วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เสียงแห่งยุคสมัย


เสียงแห่งยุคสมัย
ในค่ำคืนดึกสงัด กำลังจะเข้าสู่ภวังค์นิทราราตรีกาล ความเคลิบเคลิ้มถูกขัดจังหวะด้วยเสียงคลื่นความถี่ต่ำ หึ่ง ๆ อยู่ข้างหู บางเวลาสลับเข้ามาจดจ่อในถ้ำแห่งการรับฟัง จนทำให้ห้วงยามที่กำลังจะหลับใหลต้องตื่นตัวโดยพลัน มือถูกสั่งการให้ปัดไปปัดมา แต่แล้ว...อีกสักพักเสียงนั้นก็กลับมาใหม่ ด้วยความขัดใจจึงตบเข้ากกหูตัวเอง ในความมืดเราก็จินตนาการตามทิศทางเสียงนั้นว่าต้องอยู่ตรงหูเรานี่แหละ แม่นยำแน่ ๆ เจ้ายุงรำคาญคงจะแบนคามือไปแล้ว อีกไม่นานมันก็ย้อนมาใหม่ ใจที่นิ่งสงบพร้อมรบขึ้นมาทันที เอาสิ เข้ามาสู้กันตัวต่อตัว พอเมื่อตั้งใจที่จะจัดการกับเจ้าก่อกวนตัวเล็ก ๆ แบบจริง ๆ จัง ๆ มันก็แอบหายไป ปล่อยให้เราต้องหงุดหงิด และเริ่มตั้งต้นกับการนอนหลับอีกครั้ง บางทีก็คิดนะ คนเรายิ่งใหญ่ คิดว่าชนะทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่กับเจ้าเสียงของยุงตัวเล็กแบบนี้กว่าเราจะเอาชนะได้ไม่ใช่เรื่องง่าย “การชนะมาทุกอย่างย้ำให้ใจนั้นยิ่งกร่าง ให้เสียคน ให้คนอย่างฉันนั้นต้องคิดใหม่ สุดท้ายได้แต่มอง” บทเพลง เจ็บแต่ดี ของ อัสนี-วสันต์ โชติกุล ผุดขึ้นมา

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
เหตุการณ์แบบนี้เราต่างเคยพบเจอกันมาไม่มากก็น้อย บางคนก็ใช้วิธีหาอะไรมาปิดหูเสีย เพื่อไม่ให้เจ้ายุงมีช่องทาง บางคนก็ใช้ความสว่างไล่บี้ไล่ขยี้ บางคนก็ทำเป็นไม่สนใจใยดี มีเสียงมาก็ปัดไปปัดมาเรื่อย ๆ ใครเหนื่อยก่อนก็ล่าถอยไปเอง หลายครั้งหลายคราวในชีวิตเรามักต้องพบเจอ ต้องล่าถอย ยอมแพ้กับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง ทำให้เข้าใจเลยว่า การเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ก็ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่เสมอไป บางทีทำสิ่งเล็กน้อยก็สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ได้เหมือนกัน แต่ก็นั่นแหละ...คนเรามักชอบที่จะทำอะไรให้มันยิ่งใหญ่ด้วยการสร้างสิ่งใหญ่โตเสมอ และมักจะไม่มีใครยอมใคร ใครเร็วกว่า เก่งกว่า เห็นเป็นไม่ได้ ยิ่งวันนี้เราอาศัยความรวดเร็วชี้วัดความยิ่งใหญ่จนเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดเวลา จนทำให้ผู้คนไม่มีเวลาหยุดนิ่งเอาเสียเลย
ในสังคมแห่งความก้าวหน้าเรามักไม่มีเวลาที่จะมานิ่งสงบทบทวน ก่อนนอนเราก็อยู่กับความบันเทิง อยู่กับการส่องสาดสายตาไปกับคลื่นความเคลื่อนไหวของคนโน่นคนนี่ ฟังเสียงของคนดังคนเด่น ถูไถสไลด์ขึ้น ๆ ลง ๆ จนเมื่อยล้าสายตาถึงเวลาปล่อยวางข้างเตียง ตื่นขึ้นมาก็รีบไขว่คว้าหาข่าวสารใหม่ ๆ เพื่อให้ทันสมัย เพราะเดี๋ยวจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง ประเทืองสายตาด้วยสิ่งล่อสิ่งเร้า ที่นำเราเข้าสู่โลกแห่งความอยากได้
 สิ่งเล็ก ๆ สิ่งนี้ขาดเสียมิได้กับวิถีชีวิตประจำวัน สิ่งเล็ก ๆ ที่มีอิทธิพลมากที่สุดไปเสียแล้วสำหรับมนุษย์ยุคนี้ และนำมาซึ่งความขัดแย้งรูปแบบใหม่ สมาร์ตโฟนหรือโทรศัพท์มือถือถูกพัฒนาให้กลายเป็นสิ่งจำเป็น และสิ่งที่ทำให้อุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารนี้มีความรวดเร็วคือ “ชิป” ตัวเล็ก ๆ ที่ถูกฝังไว้ในเครื่อง ชิปตัวนี้นี่เองถูกค้นคิดพัฒนาจนทำให้เกิดการรับส่งข้อมูลสื่อสารอย่างปัจจุบันทันด่วน และยิ่งอีกไม่นานถ้าโลกพร้อมเข้าสู่ยุค 5G การสื่อสารกันยิ่งทวีความรวดเร็วขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว เราจะมีเครื่องมืออัตโนมัติต่าง ๆ เราจะมีหุ่นยนต์ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกควบคุมด้วยระบบอินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงกับอุปกรณ์ที่ฝังชิป 5G ไว้ ประเทศไหนที่ทำชิปตัวนี้ได้ก่อน ย่อมจะได้รับประโยชน์และมีอิทธิพลที่สุดในโลก นี่จึงเป็นที่มาของสงครามการค้าระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ดังที่เป็นข่าวอยู่ในเวลานี้ มีการกีดกันสกัดกั้นเพื่อไม่ให้ชิปตัวนี้พัฒนาขึ้น (ถ้าไม่ใช่ประเทศของฉันเป็นคนทำมันขึ้นมา) สิ่งเล็ก ๆ นี้กำลังเขย่าขวัญของคนบนโลก และเป็นที่มาของการเปลี่ยนแปลงในหลายมิติของวิถีชีวิตผู้คน

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
มีการคาดการณ์กันว่าเรากำลังเข้าสู่การปฏิวัติทางเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เราจะมีปัญญาประดิษฐ์ AI ที่ใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อประมวลผลภายในด้วยระบบอัลกอริทึม เพียงเสี้ยววินาทีในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาทางด้านเกษตรกรรม การเงิน การเดินทางสัญจร แม้กระทั่งการกินการอยู่ ดูว่าจะเป็นยุคที่ผู้คนจะสะดวกสบายขึ้น แต่ก็มักเกิดคำถามว่าแล้วเช่นนั้นคนเราจะทำอะไรเล่า? คำถามนี้เป็นความกังวล แต่เอาเข้าจริง เมื่อถึงเวลานั้นเราก็มีทางออกและวิธีการที่จะดำเนินดำรงอยู่ได้เองอย่างอัตโนมัติ โลกกำลังพัฒนาขึ้นไปแต่จะไปถึงจุดนั้นได้หรือเปล่า? เรายังไม่รู้คำตอบ เพราะมนุษย์เราไม่ยอมร่วมมือกันเพื่อพัฒนาโลกเพื่อโลกที่งดงาม แต่เรามุ่งพัฒนาโลกเพื่อโลภเสียมากกว่า ใครพัฒนาเกินหน้าเกินตาก็ต้องขัดแข้งขัดขา ใครดีกว่าตัวเองไม่ได้ เห็นคนอื่นดีกว่าตัวเองแล้วมักจะหงุดหงิด ทำทุกอย่างให้คนนั้นต้องยอมน้อมรับในสิ่งที่ตัวเองทำ แรงริษยานี่แหละที่เป็นชิปตัวเล็ก ๆ ฝังอยู่ในเราทุกคน แล้วก็กลายเป็นเสียงรำคาญให้กับการพัฒนาไม่ให้ก้าวหน้าต่อไป โลกไร้พรมแดนจึงเป็นยุคที่ไม่มีจิตวิญญาณ

ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ใช่หรือไม่ ยิ่งนิ่งยิ่งเงียบ เรามักจะได้ยินเสียงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น บ่อยครั้งเสียงภายในก็จะแว่วออกมาทักทายเราในช่วงเวลาสงบเงียบ หลายคนคงรำคาญและพยายามสะบัดให้หลุดไป หลายคนน้อมรับฟัง ทบทวนไตร่ตรองกับห้วงวันเวลาที่ผ่านมา มีบ้างบางครั้งต้องต่อสู้กับตัวเอง เอาชนะใจตัวเอง ไล่ล่า ไล่ขยี้ความคิดอันชั่วร้ายให้พ้นทาง เสียงนั้นย่อมมีความหมาย แต่จะมีสักกี่คนล่ะที่อยู่กับเสียงเตือนตนได้ สิ่งเล็ก ๆ เสียงน้อย ๆ ที่คอยเตือนเรา ให้เกิดมโนสำนึกที่ดี คือเสียงของพระจิตเจ้าในตัวเรา ที่จะช่วยพัฒนาจิตวิญญาณของเราให้สูงส่ง ให้มีความรักความเมตตากับทุกคน และจะทำให้เรามีความงามที่ส่องสว่างขจัดความมืดมน ลบรอยความเกลียดชัง หันมาร่วมมือร่วมใจกันสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้

วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เดินทางเท้าวันนั้น


เดินทางเท้าวันนั้น
ว่ากันว่า ชีวิตคนเราก็เหมือนกับสภาพอากาศที่สามารถพยากรณ์ได้ แต่มักมีสิ่งเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะสุขสดใสหรือเศร้าหมอง มีมาได้ทุกช่วงเวลา แต่การมีจิตใจที่เป็นสุข นั่นคือทรัพย์สมบัติที่ไม่มีใครแย่งไปได้ นี่เป็นการรำพึงกับตัวเองยามที่ได้มีเวลาเดินท่องชมธรรมชาติที่คามิโคจิ ประเทศญี่ปุ่น ระยะทางประมาณสามกิโลเมตรกว่า ๆ จากจุดที่ลงรถรับส่งนักท่องเที่ยว ค่อย ๆ เดินลงทางลาด เบื้องหน้าเป็นภูเขาที่บนยอดยังคงปกคลุมด้วยหิมะ ที่กำลังละลายสลายตัวเป็นหยาดน้ำไหลลงมายังลำธารา หลอมรวมเป็นแอ่งน้ำใสเขียวมรกต เห็นแล้วช่างตื่นตาตื่นใจ แล้วน้ำใส ๆ ก็ยังไหลไปตามลำธาร ที่ทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยแมกไม้ กำลังรอการหล่อเลี้ยงเพื่อให้ฟื้นคืนผลิกิ่งก้าน สร้างความร่มเย็นหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปตามฤดูกาลอย่างซื่อสัตย์ ทุกสิ่งล้วนเอื้อเกื้อกูลก่อเกิดเป็นความสมบูรณ์ของธรรมชาติ สิ่งหนึ่งย่อมมีความหมายและความสำคัญต่อสิ่งอื่นด้วยกันทั้งนั้น เป็นห่วงโซ่โยงยึดความเป็นหนึ่ง มีวันเสื่อมสลายตัวตนเพื่อสิ่งอื่น  หิมะสลายตัวเป็นสายน้ำ สายน้ำให้พื้นดินดูดซับธาตุเป็นสารอาหารให้ต้นไม้ใบหญ้า ไม้ใหญ่ให้ร่มเงาไม้เล็ก นกกาได้ใช้เป็นถิ่นอาศัย แล้วคนเราเล่า ให้อะไรแก่กันบ้าง??? หรือเพียงถือตัวตน หรือเพียงยึดมั่นถือมั่นถือดีไม่ให้ดีแก่คนอื่น เราจึงอยู่กันแบบกระท่อนกระแท่นเหมือนดังทุกวันนี้ 


ใช่หรือไม่ ในความหลากหลาย ในความแตกต่างของสรรพสิ่งสร้างล้วนต่างเชื่อมโยงกันสิ่งหนึ่งเพื่อสิ่งหนึ่ง ความสวยงามของสิ่งสร้างมาจากสิ่งเหล่านี้ ยิ่งเดินช้าลงทำให้มีเวลาเห็นสิ่งที่สวยงามมากขึ้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านของโลกที่เต็มไปด้วยความรวดเร็ว ทำให้ผู้คนใจเร็วตาม การที่จะให้ทุกอย่างขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ อาจจะไม่ทันใจมนุษย์ทาสไอที ที่เห็นอะไรชักช้าก็จะเกิดอาการหงุดหงิด อยากได้อะไรต้องได้ อยากเห็นอยากรู้อะไรต้องตอบสนองทันที แล้วมองว่านี่คือความสุดยอด มองว่ามันเจ๋ง เร่งได้ต้องเร่งไปให้สุด.... ระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปถึงปลายทางสถานีรถคามิโคจิ แม้ไม่ไกลแต่เราใช้เวลานาน นานเพราะเราแวะชื่นชมสองข้างทาง ลำธารที่ใส ต้นไม้สูงที่เรียงไล่เป็นระเบียบ มีบางมุมมองที่เห็นยอดเขาขาวของหิมะคงค้างส่องสะท้อนยามต้องแสง มีเวลารำพึงขอบคุณพระเจ้าในสิ่งสร้างเหล่านี้ ในความเรียบง่ายที่ไร้การปรุงแต่งด้วยหลักการ ความสงบร่มเย็นที่ไร้ความเสแสร้งแกล้งทำ นี่คือชีวิตจิตวิญาณที่มนุษย์ควรได้รับการหล่อเลี้ยงบ้างมิใช่หรือ!!!
ในระหว่างเดินตามทางที่หิมะเริ่มละลายจึงจำต้องเพิ่มความระมัดระวังในการเดินไปข้างหน้ามากขึ้น หากมัวแต่เพลิดเพลินเจริญตา อาจจะลื่นล้มลงได้ ทุกหนทางย่อมมีช่วงที่ดีและช่วงที่เป็นอุปสรรค เช่นเดียวกับเราทุกคนต่างมีข้อเสียด้วยกันทั้งนั้นจึงควรอภัยให้แก่กันและกัน  ใครบ้างไม่เคยล้ม ใครบ้างไม่เคยพลาด อภัยจึงเป็นแรงฉุดรั้งให้ลุกเดินหน้าต่อไป ทุกคนล้วนมีข้อดีด้วยเช่นกันควรชื่นชมซึ่งกันและกัน ควรส่งเสริม หาใช่ตั้งแง่ริษยา ดูถูกข้อดีนั้นเสียจนไม่มีดี ทุกคนล้วนมีนิสัยส่วนตัวที่อาจจะไม่เข้าทางเข้าท่าในสายตาเรา ก็ควรที่จะยอมอ่อนข้อให้กัน ความอ่อนน้อมคือสิ่งที่จะช่วยบรรเทาความร้อนร้ายในใจผู้คน ทุกคนล้วนแตกต่างการยอมรับซึ่งกันและกันนำมาซึ่งความเป็นหนึ่งและความเข้มแข็งของชุมชนที่เราอาศัยร่มเงาด้วยกัน  ทุกคนล้วนมีเรื่องทุกข์เศร้าโศกเสียใจ การปลอบโยนรับฟังและให้กำลังใจคือพลังที่จะขับเคลื่อนสังคมให้เดินหน้าอย่างหนักแน่น  และเช่นกันทุกคนล้วนมีช่วงเวลาแห่งความสุข ก็อย่าลืมที่จะแบ่งปันความสุขนั้นให้คนรอบข้าง ความสุขจะได้ทวีขึ้น ทำให้การมีชีวิตอยู่ในโลกของเราเป็นสิ่งที่น่าจดจำ


และแล้วครั้นเมื่อเราถึงปลายทาง มีสะพานไม้คัปปาบาชิที่สวยงามให้เราข้ามลำธารเพื่อกลับมาขึ้นรถกลับที่พัก สะพานที่ทุกคนที่มาเยือนสถานที่นี้ต้องข้ามผ่าน สะพานแห่งนี้มีกี่ร่องรอยเท้าที่ข้ามไป สะพานไม้แห่งนี้ยังทำหน้าที่อย่างมั่นคงอยู่ทุกวี่วัน หลายคนบอกว่าหากมาถึงคามิโคจิแห่งนี้แล้วไม่ข้ามสะพานนี้เหมือนมาไม่ถึง เมื่อข้ามมาแล้วก็เหลือเพียงแค่ความทรงจำ โลกเรานี้ก็เปรียบดังสะพานที่เราต้องข้ามก้าวผ่านไป และสิ่งที่เหลือไว้เป็นเพียงความดีที่ให้ผู้คนได้จดจำ พูดถึงโลกใบนี้ เอาเข้าจริงล้วนไร้ความหมาย เราต่อสู้ดิ้นรนมาทั้งชีวิต แต่ก็เอาอะไรไปไม่ได้ เรายึดมั่นมาทั้งชีวิตล้วนไม่อาจนำอะไรติดตัวไป เมื่อเราเกิดมาอยู่ในโลกนี้แล้ว ไม่ว่าจะยากดีมีจน ล้วนต้องเดินไปให้ถึงจุดหมายสุดท้าย เมื่อตายจากไปตลอดชีวิตของเราล้วนเป็นความว่างเปล่า วันนี้ เวลานี้เท่านั้นที่เราต้องตั้งใจใช้ชีวิต ให้มีความสุขกายสบายใจในทุกลมหายใจ  ร่ำรวยเจริญรุ่งเรืองเท่าไหร่ ชั่วพริบตาเดียว ต่างล้วนจากไป หาประโยชน์ไม่ได้ จงทำดีต่อกันไว้ ให้อภัยต่อกัน มอบรักและสันติสุขแก่กัน หยุด แล้วมองเห็นความดีงามในตัวผู้คนรอบข้างบ้าง อย่าเร่งรัดเดินทางให้เร็วมากนักเพราะอย่างไรเสีย เราก็ต้องถึงจุดหมายนั้นด้วยกันทุกคน และถ้าเราเดินทางไปพร้อมกันด้วยความรัก แม้จะมีใครข้ามฟากฝั่งไปก่อน เราก็ยังเต็มไปด้วยความหวังและความทรงจำที่งดงามเสมอ


“ให้เรารักซึ่งกันและกันเหมือนที่พระองค์ทรงรักเรา” นี่คือสิ่งที่เราควรนำติดตัวไปในทุกช่วงระยะทาง และพร้อมให้อภัยต่อผู้อื่นเสมอโดยไม่มีขีดจำกัด  “ทุกคนก็จะรู้ว่า เราเป็นศิษย์ของพระคริสต์”อย่างแท้จริง

วันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

เรื่องบางเรื่องก็ง่ายที่จะทำ


เรื่องบางเรื่องก็ง่ายที่จะทำ
ความงดงามแห่งประเพณีไทยในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สร้างความสุขอิ่มใจให้กับคนไทยมิใช่น้อย และสร้างความภาคภูมิใจในความมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ชาติหนึ่ง แล้วได้เห็นความมีน้ำใจต่อกัน ได้เห็นความเป็นหนึ่งเดียว ได้เห็นความเอื้ออาทรมีเมตตาและการเสียสละช่วยเหลือของคนไทยหลายคน แม้อาจจะมีสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ของความอิจฉาในสิ่งที่ตัวเองไม่เคยคิดจะทำแต่ชอบที่จะพูดก็พอมีให้เห็นอยู่บ้างในโลกที่เปิดกว้างให้แสดงความเห็นบนสื่อโซเชี่ยล ก็ถือเสียว่า แรงอิจฉานั้นคือสิ่งที่ส่งเสริมให้เกิดความงามมากยิ่งขึ้น สร้างความฝันสร้างแรงกระตุ้นให้อีกหลายภาคส่วนให้พัฒนาคุณภาพยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังคำพูดหนึ่งที่เคยอ่านพบเจอที่ว่า ความอิจฉาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกเกิดการพัฒนา


แต่ก็นั่นแหละ หากคนเรามีความฝันที่อยากจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดขึ้นเป็นจริงสักทีในชีวิต ควรที่จะถูกเริ่มต้นด้วยแรงบันดาลใจ หาใช่แรงริษยา หรือความกดดัน และหากเราเป็นคนที่คอยสร้างแรงบันดาลใจ ส่งเสริมความฝันของคนหนึ่งให้เป็นจริงได้ เราจะพบการพัฒนาตัวเองและมีความสุขที่สุดในชีวิต สุขที่เห็นอีกคนหนึ่งนั้นมีความสุขยิ่งใหญ่เสมอ และนี่คือการร่วมกันแบ่งปันความสุขของครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งของเรา ซึ่งหนึ่งในสมาชิกมีความฝันอยากสัมผัสความหนาวกลางหิมะ หลายคนจึงช่วยกันผลักดันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เริ่มต้นด้วยการรู้จักเก็บเงินเพื่อใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ และเมื่อถึงจุดที่พอจะทำได้ ครอบครัวเราจึงออกเดินทางไปยังเมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ด้วยการท่องเที่ยวกันเองและเสาะหาแนวทางที่ประหยัดที่สุด แผนทุกอย่างก็สำเร็จไปได้ด้วยดี ความสุขปรากฏบนหน้า ความตื่นเต้นของสมาชิกที่เพิ่งเคยสัมผัสหิมะนั้นเป็นความเบิกบานและสร้างแรงใจให้ทุกคนดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความหวังว่า ต้องหาเวลาท่องเที่ยวแบบครอบครัวเช่นนี้อีกในวันข้างหน้า
จากคนที่เคยจมอยู่ในความทุกข์โศก จากคนที่อยู่ในมุมแคบ ๆ การเปิดโลกกว้างจึงดูเหมือนการยืดระยะเวลาชีวิตให้มีความหมายมากยิ่งขึ้น การสร้างครอบครัวให้อบอุ่นเป็นเรื่องไม่ยากนัก เพียงแค่เราทุกคนต้องสุขทุกข์ร่วมกัน อย่าต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างไป การให้กำลังใจต่อกัน มีการแบ่งปันและยอมรับในความบกพร่องของกันและกันให้ได้ เราจะพบกับความน่ารักและความสวยงามของชีวิต มอบความจริงใจให้กัน ไม่เรียกร้อง ไม่อิจฉา ไม่เอาแต่ใจตัวเอง ดูเหมือนเป็นเรื่องไม่ยากแต่ก็ไม่ง่ายนักในวันเวลาของปัจจุบัน


ยิ่งในสังคมที่กว้างขึ้น เราคงไม่ต้องหวังที่จะให้ทุกคนมาทำดีต่อเรา มีแต่เราต้องเป็นฝ่ายทำดีต่อคนอื่นก่อน และอย่าได้คาดหวังว่าให้ทุกคนเห็นความดีของเรา เพราะในบางเวลาการกระทำของเรา เรามีเหตุผลของเรา แต่คนอื่นอาจจะคิดเป็นอย่างอื่น อาจจะไม่ได้เห็นค่าในสิ่งที่เราทำ เพราะกระแสสังคมมักสอนให้คนมุ่งเป็นที่หนึ่ง แทนที่จะสอนให้ค้นหาความเป็นหนึ่งเดียว เราจึงเห็นความอิจฉา การเหยียบย่ำข้ามหัวกัน หรือใครพอมีอำนาจมีหน้าที่เป็นหัวหน้าเป็นเจ้านาย ก็มักจะใช้กฎตั้งเงื่อนไขตามใจชอบของตัวเอง เพียงเพื่อแสดงให้ทุกคนเห็นถึงพลังอำนาจในตัว ถ้าหากว่าเราเป็นคนที่ต้องดูแลคนอื่นจะดีไม่น้อยที่เราจะเป็นผู้สร้างความหวัง เป็นคนส่งเสริมให้เกิดแรงบันดาลใจ เพื่อให้ทุกคนร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว มีความสุขด้วยกัน ปันความงดงามให้แก่กัน ถามว่าเป็นไปได้หรือเปล่า???เป็นไปได้อย่างแน่นอน ถ้าเรากล้าที่จะลดตัวลงมา พร้อมที่จะเป็นผู้นำความดีงาม เป็นผู้ให้ทางสว่างแก่ทุกคน
ในโรงเรียนเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในประเทศอิหร่าน เมื่อคุณครูชื่อ อาลี โมฮัมมาเดี่ยน วัย 45 สังเกตว่า มาฮาน เด็กนักเรียนของคุณครูคนหนึ่งถูกล้อเลียนอย่างหนักจากเพื่อน ๆ ในโรงเรียน จนเกิดอาการซึมเศร้า รู้สึกแปลกแยก เนื่องจากป่วยเป็นโรคร้ายซึ่งผลข้างเคียงคือผมร่วงหมดศรีษะ
คุณครู อาลี จึงตัดสินใจโกนศรีษะเพื่อให้ มาฮาน ไม่รู้สึกแปลกแยก ต่อมาเด็ก ๆ ในชั้นเรียนทั้งชั้น 23 คน ร่วมกันแสดงพลังความเป็นหนึ่งเดียวกัน ตัดสินใจโกนผมกันทั้งชั้นเรียน และทั้งโรงเรียนก็มีเด็กจำนวนมาก โกนเพื่อร่วมแสดงสปิริตด้วยเช่นกัน จากการนำของครู อาลี ส่งต่อแสดงพลังร่วมของนักเรียนนี้เอง ได้ยุติการล้อเลียนในโรงเรียนในที่สุด


นี่เป็นเรื่องเล็ก ๆ ของครูเล็ก ๆ คนหนึ่งที่ทำเรื่องนี้ให้เป็นความสวยงามที่ยิ่งใหญ่  ใช่หรือไม่ เราควรหันกลับมาทำให้บ้าน ให้ครอบครัวอยู่ร่วมกันให้เป็นหนึ่งเดียวดีกว่าออกไปหาความเป็นหนึ่งในสังคมที่กว้างขวางและอ้างว้าง เราต้องทำให้คนที่ร่วมทำงานกับเราอยู่กับเราอย่างมีความสุขด้วยความจริงใจ หาใช่การเคร่งครัดบังคับกดดัน ส่วนเรื่องการฝึกฝนหน้าที่ก็ต้องเป็นไปตามกติกาของส่วนรวม จะมีประโยชน์อันใดเล่าหากเราได้เหรียญทองได้เป็นที่หนึ่งบนคราบความทุกข์และความลำบากใจของผู้อื่น หากเราไม่ทำเป็นตัวอย่างที่ดีมีหรือที่ใครจะทำตาม คนดีไม่จำเป็นต้องเก่ง แต่เป็นที่รักในใจทุกคน คนเก่งต้องเป็นคนอ่อนน้อมพร้อมจะใช้ความเก่งส่งเสริมผู้อื่นให้สูงขึ้น เท่านี้ชีวิตก็มีความหมาย แค่นี้เราก็มีความสุขกับวันเวลาไม่ต้องมานั่งหงุดหงิด มานั่งเคร่งเครียด เบียดบังความงามที่มีให้เห็นในทุกวัน ๆ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ยังหาคนทำได้น้อยเต็มที ...

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

อาณาจักรที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย


อาณาจักรที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย
แผ่นดินไหวจากไต้หวันที่สั่นสะเทือนไปทั้งเกาะ ต่อมาก็ที่ฟิลิปปินส์ ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินไปมากมาย ไหนจะเหมืองหยกในพม่าถล่ม ส่วนที่ประเทศไทยเราก็ร้อนเสียจนทะลุเลย 40 องศาไปหลายแห่ง รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านเรา ก็พบเจอความร้อนเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี หลายแห่งหลายที่หลายประเทศ ต่างพบเจอภัยธรรมชาติชนิดที่ไม่เคยเกิดก็ได้เกิดขึ้น บางคนบอกว่าเกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นแบบนี้ คงไม่ต้องมาอ้างเอยถึงว่าเป็นเพราะอะไร? เราต่างก็รู้กันอยู่เต็มหัวอกกันอยู่แล้ว จะพูดสักอีกกี่ครั้งก็เหมือนเดิม ก็เรานั่นแหละ ที่ร่วมกันหยิบฉวย และเอารัดเอาเปรียบธรรมชาติเกินความจำเป็น เราถูกใส่หน่วยความจำให้ต้องแข่งขัน สร้างนั่นสร้างนี่ให้เป็นอนุสาวรีย์เพื่อโอ้อวดความยิ่งใหญ่ ทุกอย่างต้องอลังการเป็นมาทุกยุคทุกสมัย ยิ่งในวันนี้เราต่างก็ใช้ทรัพยากรในอนาคตจนมองไม่เห็นอนาคตจริง ๆ

ถ้ามาพูดถึงความเป็นปัจเจกหน้าที่ที่เราเกิดมาบนโลกนี้เพื่ออะไรกัน? เพื่อสร้างอาณาจักรสวรรค์หรือเพื่อสร้างอนุสาวรีย์ที่เป็นเพียงสิ่งสร้างแทนตัวเรา หรือเพื่อแข่งขันบูชาความยิ่งใหญ่ความเก่งของแต่ละคนเพียงอย่างเดียวโดยมิได้มุ่งหวังถึงความเดือดร้อนผู้คนอื่นบ้าง แน่ละ บางทีเราก็ใช้ข้ออ้างว่าทั้งหลายทั้งปวงที่ทำนี้ก็เพื่อความเจริญของส่วนรวม แต่ลึก ๆ ในใจ ต่างก็มุ่งหวังคำสรรเสริญเยินยอด้วยกันทั้งนั้น การสร้างอาณาจักรสวรรค์นั้นต้องสร้างด้วยหัวใจแห่งความรัก ที่มิได้หวังผลอันใด ทำสิ่งที่ดีโดยมิต้องมุ่งหวังการมีชื่อไว้ประดับ การมีเมตตาต่อทุกผู้คนเป็นความยิ่งใหญ่อย่างหาที่สุดมิได้ การให้ความช่วยเหลือ ให้โอกาส การทำในสิ่งเล็กน้อยแต่ด้วยหัวใจที่ยิ่งใหญ่ คือศรัทธาที่เราได้แสดงออกถึงความรักขององค์พระผู้สร้าง พูดคุยกับทุกผู้คนด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยความสะใจ มีความเอ็นดูไม่ทอดทิ้งผู้ด้อยโอกาส เพราะเราทุกคนต่างมีพื้นฐานไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรที่จะเอามาตรฐานสูงส่วนตัวของเราวัดค่ากับผู้อื่น อ่อนน้อมมิใช่ความอ่อนแอ
ใช่หรือไม่ โลกวันนี้ร้อนมากขึ้น ๆ และภัยธรรมชาติจะเกิดขึ้นเมื่อใดที่ไหนก็ได้ นอกจากนี้เราก็ยังมีภัยจากพวกเรากันเอง ที่สร้างขึ้นมาในนามของการแข่งขัน เรามุ่งหวังปริมาณมากกว่าคุณภาพ เมื่อเราไม่ได้เป็นที่หนึ่ง จึงทำทุกวิถีทาง สร้างบุคลิกให้เหนือ ทำให้เด่น เป็นให้ดัง ไม่สนใจความถูกต้อง ขอให้ถูกใจเป็นอันใช้ได้ สร้างโลกส่วนตัวขึ้นและนิยามมันว่านี่คือสวรรค์ของฉัน จะพูดจะแสดงความคิด ใครอย่าได้มาแตะต้อง เราเลือกที่จะคุยกับคนไกล สนุกกว่าที่จะสนใจคนใกล้ตัว นี่จึงนำไปสู่การพังทลายของวัฒนธรรม และถูกธรรมชาติเอาคืนจึงตามมา ในประวัติศาสตร์เรามีบทเรียนมากมาย แต่เราก็ทำเป็นมองผ่าน ๆ นี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างเล็ก ๆ ของหน้าประวัติศาสตร์แห่งการล่มสลาย หรือว่าโลกเรา ตัวเรากำลังเดินไปสู่หนทางแบบนั้น

ภาพ : อินเตอร์เน็ต

เกาะอีสเตอร์ (ถูกค้นพบในวันกลับคืนชีพของพระเยซูในปี ค.ศ.1723 จึงได้มีชื่อเช่นนี้) เกาะนี้ตั้งอยู่แทบสุดทะเลใต้ มีอนุสาวรีย์หินจำนวนร้อยอยู่บนเกาะแห่งนี้ ที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่มาก่อน จากความรุ่งเรืองสู่เสื่อมถอย ที่แทบจะไม่มีคนอาศัยอยู่ เป็นสิ่งที่เราน่าจะนำมาเป็นบทเรียนในวันที่เรากำลังก้าวสู่ยุคพัฒนาการสูงสุด จากความเป็นมาในหนังสือ สู่จุดจบ โดย ดร.ไสว บุญมา เขียนไว้ว่า บรรพบุรุษชาวเกาะอีสเตอร์มาจากหมู่เกาะในทะเลใต้เมื่อราว 1100 ปีที่ผ่านมา และถูกตัดขาดจากเกาะเหล่านั้นมาเป็นเวลานานเพราะความห่างไกลและไม่สามารถสร้างเรือหรือพาหนะเพื่อติดต่อกันได้
หลังจากอพยพไปถึงที่นั่นพวกเขาก็มีลูกมีหลานอย่างรวดเร็ว เพราะเกาะนั่นอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้หลากหลายชนิด นกและสัตว์น้ำในทะเล พร้อมทั้งมีที่ดินอันเกิดจากขี้เถ้าภูเขาไฟทำให้ปลูกพืชได้งอกงาม มีน้ำจากฝนพอประมาณและมีอากาศอบอุ่น ประชากรของเกาะเพิ่มขึ้นถึงหลักหมื่น ก่อนที่สังคมจะล่มสลาย ปัจจัยที่ทำให้ล่มสลายได้แก่การใช้ทรัพยากรแบบขาดสมดุลอย่างร้ายแรงโดยเฉพาะป่าไม้อันอุดม พวกเขาล้างป่าเพื่อเอาที่ดินมาทำการเกษตร ทำฟืนและทำเรือ นอกเหนือจากนั้น พวกเขาใช้ไม้จำนวนมากในการชักลากอนุสาวรีย์ขนาดใหญ่จากภูเขาไปตั้งในที่ต่าง ๆ ตามความต้องการของชนชั้นนำซึ่งประกอบด้วยหัวหน้าและลูกน้องของกลุ่มคน 12 กลุ่ม พวกหัวหน้ากลุ่มเหล่านั่นแข่งขันกันสร้างอนุสาวรีย์ที่ใหญ่ขึ้น ๆ ทำให้ต้องใช้แรงงาน อาหารและต้นไม้มากขึ้นเป็นเงาตามตัว ฉะนั้นเพียงราว 600 ปีหลังจากที่พวกเขาอพยพไปตั้งหลักแหล่ง พวกเขาก็ตัดไม้ใหญ่ ๆ จนหมด จนไม่เหลือพอที่จะสร้างเรือออกทะเล

ภาพ : อินเตอร์เน็ต

            อย่าหลงระเริงว่าเราจะไม่มีวันเสื่อมสลาย เอาแบบที่เห็น ๆ กันอยู่ ร่างกายของเรานั้นจะค่อย ๆ ทรุดโทรม ทั้งตามธรรมชาติอายุขัยและการใช้งาน ยิ่งหากเราใช้จนเกินไป วันหนึ่งเราคงต้องอาศัยผู้อื่นช่วยดูแล แล้วจะน่ากลัวสักเพียงใดเมื่อวันนั้นมาถึง วันที่ร่างกายเสื่อมลง แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่เดินเป็นเพื่อน ไม่มีใครเลยที่จะเอื้อมมือมาพยุง ไม่มีแม้แต่คนคอยประคองปลอบประโลม ชีวิตที่ผ่านมา ความยิ่งใหญ่ที่สร้างไว้จะมีประโยชน์อันใดเล่า? ความรักที่แท้จริง ความยิ่งใหญ่ที่มั่นคงสุดคือการรู้จักที่จะดูแลกันและกันด้วยหัวใจ สร้างอาณาจักรสวรรค์ด้วยหัวใจ สิ่งอื่นทลายลงได้ แต่ความรักความดีมีเมตตาจากใจจะไม่มีวันเสื่อมสลายลงได้ นี่คืออาณาจักรสวรรค์อันแท้จริง ที่เราต้องช่วยกันสร้างขึ้นมา