วันเสาร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2564

เปิดวิหารในตัวตน

 

เปิดวิหารในตัวตน

>>> บทหนึ่งซึ่งจริงเสมอคือคนที่ชอบโอ้อวด เมื่อถึงเวลาต้องลงมือทำมักทำไม่ได้ดังคุยไว้

เป็นธรรมดาของโลกใบนี้ที่จะมีผู้วิจารณ์ ใส่ความเห็น ชอบติ

โดยที่ไม่เห็นใจคนที่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างสุดความสามารถ

และเป็นสัจจธรรมที่คนอวดฉลาดเกินใคร มักจะกลายเป็นตัวตลกในสายตาของผู้คน <<<

โลกนี้บางทีก็มีอะไรที่ย้อนแย้งกันเสมอ ในวันที่เราไม่สามารถมาเข้าร่วมพิธีมิสซาที่วัด ต้องร่วมแบบออนไลน์ที่บ้าน จนบางคนเสพติดก็ร่วมมิสซาออนไลน์ชนิดที่ต้องวนดูที่นั่นที่นี่ทั้งวัน และก็นำมาเปรียบเทียบว่าวัดนั้นวัดนี้ถ่ายทอดดีกว่า หรือหนักหน่อยก็วิจารณ์ว่าทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมนักขับร้องไม่ใช้เพลงนั้นเพลงนี้ ทำไมคุณพ่อเทศน์เหมือนไม่ได้เตรียม ทำไม ทำไม เยอะแยะไปหมด แท้จริงเราเข้าร่วมมิสซาออนไลน์เพื่ออะไร? เพื่อความบันเทิงหรือ!! เพื่อลดความว่างหรือ!! มองในอีกด้านหนึ่ง นี่เป็นทางเลือกที่ดีทีเดียวในโลกยุคสื่อครองเมือง เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อความศรัทธา โดยไม่จำเป็นต้องไปอวดฉลาด วิจารณ์ นินทากันลับหลัง


แต่เมื่อวัดเปิดแล้ว ก็อย่างลืมเปิดใจ เปิดวิหารในตัวเรามาหาพระที่วัด
ปล่อยวางอคติ ปล่อยวางความอวดเก่ง ลดละเลิกความอวดรู้ลง  เข้ามาอ่อนน้อมกับพระเจ้าด้วยห้วใจอันอ่อนโยน และมองดูการจัดการของแต่ละวัดด้วยความเห็นใจ เข้าใจกัน ในยามที่เราต้องเผชิญหน้ากับสภาพของวิถีใหม่ไปด้วยกัน เพราะแท้จริงแล้ว พระเจ้าไม่ปรารถนาสิ่งใดจากเราเลย อย่าหลงใหลความฉลาด อย่างหลงไปในกระแสแห่งการสะสมทรัพย์สินเงินทอง เปิดวิหารในตัวเราออกให้กว้างขึ้น สำคัญกว่าการเปิดวัด

หนุ่มนายหนึ่งขึ้นสวรรค์เข้าเฝ้าพระเจ้า เขารู้สึกน้อยใจ จึงตัดพ้อว่า ไม่เห็นบอกกล่าวล่วงหน้า ก็เรียกมาขึ้นสวรรค์ ไม่ได้เตรียมการอะไรเลย หลายเรื่องยังไม่ได้สะสาง” พระเจ้าตอบว่า เราบอกล่วงหน้าแล้วนะ ส่งอีเมล์ไป 3 ฉบับ เธอไม่ได้รับหรือ?” หนุ่ม เปล่าครับ ผมไม่ได้รับ  พระเจ้า  เธอรู้สึกเหนื่อย เครียด ไม่มีชีวิตชีวาบ้างหรือเปล่า?” หนุ่ม อ้อ นี่ก็คืออีเมล์จากพระองค์เหรอครับ ผมได้รับครับ  พระเจ้า  เธอรู้สึกเหงา เศร้า ยามอยู่คนเดียวบ้างมั๊ย ?” หนุ่ม ครับ ผมได้รับครับ  พระเจ้า เธอรู้สึกว่าฉลาดเกินใคร ๆ บ้างจนหลงในความเก่งของตัวเองบ้างหรือเปล่า จนพูดคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง?” หนุ่ม  ใช่ครับ นี่ก็เป็นอีเมล์ 3 ฉบับของท่าน พระเจ้า ถูกต้องแล้ว เราก็บอกเธอล่วงหน้า แต่เธอไม่สนใจอ่านเอง


หนุ่มจนแต้ม ก็เลยขอร้องพระเจ้าว่า ขอเวลาผมสักหน่อย ให้ผมกลับไปสะสางเรื่องต่าง ๆ ท่านจะเอาเท่าไหร่ก็ได้  พระเจ้าชู 1 นิ้ว คนหนุ่ม “ 1หมื่น ? 1แสน หรือ 1ล้าน ? ผมสามารถหาให้ท่านได้ด้วยสมองอันฉลาดของผม  พระเจ้าสั่นหัว ตอบว่า “1 บาท หนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจมาก “1 บาท ง่ายมาก ผมจะถวายให้เดี๋ยวนี้เลยครับ

แต่เขาค้นหากระเป๋ากางเกง กระเป๋าเสื้อ คิดหาวิธีให้ได้เงิน 1 บาทนั้นมา ก็หาไม่ได้สักบาท พระเจ้า นี่แหละคือชีวิต เงินทอง เกิดมาไม่สามารถเอามาได้ ความฉลาดของเธอก็เช่นกัน ตายแล้วไม่สามารถเอาไปได้ ตอนมีชีวิตอยู่ มัวหาแต่เงินไม่สนใจใจคนรอบข้าง ถึงจะเห็นอีเมล์ 3 ฉบับของพระเจ้า ก็สายเกินไปแล้ว

พระเจ้าเตือนเราเสมอ แต่เราไม่สนใจ เพราะใจเราสาละวนกับการกอบโกย การอวดรู้ อวดฉลาด  บางทีเราฉลาดที่จะโต้ตอบกับพระเจ้า มีข้ออ้างสารพัดสารพัน คิดว่าสวรรค์อยู้แค่เอื้อม คิดว่ารู้วิธีที่จะไปสวรรค์ เพราะฉลาดพอ แต่บางครั้งเวลาของพระเจ้า การเตือนของพระเจ้าก็มาแบบที่เราไม่ทันตั้งตัว เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรเป็นของเรา แม้แต่เวลา

วันเสาร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2564

มองข้าม

 มองข้าม

>>> ความเคยชิน ทำให้เรามองไม่เห็นอัศจรรย์ หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต

 ความคุ้นเคย ทำให้เราละเลยใส่ใจห่วงใยคนรอบข้าง จวบจนวันที่ไม่มีแม้เงาให้มองเห็น

ความจำเจ ทำไปวัน ๆ ขาดแรงบันดาลใจที่จะทำให้เรามองเห็นความงามรอบตัว <<<

เคยสังเกตตัวเองว่าในวัน ๆ หนึ่ง เราเสียเวลาไปกับการถู ๆ ไถ ๆ  เครื่องมือถือมากเกินไป มาคิด ๆ ดู วันหนึ่งเราจมอยู่กับมันสัก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เดือนหนึ่งเราหมดเวลาไป 60 ชั่วโมง แล้วปีหนึ่งล่ะ(คิดในใจ) เท่าไหร่ หากเอาเวลาที่หายไปนี้ มาทำอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง นำมาพัฒนาศักยภาพในการทำงาน อ่านหนังสือหาความรู้ หรือนั่งคุยกับคนในบ้าน ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ปรึกษาหารือปัญหาที่ประสบพบเจอ แต่เอาเข้าจริง ณ วันนี้ เราต่างคนต่างก้มหน้าก้มตา เสพติดมีเดียจนหลงลืมที่จะพูดคุยกัน มีความเป็นส่วนตัวสูง ใจลอยอยู่กับคนไกล ทำตัวสนิทกว่าคนใกล้ แล้วก็คิดกันว่า สิ่งที่ทำอยู่นี้ นี่แหละหนทางสร้างตัวตน

          ถึงวันนี้เป็นเรื่องยากที่จะถอยห่างจากสื่อมีเดีย เพราะมันกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วเราจะทำเช่นไร!!! ที่จะใช้ส่วนนี้ให้เกิดประโยชน์ โดยมิต้องสูญเปล่าไปกับเรื่องราวชาวบ้าน ไม่สูญสิ้นศรัทธาในคุณค่าความเป็นคนของคนที่อยู่ตรงหน้าเรา หรือทำให้มีคุณค่าต่อทุกคนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ ที่สุดเรากล้าที่จะพัฒนาความดี ความเมตตาของเราสู่คนอื่นเพิ่มมากขึ้นหรือไม่? หรือยังคงย่ำอยู่กับที่ หลงไปกับความสำเร็จแบบเดิม ๆ ทั้งในเรื่องจิตใจ จิตวิญญาณ เราคิดว่าเรามีศรัทธา มีความเชื่อดีแล้วหรือ จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติม สวดทุกวัน เข้าวัดทุกอาทิตย์ จะเอาอะไรอีก!!! ถ้าคิดเพียงแค่นี้ เรากำลังตาบอดทางจิตวิญญาณลงเรื่อย ๆ แบบไม่รู้ตัว

หนุ่มชาวบ้านวัยฉกรรค์คนหนึ่งสมัครเป็นคนตัดฟืน ให้กับผู้ใหญ่ประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในวันแรกของการทำงานเขาเดินเข้าป่าด้วยความมุ่งมั่น และตัดต้นไม้เพื่อทำเป็นฟืนได้ถึง 20 ต้น เย็นวันนั้น ผู้ใหญ่บ้านชื่นชมเขา เพราะเขาสามารถตัดต้นไม้ได้มากที่สุดในบรรดาคนตัดไม้ด้วยกัน เขาจึงคิดว่าเขาต้องทุ่มเททำให้ดีขึ้นอีก

ในวันรุ่งขึ้นเขามุ่งเข้าป่าเพื่อตัดต้นไม้แต่เช้า จนถึงเย็นเขาตัดต้นไม้ได้ 18 ต้น แต่ผู้ใหญ่บ้านก็ยังชื่นชมในความตั้งใจของเขา เช้าวันรุ่งขึ้นเขาเริ่มทำงานเช้ากว่าเดิม และตัดไม้จนแทบจะไม่ได้พัก ตกเย็นปรากฎว่าเขาตัดต้นไม้ได้เพียง 16 ต้นเท่านั้น เขารู้สึกเศร้าใจมากที่ทำงานเต็มที่แล้ว แต่กลับทำได้ไม่ดี และรู้สึกผิดจึงเดินไปขอโทษผู้ใหญ่บ้าน หลังจากได้รับการขอโทษจากคนตัดไม้แล้วผู้ใหญ่บ้านก็ถามคนตัดไม้ว่า  “เธอลับขวานครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” 

ผมไม่ได้ลับขวานเลย เพราะแค่ตัดต้นไม้ให้ได้ตามที่ต้องการ ก็แทบจะไม่มีเวลาพักแล้วชายคนนั้นตอบ ผู้ใหญ่บ้านจึงสอนชายคนนั้นว่า หากเธอเสียเวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อลับขวานให้คมอยู่เสมอ เธอคงจะตัดต้นไม้ได้มากกว่านี้ และเหนื่อยน้อยกว่านี้ด้วย #สายธารแห่งปัญญา

              เราต้องหมั่นพัฒนาจิตวิญญาณความใจดีมีเมตตาเสมอ เพิ่มพูนให้เข้มแข็ง ก็เหมือนกับการลับขวานให้คมอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้เราเดินหน้าสู่ความชื่นชมยินดี และที่สุดเราต้องไม่หยุดที่จะช่วยฉุดรั้งผู้คนรอบข้าง ให้ลุกขึ้นก้าวเดินไปด้วยกัน เก่งคนเดียวก็เท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วพระเจ้าทรงให้เรามาอยู่ร่วมกัน ให้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ใครป่วยเราต้องดูแล ใครต้องการความช่วยเหลือเราต้องพร้อมที่จะช่วย  และเหนือสิ่งอื่นใด เราไม่จำเป็นต้องหักโหมให้ได้มาซึ่งสวรรค์ บางทีจะทำให้จิตใจเรา อ่อนล้า และไร้เรี่ยวแรงที่ก้าวเดินต่อไป

วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ขอ…จนเหลือขอ

 

ขอจนเหลือขอ

>>>บางทีความอ่อนแอของคนเราก็มาจากการเรียกร้อง ไม่ยอมลงมือทำหรือแก้ปัญหาเอง

เมื่อขอใครไม่ได้ ก็ขอและเรียกร้องเอาจากพระเจ้า จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนบานศาลกล่าว

เมื่อไม่ได้ดังขอก็ต่อว่าต่อขาน เลิกนับถือ เลิกเชื่อ ทั้ง ๆ สิ่งที่ขอนั้นบางทีก็เหลือขอ>>>

หลายครั้งในระหว่างออนไลน์มิสซาของวัดเซนต์หลุยส์ จะพบข้อความหนึ่งขึ้นมาว่า “สงสารผมเถิด ผมตกงานและต้องเลี้ยงลูกอีก ขอเมตตาสักครั้ง ….” พร้อมเบอร์บัญชี หลายคนสงสารก็ส่งเงินไปช่วยเหลือ ในฐานะที่ดูแลเรื่องนี้เมื่อเห็นก็ต้องรีบลบรีบบล็อกเพื่อไม่ให้ผู้ร่วมมิสซาออนไลน์เห็นข้อความนี้ เคยลองโอนเพื่อตรวจสอบดูแล้ว ข้อความลักษณะนี้จะใช้วิธีเปลี่ยนชื่อในเฟสบุ๊คไปเรื่อย ๆ ก็คนเดียวกันนี่แหละ ที่สำคัญยังไปขอความช่วยเหลือตามเพจวัดที่ออนไลน์ ตามเพจที่ถ่ายทอดสด มีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง เป็นการขอทานที่ทันสมัย เรียกว่า ขอทานออนไลน์ และด้วยความใจดีมีเมตตาของคนไทยเรา ก็มักจะมีผู้ให้โดยบริสุทธิ์ใจ สบายใจได้บุญได้กุศลกันไป


หลายครั้งหลายกรณีก็เป็นเช่นข่าวเกิดขึ้น เมื่อมีคนใจดีย่อมโอน ย่อมจ่าย สายเปย์ ให้กับใครคนใดคนหนึ่งในโลกออนไลน์ โดยหวังจะผูกมิตผูกจิตให้ซาบซึ้งและมาคบหากัน แต่เมื่อผ่านไปก็มักจะสูญเสียเงินฟรี ๆ จะฟ้องร้องก็มิได้เพราะให้โดยเสน่หา จากช่องโหว่ช่องว่างตรงนี้จึงเกิดผู้ขอเกิดขึ้นมากมาย ได้มาง่าย ๆ จนกลายเป็นการติดนิสัยขี้ขอ และงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร ใช่หรือไม่ หลายคนก็ติดนิสัยขอ ได้นี่แล้วก็อยากได้นั่นอีก ได้ตำแหน่งนี้แล้วก็อยากได้ตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้นไปอีก ขอกันไปเรื่อย ถ้าขอไม่ได้ก็ใช้การทุจริตติดสินบน นิสัยแบบนี้เวลาเกิดปัญหาอะไรก็มักจะแก้ปัญหาไม่เป็น สุดท้ายก็ติดสินบาทขาดสินบนเบื้องบน จะหามาถวายหากได้สมใจปรารถนา ในโลกที่เรามีปัญญาที่อ่อนแอ ก็มักจะมีแต่ปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ไปต่อไม่เป็น 

ชายหนุ่มคนหนึ่ง เจอกับวิกฤตของชีวิตร้านอาหารที่เขาทำ ขายไม่ดี ไม่ค่อยมีลูกค้ากินทุนเก่า ขาดทุนทุกวัน พอมีปัญหาการเงิน ก็ทะเลาะกับแฟน มีปากเสียงกันทุกวัน เขาตัดสินใจไปหาคุณพ่อท่านหนึ่งที่วัด ไปเล่าปัญหาให้คุณพ่อฟัง หวังว่าจะได้น้ำเสกมาปัดเป่า หรือได้ของดีกลับมา คุณพ่อฟังปัญหาเสร็จ ก็เลยบอกชายหนุ่มว่า “เดี๋ยวจะให้พรวิเศษ กลับไปเปลี่ยนชีวิตเลย แต่มีข้อแม้ เธอจะต้องช่วยพ่อ หากุญแจห้องเก็บน้ำเสกก่อน พ่อมีธุระด่วน ค่ำๆจะกลับมา”

ชายหนุ่มรับปาก “ได้ครับคุณพ่อ เดี๋ยวผมช่วยหา” ว่าแล้วชายหนุ่มก็ออกจากบ้านพักคุณพ่อไปเดินหากุญแจรอบ ๆ บ้าน หาตั้งแต่เช้าจนค่ำ ก็ไม่เจอ จนคุณพ่อกลับมา ถามชายหนุ่มว่า... “เจอมั้ย?” ชายหนุ่มตอบ “ผมหาทุกซอกทุกมุมเลยครับ เดินวนไปวนมาหลายรอบตั้งแต่เช้ายันเย็น....ไม่เจอ”

คุณพ่อนั่งลงแล้วบอกชายหนุ่มว่า  “หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอหรอก กุญแจพ่อทำตกไว้ที่วัดน่ะ มาหาตรงนี้จะไปเจอได้ยังไง?” ชายหนุ่มโกรธคุณพ่อมาก ทำไมถึงหลอกลวงให้ตน เดินหากุญแจตั้งแต่เช้ายันค่ำ “นี่คุณพ่อ!! เป็นพระเป็นเจ้า มาโกหกได้ไง บาปนะ  เสียแรงนับถือ!!”

คุณพ่อบอก “เธอดูเอาเถิด ทุกข์ของเธอ เกิดขึ้นที่บ้าน เกิดขึ้นที่ครอบครัว แล้วเธอมาทำอะไรที่นี่?? มีปากเสียงกับภรรยา ก็ต้องไปปรับความเข้าใจกับภรรยาไปพูดคุยกัน ไม่ใช่มาหาพระหรือมาขอร้องให้ใครช่วย บอกว่าร้านค้าขายไม่ดี พ่อบวชมาทั้งชีวิต ไม่เคยค้าขาย ไม่มีความรู้เรื่องธุรกิจจะช่วยแก้ปัญหาอะไรได้?? ที่ต้องทำคือกลับไปที่ร้าน กลับไปนั่งพิจารณาว่า ร้านมีข้อเสียอะไร บกพร่องตรงไหน บริการเป็นอย่างไร รสชาดอาหารดีหรือไม่ ไม่ใช่มาขอน้ำเสก มาขอรูปปั้นพระ มันจะไปช่วยอะไรได้!! เหมือนกับที่เธอ งมหากุญแจตั้งแต่เช้ายันค่ำนี่แหละ หาเท่าไหร่ก็หาไม่เจอหรอก มันไม่ได้ตกที่นี่ !!” ชายหนุ่มทรุดลงกับพื้นยกมือท่วมหัว แล้วรีบกลับไปแก้ไขชีวิตตัวเองจนไม่นานครอบครัวก็กลับมารักกันเข้าใจกัน กิจการก็เจริญรุ่งเรือง (ดัดแปลงจากต้นฉบับที่เขียนโดย สิริทัศน์ สมเสงี่ยม)

คนสมัยนี้คิดอะไรง่าย ๆ ขอให้ได้มาโดยมิต้องออกแรง บางครั้งบอกว่าพระเยซูเจ้าสอนว่า จงขอ แล้วจะได้ก็เลยเอาแต่ขอ ๆๆๆ ไม่ได้อ่านต่อไปที่พระองค์ขยายความว่า จงแสวงหา แล้วท่านจะพบ ไม่ใช่ขออย่างเดียว แต่เราต้องแสวงหาหนทางให้ได้มาด้วย เราขอให้เพื่อให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหา แต่มิได้ขอเพื่อเพิ่มตัญหาอยากจะยิ่งใหญ่ ขอแบบนี้ก็ขอกันทั้งชีวิตก็มิได้อะไรดีขึ้นมา….

วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2564

สิ่งที่เคยมีหายไป

 

สิ่งที่เคยมีหายไป

>>>สะสม เก็บกอบโกย เอาไปกองไว้จนลืม

ไขว่คว้าอยากจะได้มีอยากจะได้เป็นเช่นคนอื่น

แต่ละเลยที่จะใส่ใจคนรอบข้าง สักวันถ้าสิ่งที่เคยมี หายไป>>>

ข้อความจากบ้านเกิดแจ้งข่าวว่า เมื่อคืนน้ำเอ่อล้นเข้าบ้าน จนถึงที่นอน ต้องรีบตื่นมาเก็บข้าวของ ถอดปลั๊กไฟกันอลหม่าน แล้วก็ส่งรูปการขึ้นของน้ำมาเรื่อย ๆ เพียงไม่ถึงสัปดาห์ทั่วหมู่บ้านริมน้ำนั้น ก็จมอยู่ในน้ำเป็นที่เรียบร้อย หวนกลับไปเมื่อในวันวาน บ้านทุกหลังสร้างให้ชั้นล่างโล่ง เรียกกันติดปากว่า “ใต้ถุนบ้าน” และมีเรือลำเล็ก ๆ แขวนเตรียมไว้ จนเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วภาครัฐมีนโยบายให้ทำถนนผนังกั้นน้ำ ในช่วงแรกทำไม่สูงและไม่แข็งแรง ในช่วงฤดูน้ำหลากน้ำล้นในเดือนตุลาคมเช่นนี้ ถนนก็พัง น้ำเข้าท่วมเช่นเคย ต่อมาจึงจัดสรรงบทำใหม่ให้แข็งแรง และสูงขึ้นกว่าเดิม เป็นความหวังว่าต่อไปหมู่บ้านเราจะไม่มีน้ำท่วม คนทั้งหมู่บ้านเห็นว่าเมื่อมีถนนกั้นน้ำแล้ว ก็ทำชั้นล่าง ให้เป็นห้องหับ ใช้หลับนอนแทน เพราะสะดวกไม่ต้อองขึ้นไปนอนบนชั้นสอง เพราะบางทีข้างบนร้อนกว่าชั้นล่าง ที่ตลกร้ายกว่านั้นคือ ถนนทำไม่สุดหมู่บ้าน (งบหมดในตอนนั้น ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีงบมาทำต่อ กี่ฤดูฝน กี่ฤดูเลือกตั้ง ก็ยังไม่ต่อให้เสร็จ) แล้วผลที่ตามมา คือ น้ำมิได้ล้นถนน มันไปไหลเข้าตรงที่ไม่มีถนนกั้นนั่นแหละ 

 


 

โดยปกติแล้ว เรามักจะคุ้นเคยกับการท่วมของน้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว 4-5 ปีท่วมครั้ง สมัยเป็นเด็กก็สนุกสนานได้ว่ายน้ำทั้งวัน ได้พ่ายเรือ ได้จับปลา ตกเบ็ด ตามประสาเด็กริมน้ำ แต่เมื่อเราโตขึ้นก็รู้สึกไม่น่าสนุก มีแต่ความลำบากในการกินการอยู่ เราจะห้ามฟ้าห้ามฝนห้ามน้ำเป็นเรื่องยาก ถึงจะจัดการบริหารเก่งอย่างไรก็มิอาจจะล่วงรู้ธรรมชาติได้ เป็นเรื่องที่ต้องปรับตัวกันไป เราอาจจะหลงลืมวิถีเก่าก่อน เพราะเห็นการพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือที่สูงขึ้น แต่เราต้องไม่ละทิ้งภูมิปัญญาเก่าก่อน นำมาประยุกต์ใช้

ในวันที่ต้องกลับไปบ้านเพื่อให้กำลังใจพี่น้องที่อยู่ที่บ้านริมน้ำนั้น นั่งคุยถึงเรื่องราวสมัยครั้งก่อน ยังจำคำของพ่อผู้ล่วงลับไปแล้วได้ พ่อเคยบอกว่า ถ้าเห็นมดดำขนไข่ย้ายรัง ขนอาหารเป็นทิวแถว เราต้องเตรียมตัวย้ายสิ่งของที่จำเป็นขึ้นมันที่สูงเลย เพราะน้ำต้องท่วมแน่ ๆ วันนี้ไม่มีพ่อค่อยบอก คอยสังเกต มีแต่การคาดการณ์เอาเอง และบางทีก็อยู่บนความประมาท หลายอย่างจึงไม่ทันการณ์ น้ำมันมักจะท่วมล้นในเวลากลางคืน มาในตอนที่เราไม่ทันตั้งตัว การเตรียมตัวจึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอ แม้ที่บ้านจะเตรียมขนย้ายหลายสิ่งอันแล้ว ก็ยังมีหลายสิ่งที่เสียหาย และกับคนที่ไม่ทันหรือชะล่าใจ ไม่ต้องกล่าวถึงว่าจะต้องประสบภัยเช่นไร


ระหว่างนั่งเรือเพื่อเข้าบ้าน เห็นเศษซากสิ่งของลอยเกลื่อนอยู่ตามบ้านเรือน บางสิ่งที่เก็บกันจนลืมเลือน และไม่นำออกมาใช้ วันนี้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้แล้ว ในชีวิตเราก็เป็นเช่นนั้น เราสะสมหลายสิ่งหลายอย่าง เราเก็บกักตุนไว้มากมายจนเกินความจำเป็นของเรา สะสมจนจมหายไปกับกาลเวลา จากที่สิ่งไขว่คว้าหามาให้ได้ จากของต้องมี กลายเป็นขยะต้องทิ้ง มานั่งพิจารณาดี ๆ เรามีเกินกันทุกคน เหตุใดเรายังวิ่งวุ่นดิ้นรนหามาอีก จนไม่มีเวลาที่จะอยู่กับตัวเอง สำหาอะไรกับเวลาที่จะมอบให้พระ ให้กับคนรอบข้าง หลายครั้งน้ำท่วมชีวิตเรา ท่วมด้วยความโลภ ความหลง ความอยากได้อยาก อยากเด่นอยากดัง พอท่วมท้นแล้วก็อึดอัด เรียกหาใครก็ไม่เห็น หลายคนจมหายไปในกระแสนี้ เราต้องเตรียมตัว ตระหนักรู้ว่า วันหนึ่งเราก็ต้องจากไป โดยมิมีอะไรติดตัวไปได้เลย น้ำท่วมยังมีวันลดลง แต่น้ำท่วมชีวิตที่เสพติดกับทรัพย์สินลดลงยากมาก การมีทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ดีถ้าเราใช้มันเพื่อประโยชน์ วันนี้เราต่างละทิ้งคนอื่น หาใช่ละทิ้งทรัพย์สินที่ไม่นานจะกลายเป็นสิ่งไร้ค่า 

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2564

ทำดีบางทีก็ไม่ดี

 

ทำดีบางทีก็ไม่ดี

>>>ทุกคนต่างก็ปรารถนาอยากเป็นคนดี ของใครคนใดคนหนึ่ง

เราต่างพยายามทำดีที่สุด บ่อยครั้งผลก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คาดคิด

เพราะนั่นบางทีที่ทำดีนั้นก็เคลือบไปด้วยความเห็นแก่ตัวแบบที่เราไม่รู้ตัว<<<

นกผัวเมียคู่กำลังสร้างรังเพื่อฝักไข่ที่มุมสายไฟหน้าบ้าน แต่ละวันเฝ้าดูความคืบหน้าของรังน้อยนั้น ตัวผู้บินอย่างคล่องแคล่วคาบกิ่งไม้มา ตัวเมียรับต่อช่วยจัดวาง ตบแต่ง กิ่งก้านไม้ที่ถูกนำมาวันละหลายสิบชิ้น บางชิ้นก็หลุดล่วงลงมา ด้วยความหวังดีก็พยายามไปเก็บรวบรวมมากองไว้ เผื่อตัวผู้จะบินมาคาบจากตรงนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยเห็นสักครั้ง จวบจนผ่านไปเป็นสัปดาห์รวงรังเริ่มเป็นรูปเป็น ตัวเมียนอนกกออกไข่ ตัวผู้ก็ขยันบินหาข้าว หาอาหารมาให้ผู้เป็นแม่ของลูกถึงที่ ต่างตัวต่างเอื้อเกื้อกูลกันทำตามหน้าที่ของตน


ส่วนคนอย่างเราแม้จะคิดว่า น่าจะดีไม่ใช่น้อยที่จะเตรียมนั่นเตรียมนี่ให้เพื่อนบ้านทั้งสอง แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะวิถีนกกับวิถีเรานั้นไม่เหมือนกัน แม้จะคิดว่าอยากทำดี ทำบุญกับสัตว์โลกสักหน่อย นกน้อยคู่นั้นมิได้สนสิ่งที่เราทำ ก็อดคิดมิได้ว่า เราเองอาจจะเอาความเป็นตัวเราไปใส่วิถีนก ทั้ง ๆ ที่นกมิได้จะเป็นเยี่ยงนั้น นกทำตามสัญชาตญาณ เป็นเราเองที่เห็นแก่ตัว หวังดีแบบไม่ได้คิดถึงวิถีคนอื่น บ่อยครั้งกับผู้คนรอบข้าง เราก็เป็นเช่นนั้น พยายามทำดีกับคนนั่นคนนี้ เพื่ออะไร? การให้ความช่วยเหลือผู้คนโดยมีจริตคิดไปเองว่า การทำดีของเราจะทำให้เรามีบุญกุศลเพิ่มขึ้น จะได้ไปสวรรค์ หรือไม่ บ่อยครั้งทำดีเพื่อให้คนอื่นยกย่องสรรเสริญ นี่จึงเป็นการเคลือบเร้นไปด้วยความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่ง คล้ายกับเรื่องเล่าเรื่องนี้

ในอาณาจักรโบราณแห่งหนึ่ง มีชายผู้มั่งคั่งและมีอำนาจผู้หนึ่ง เกิดหลงรักนกนางนวลตัวหนึ่ง ทุกเช้าเขาจะลุกขึ้นมองทะเลซึ่งอยู่ใกล้กับคฤหาสน์ของเขา มองนานหลายชั่วโมง มีความสุขใคร่ครวญดูนกสีขาวที่ทำให้เขาหลงใหล

อยู่มาวันหนึ่งเขาพบนกนางนวลบนระเบียง เขาตกใจเมื่อพบว่าเธอบาดเจ็บ เขากอดเธอไว้ในอ้อมแขนด้วยความอ่อนโยน และสั่งให้แพทย์มารักษาเธอ แผลไม่ลึกมาก ไม่นานนกนางนวลก็มีอาการดีขึ้น

แต่ชายผู้มั่งคั่งต้องการปรนเปรอความสุขให้กับนกนางนวล เขาสั่งให้เตรียมอาหารที่ดีที่สุดสำหรับเธอ ... ไก่ฟ้า เนื้อแปลก ๆ ผลไม้แสนอร่อย และอาหารทุกชนิดเท่าที่จะหาได้ อย่างไรก็ตาม นกนางนวลก็มิได้กินอะไรเลย ชายผู้มั่งคั่งพยายามโน้มน้าวเธอ แต่เธอก็ไม่เชื่อฟัง สามวันผ่านไป นกนางนวลก็สิ้นใจตาย


บางครั้ง “ความดี” ที่เราทำ ในความเป็นจริง มันไม่ใช่ความดี แต่มันปนไปด้วย “ความเห็นแก่ตัว” หลายครั้งในชีวิตจริงเราพยายามทำทุกอย่างให้คนรอบข้างสบาย ทำให้เขาทุกอย่าง ทำอย่างดี แต่ทำไมผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ นั่นเพราะเรามิได้เห็นความต้องการของคนอื่นอย่างแท้จริง เราเอาตัวเองเป็นมาตรฐาน และไปวัดค่าของคนอื่น ทำดีแบบนี้มิใช่จะได้ผลดี  ชีวิตครอบครัวก็เหมือนกัน อย่าเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่นั้นก็พัง แบบที่เราเห็นกันในวันนี้ ลดความเห็นแก่ตัวลงบ้าง จะมองเห็นความต้องการของคนอื่นด้วยหัวใจ