันเป็นเรื่องหนักเสมอที่จะต้องออกจากสังฆมณฑลของตน เพราะสำหรับสังฆมณฑล พระสังฆราชคือ “คู่ชีวิต” ของสังฆมณฑลเลยนะ”
           การเยือนต่างประเทศครั้งแรกของพระสันตะปาปาฟรังซิส คืองานเยาวชนโลก 2013 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล ครั้งนี้พระสันตะปาปายอมรับว่า “งานนี้ถูกกำหนดไว้ก่อนที่พ่อจะได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปา และแน่นอน งานเยาวชนโลกเป็นหน้าที่สำหรับพระสันตะปาปาที่ต้องไปร่วมงาน งานนี้ไม่มีข้อสงสัยเลย ยังไง พ่อต้องไปอยู่แล้ว” พระสันตะปาปาทรงกล่าวติดตลก เวลาไปเยือนประเทศต่าง ๆ “หลายครั้ง ผู้คนจะตะโกนต้อนรับพ่อด้วยคำว่า “โฮซานนา” ปฏิกิริยาของพ่อเวลาได้ยินเขาตะโกนคำนี้ก็คือพ่อจะนึกถึงเหตุการณ์ในพระวรสาร ฝูงชนเริ่มต้นด้วยการตะโกนโฮซานนาเพื่อต้อนรับ แต่ตอนจบ เขาอาจจะตะโกนว่า “เอามันไปตรึงกางเขน” ก็ได้นะ”
           พระสันตะปาปาฟรังซิส ทรงยกสิ่งที่สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ตรัสไว้เกี่ยวกับการเสด็จเยือนต่างประเทศ มาเป็นสิ่งเตือนใจพระองค์ นั่นคือ “ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่พ่อเหนื่อยกับการยกมืออวยพรฝูงชน” คำพูดนี้ทำให้ พระสันตะปาปาฟรังซิส เข้าใจอย่างถ่องแท้เลยว่า ทำไมพระสันตะปาปาต้องเยือนต่างประเทศ
      พระสันตะปาปา ยังแบ่งปันด้วยว่า พระองค์ยังไม่ตัดสินใจจะเสด็จเยือนประเทศในโลกตะวันตกประเทศใด แต่ในใจของพระองค์ ทรงต้องการจะไปเยือน “ประเทศชายขอบที่หลายคนมองข้าม” มากกว่า เพราะประชาชนในประเทศเหล่านี้จะได้ประโยชน์อย่างมาก สุดท้าย พระสันตะปาปายอมรับว่า “วิธีการเข้าหาฝูงชน” ของพระองค์สร้างปัญหาให้ทีมรักษาความปลอดภัย เพราะพระองค์ไม่ต้องการใช้รถที่มีกระจกกันกระสุน และต้องการสัมผัสฝูงชนแบบใกล้ชิดที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม พระสันตะปาปาฟรังซิส ย้ำว่า พระองค์จะไม่เปลี่ยนแปลงวิธีการนี้ เพราะพระสันตะปาปาคือนายชุมพาบาลและบิดา ดังนั้น มันต้องไม่มีสิ่งกีดขวางพระสันตะปาปากับประชาชนของพระองค์ ถึงมันจะเสี่ยงภัย แต่พระเจ้าจะจัดการทุกสิ่งเอง (ข้อมูล Pope Report)

          แบบอย่างของคนญี่ปุ่นและพระสันตะบิดรของเราคือ การลงมือทำ ไว้ใจในพระ ไว้ใจในกันและกัน ไม่บ่นพร่ำเพ้อ ชีวิตแบบนี้จึงเป็นชีวิตที่จะเดินสู่สันติสุขอย่างแท้จริง ความมีวินัยอย่างหนึ่งที่แสนง่ายในชีวิตเราคือ การไม่พูดเยอะ ไม่บ่น แต่วางใจในพระและลงมือทำตามที่พระจิตเจ้านำทางหรือดลใจ สิ่งไหนทำแล้วสุขใจสิ่งนั้นคือทางแห่งความงาม...