วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ในความเฉอะแฉะ

 

ในความเฉอะแฉะ

หลายวันมานี้ฝนเทลงมาเกือบทุกวัน ถนนหนทางเปียกชื้นเฉอะแฉะ จะเดิน จะขับรถ ก็ต้องค่อย ๆ ระมัดระวัง อาจจะช้าลงบ้างก็ทำให้ปลอดภัยทั้งเราและคนอื่น ๆ ด้วย บนถนนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ บางจังหวะที่แสงตกกระทบลงมาทำให้เราเห็นภาพสะท้อนที่สวยงามมากขึ้น และแปลกตา ก็เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละ ในบางวันแม้จะดูไม่ค่อยจะราบรื่น แม้จะไม่ค่อยจะสะดวกสบาย แม้จะไม่คุ้นชิน แต่เราก็ทำให้มันมีมุมที่สวยงามได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองและเห็นความงามที่แฝงอยู่ในมุมนั้นมั๊ย ในความขัดแย้งระหว่างวัย ในความคิดต่างระหว่างขั้ว ในความสับสนคนละอุดมการณ์ นั้นก็มีความงาม ถ้าเราเรียนรู้โดยไม่ยึดมั่นในสิ่งเดิม ๆ สิ่งเคย ๆ ทำมา

เหมือนเรื่องราวของครูสอนศิลปะคนหนึ่ง ที่อยากจะให้เด็กเรียนรู้ความงามในความผิดพลาด จึงให้เด็กทุกคนไม่ให้ใช้ยางลบในการวาดรูป ถ้าผิดจุดไหนก็ให้กากบาทลงไป แล้วไปเริ่มต้นยังจุดใหม่

ระหว่างที่เด็กๆ วาดภาพ เด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาทันทีว่า “ครูคะ หนูอยากได้ยางลบ หนูวาดผิดค่ะ”

คุณครู “ไม่เป็นไร หนูวาดตรงอื่น หรือ หนูจะขีดกากบาททิ้งก็ได้นะ”

เด็กหญิง “ไม่เอา ภาพหนูไม่สวยพอดี งั้นหนูขอกระดาษแผ่นใหม่เลยได้ไหมคะ”

ภาพของเธอนั้นมีทั้ง “บ้าน” “ภูเขา” “ทะเล” แต่จุดที่เธอทำพลาดนั้นเล็กมาก ๆ มีเพียงแค่เส้นยึกยือที่เธอตั้งใจนะวาดเป็นคลื่น แต่วาดโผล่พ้นเส้นที่แบ่งระหว่างทะเลกับท้องฟ้าเท่านั้น ความผิดพลาดของเธอเล็กมาก ๆ  “ความสวยงาม” คือ สิ่งที่เด็ก ๆ ทุกคนให้ความสำคัญ แต่จุดเล็ก ๆ ที่ผิดพลาดสามารถ ทำให้ทั้งภาพหมดความสวยงามได้เชียวหรือ? 

คุณครู “ครูขอโทษนะ แต่ห้องเรียนนี้ไม่มียางลบ และครูคิดว่า หนูวาดมาตั้งเยอะแล้ว น่าเสียดายที่หนูจะทิ้งภาพนี้ไป หนูลองวาดเส้นนั้นให้เป็นอย่างอื่นดูไหม”

เด็กหญิงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “หนูจะวาดเป็นเรือต่อจากเส้นนี้ได้ไหม”

คุณครู “เป็นความคิดที่ดีนะ ลองวาดดูนะ”

ไม่นานเด็กหญิงก็วาดเส้นต่อเติมเส้นที่ผิดพลาดให้กลายเป็นเรืออย่างที่เธอบอกคุณครูไว้ ก่อนหมดชั่วโมงเรียน...เด็กหญิงเดินมาหาคุณครูแล้วพูดว่า “ต่อไปนี้หนูจะไม่ใช้ยางลบแล้ว ทั้งที่บ้านและโรงเรียน”

คุณครู “อะไรทำให้หนูเปลี่ยนใจ?”

เด็กหญิง “วันนี้หนูลองวาดแก้เส้นที่หนูวาดผิดไป กลายเป็นสวยกว่าเดิมอีก”  คุณครู “นั่นสินะ หนูทำให้สิ่งที่หนูทำพลาดกลายเป็นส่วนที่เติมเต็มภาพได้สวยงามมากๆ เลย”

เด็กหญิง “เติมเต็ม?”     คุณครู “ทำให้สมบูรณ์มากขึ้น”

เด็กหญิง “ครูรู้ไหมหนูวาดอะไร?”       คุณครูตอบอย่างเถรตรง “ภูเขา บ้าน เมฆ ทะเล มีปลา ปู สายรุ้ง เรือ มีคนบนเรือด้วย”

เด็กหญิง “มีอีกไหมคะ”  คุณครู “น้ำ? ท้องฟ้า?”

เด็กหญิง “ความสุขค่ะ หนูวาดทุกอย่างยิ้ม  (เพ็จ : สมเกียรติ โอสถสภา)

           


ชีวิตจริงเราก็ไม่มียางลบ ให้ลบล้างความผิดได้ ถ้าเราทำผิดพลาด เราต้องเผชิญปัญหา และพยายามแก้มันอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว เราควรยอมรับผลที่เกิดขึ้น แล้วก้าวข้ามผ่านมันไป สุดท้าย สิ่งที่เราควรมีในชีวิต คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนความไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง ในโลกวันนี้เรามักร้องเรียกความสมบูรณ์จากผู้อื่น โดยที่เรามักถือยางลบแท่นใหญ่ให้ตัวเอง แล้วเราจะพบความสุขได้เยี่ยงไร??? ในความทุกข์ ยังมีความสุข ในความเฉอะแฉ ยังมีแสงสวยงาม ในความไม่รู้ยังมีความฉลาด อย่าคิดว่าคนอื่นโง่ ที่เขาไม่พูดไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่อง เราสร้างสุขจากจุดนี้ในใจเราให้ได้ก่อน...

วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปิดเสียงแจ้งเตือน เปิดเสียงแจ้งใจ

 

ปิดเสียงแจ้งเตือน

เปิดเสียงแจ้งใจ

            ตีห้า แสงจากโทรศัพท์มือถือสว่างวาปขึ้นมา แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา ทำให้ตกใจตื่น เปิดดูก็เป็นแค่ข้อความโฆษณา คงเป็นเพราะความง่วงเมื่อคืน ตอนก่อนนอนจึงลืมปิดการแจ้งตื่น แล้วก็ไม่ได้เปิดโหมดกลางคืนไว้ ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว จึงลุกจากที่นอนมาหาอะไรอ่าน ก็เปิดจากในโทรศัพท์นั่นแหละ อ่านนั่นอ่านนี่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมีมากมาย ไม่นานเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้จากมือถือเครื่องเดิมก็ดังขึ้น มันทำให้นึกย้อนหลังกลับไปในวันที่ยังตอนเป็นเด็ก เช้าตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ต้องรีบวิ่งไปเข้าวัดเช้า ในระหว่างวันก็ยังได้ยินเสียงระฆังจนคุ้นชินกับการเป็นชุมชนคาทอลิก

เสียงระฆังดังขึ้นตอน 6.00 น. ตอนเที่ยง และอีกครั้ง ตอน 18.00 น. นั่นคือ การบอกเวลาให้เราระลึกถึงการแจ้งข่าวจากเทวทูตแด่พระนางมารีย์ เราจึงสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าว วันเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมเก่าก่อนเลือนหายมลายลง วันนี้ดูเหมือนว่าเสียงระฆังเหล่านั้นที่ยังคงมีอยู่บ้าง และกลายเป็นเสียงแจ้งเวลาเท่านั้น เราไม่ได้หยุดกิจกรรมการงานเพื่อสวดบทนี้กันแล้ว หรือบางทีบางคนก็เริ่มรำคาญเสียงระฆังจากวัดวาอารามเสียด้วยซ้ำ..

ในวันนี้เรามีเสียงแจ้งเตือนต่าง ๆ มากมาย จนบ่อยครั้งก็น่ารำคาญกว่าเสียงระฆัง จึงหาทางปิดการแจ้งเตือน เพราะมันเตือนถี่เตือนบ่อย พร่ำเพรื่อจนไร้สมาธิในการทำอย่างอื่น หนำซ้ำยังเป็นการรบกวนคนอื่นโดยใช่ที่อีกด้วย เห็นบ่อยไปที่บางคนปล่อยให้เสียงเตือนจากโทรศัพท์ดังซ้ำ ๆ ๆ โดยไม่ปิดเสียง แม้กระทั่งตอนร่วมพิธีกรรม ไม่สนใจคนอื่น เอาสบายของตนเองเป็นที่ตั้ง


ในวันนี้เรามีเทคโนโลยีใหม่มากมาย เพื่อแจ้งเตือนให้เราทำนั่นทำนี่ เพื่อบอกสถิติการเดิน-วิ่ง การกิน การนอน เรามีเครื่องช่วยจำ  ใช่หรือไม่ ความจำของเรากลับเลือนหายไป เรามีเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ผ่านออนไลน์มากมาย แต่กลับพูดคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เรามีแหล่งหาข้อมูลเยอะแยะ แต่เรากลับแยกแยะกันไม่ค่อยเป็น เราปล่อยให้เครื่องเตือน แต่ไม่เคยที่จะให้มโนธรรมเตือนตน คนจึงเห็นแก่ตัวมากขึ้น แล้วคิดไปว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นดีเลิศประเสริฐศรี คนอื่นต้องมาทำตามสิ่งนี้ เพราะว่ามันสุดยอดจริง ๆ นะจะบอกให้หามาทำกัน ต่างคนต่างเอาดีของตัวเป็นที่ตั้ง แล้วเที่ยวระรานคนอื่นว่าต้องทำแบบนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะนี่คือเสรีภาพ อิสระภาพ เอาเข้าจริง เราไปเปิดเสียงเตือนคนอื่น แต่เราปิดเสียงเตือนตนไปเสียเอง สังคมกำลังป่วยเพราะโรคหลงตัวเองกันมาก ระบาดไปทั่วยิ่งกว่าโควิด-19 ชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้ เก็บความดีไว้ครอบครองคนเดียว นับวันโลกเรายิ่งระบมเพราะเชื้อนี้นี่แหละ

โลกวันนี้ ถ้าวันใดที่เราไร้ระบบอินเตอร์เน็ต ไร้ไวไฟ ชีวิตแทบเดินไม่เป็น ผู้คนวันนี้อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ กันไม่เป็น ดูเหมือนว่าเรากลัวใจตัวเองหรือเปล่า? เพราะเราไม่เคยเปิดเสียงแจ้งใจ ปล่อยให้วัตถุภายนอกเข้าครอบครอง จิตใจจึงอ่อนแอ ไหวเอนไปกับกระแสวัตถุสุดซอย แม้กระทั่งความเชื่อความศรัทธา เรายังต้องมีสิ่งวัดแจกแจงออกมาเป็นตัวเลข เรามิได้ใช้ความเชื่อเพื่อจรรโลงใจ มิได้ใช้ศรัทธาขัดเกลาจิตวิญญาณ ความกระด้างหยาบจึงปรากฏในวิถีชีวิตของเรา สวดมากแต่หากไร้การไตร่ตรอง เข้าวัดบ่อยแต่ไม่ปล่อยวาง อ่านพระวาจาทุกวัน แต่ความสำคัญจับไม่ได้ แปลความหมายเข้าข้างตัวเอง และหลายครั้งเราข่มเหงผู้อื่นด้วยการยกความดีที่ทำไปเบียดบัง จะมีประโยชนอันใดเล่า? ทั้งหลายทั้งปวง เราปิดการแจ้งเตือนใจตน โดยไร้รักตัวเอง จนไม่สามารถรักผู้อื่นได้ สาอะไร!!! กับพระเจ้าที่เรารักแต่ปากและคำพูด แต่ไร้การกระทำ ปิดการแจ้งเตือนภายนอกซะบ้าง เปิดใจรับการแจ้งข่าวดี ชีวีจะได้เป็นสุข...

วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2563

อย่ามีสุขโดยลืมสร้างสุข

 

อย่ามีสุขโดยลืมสร้างสุข

อายุเริ่มมากขึ้น ความคุ้นชินต่อสิ่งต่าง ๆ ก็มากตาม เห็นความเปลี่ยนแปลงที่มาอย่างรวดเร็ว เห็นการจากลากลายเป็นเรื่องที่มิอาจจะหลีกเลี่ยง และสอนให้ตระหนักว่านี่คือ สิ่งที่ทุกคนต้องเจอ ต่อให้มีทรัพย์สินมากมายเพียงใด มีความรู้สูงส่งแค่ไหน มีตำแหน่งใหญ่โตแล้วไง? ดูสิ เจ้าโควิด-19 ไม่เคยสนใจใคร!!! ทุกคนมีสิทธิ์จะได้รับเชื้อนี้เท่าเทียมกัน ถึงแม้ว่าเราจะเริ่มปรับตัวปรับใจให้เข้ากับมันได้ จนกลายเป็นความเคยชิน และไม่นานเราก็หลงลืมด้วยการละเลยไร้การเคร่งครัด ก็คงเหมือนกับหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคม ที่พอเป็นกระแสเพียงไม่นานเราก็จมหายไปในกระแสจนมิรู้ว่า แท้จริง กระแสนั้นคืออะไร?

มีปลาอาวุโสตัวหนึ่ง ว่ายน้ำสวนทางกับลูกปลาสองตัว ปลาอาวุโสจึงทักทายขึ้นว่า

“อรุณสวัสดิ์หนูน้อย"

“น้ำเป็นไงบ้าง"

ลูกปลาสองตัวไม่ตอบ ได้แต่ว่ายน้ำต่อไป สักพักตัวหนึ่งหันมามองหน้าเพื่อน แล้วถามขึ้นว่า

“เฮ้ย! น้ำคืออะไร?” (หนังสือ : วิชาสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน)

ท่ามกลางกระแสเสพติดสื่อโซเชียล ที่ว่ายเวียนอยู่กับข่าวสารข้อมูลที่ถูกระบบอัลกอริทึมคัดสรรมาให้เราเสพตามความชื่นชอบ แล้วก็ค่อย ๆ แทรกซึมจนกลายเป็นวิถี ที่สุดก็เปลี่ยนแปลงเป็นนิสัย สิ่งที่ได้เห็นบ่อย ๆ ได้ยินถี่ ๆ ไม่นานสิ่งนั่นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แล้วเราก็จะจดจ่อกับสิ่งนั้นจนหลงลืมบางสิ่งบางอย่างในชีวิตไป ละเลยวิถีที่เคยมีมา ใช้เวลาหมดไปกับเครื่องมากกว่าอยู่กับคน เรามักละเลยและมองไม่เห็น สิ่งที่เป็นอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เฉกเช่นปลาที่อยู่กับน้ำมาตั้งแต่เกิด จนไม่สามารถรู้ได้ว่าน้ำคืออะไร? ใช่หรือไม่ เรามีลมหายใจ แต่เราไม่ค่อยรู้สึกถึงการมีอยู่ของลมหายใจ เรามีความสุขในความพอเพียงแต่เราก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ เรามีชีวิตที่ดี แต่เราไม่รู้สึกว่าที่เป็นอยู่คือ ชีวิตที่ดี เราไม่เคยเห็นคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวกลับมองหาในสิ่งที่อยู่ไกลเกินเอื้อมและให้คุณค่าอย่างสุดจิตสุดใจ

ผู้คนวันนี้ต่างว่ายตามกระแสไปเรื่อย ๆ โดยมีความอยากเป็นเหมือนเครื่องยนต์ขับเคลื่อน มองไปแต่ข้างหน้าอย่างเดียว ละเลยสิ่งที่อยู่ข้าง อยากไปให้เร็วไว อยากเป็นเหมือนคนนั้น อยากได้สิ่งที่ดี อยากครอบครองตำแหน่งใหม่ ๆ อยากมีนั่นมีนี่ จนเราเผลอลืมความสุขง่าย ๆ ที่หาได้จากทุกวัน จากคนใกล้ชิด จากการพูดคุยกับเพื่อนฝูง จากการได้เห็นความเติบโตของลูกหลาน เห็นความงามของท้องฟ้า ต้นไม้ใบหญ้าที่งอกงาม ลองละสายตาจากเครื่อง หันมาใส่ใจกับผู้คนรอบข้างสักหน่อย แล้วจะพบว่า แค่ได้เป็น “คน” ก็เป็นสุข หัดนั่งลงนิ่ง ๆ ในพื้นที่เงียบ ๆ และเตือนตัวเอง บอกตัวเอง เพื่อให้ได้รู้สึกกับตัวเองว่า หยุดความคิด เพื่อเปิดทางหัวใจหลีกทางให้รักนำดูบ้าง ให้หัวใจส่งผ่านกาลเวลา อย่าใช้แค่หัวสมองเพียงอย่างเดียว

บางทีเพราะเราหลงลืมละเลยที่จะขอบคุณตนเอง ขอบคุณผู้ที่เคยปกป้องดูแล ขอบคุณต้นไม้ ทะเล ภูเขา สายลม และแสงแดด ที่สุดอย่าลืมขอบคุณพระเจ้า  ด้วยการอ่อนน้อมถ่อมตนกับธรรมชาติ ใส่ใจสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว เห็นคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนก็ตาม ทบทวนไตร่ตรองตนเองบ้างว่า จะทุกข์ไปทำไม เราก็แค่เศษเสี้ยวจักรวาล เรามามีชีวิตบนโลกนี้เพียงชั่วคราว จะโกรธ จะเกลียด จะเห็นแก่ตัว อวดตัวกันไปเพื่อให้ได้อะไร ความสุขไม่เคยหายไปไหน ยังอยู่กับเราเสมอ อยู่ในหัวใจเรา ความสุขอยู่ที่ใจที่วางให้เป็น อยู่ที่ใจที่มั่นคง อยู่ในใจที่เปี่ยมรักและเมตตา ความสุขแท้จริงอยู่ตรงนั้น อย่าลืมและอย่าละเลยที่จะสร้างสุขให้เกิดขึ้นทุกวัน และจะดีเพียงใดในวันสุดท้ายปลายทางชีวิตเราคืนความสุขนั้นให้กับพระเจ้า ความสุขเป็นของพระเจ้า เราต้องนำกลับคืนให้กลับพระองค์ อย่าว่ายเวียนในกระแสความสุขนี้จนไม่รู้ว่าความสุขที่แท้คืออะไร? เพราะนี่จะเป็นการมีชีวิตที่เปล่าประโยชน์อย่างยิ่ง....

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2563

น้ำตาสวรรค์

 

น้ำตาสวรรค์

ช่วงเดือนตุลาคม เป็นช่วงฤดูมรสุม ฝนฟ้ามักจะตกหนักลงมา น้ำท่วมจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เสมอ คนที่มีบ้านริมลุ่มน้ำมักคุ้นชินกับสิ่งเหล่านี้ แต่ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ หลายแห่งก็สร้างกำแพงผนังกั้นตามชายตลิ่งแม่น้ำ ซึ่งบางครั้งก็เอาไม่อยู่หากว่ามีฝนตกหนักและมีมวลน้ำรวมตัวกันมาก ๆ เวลาฝนตกลงมาคราใดใจก็มักคิดว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหม? เดินเข้าเดินออกไปดูการขึ้นลงของน้ำ และคำนวนด้วยประสบการณ์เพื่อเตรียมความพร้อม และบ่อยครั้งในเดือนนี้โดยส่วนตัวแล้วก็มักคิดถึงการสูญเสีย ครั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในวัยเยาว์ เมื่อวันเวลาผ่านไปหลายสิบปี ความเศร้าในความทรงจำก็เริ่มลบเลือน แต่ไม่เคยหายไปได้อย่างหมดสิ้น ครั้นยิ่งได้ฟังเพลงยุคเก่า ๆ เช่น เพลง “Tears in heaven”  ของ เอริค แคลปตัน ที่เขียนขึ้นในห้วงเวลาที่เขาเสียใจอย่างหนักในการสูญเสียลูกชายอันเป็นที่รักยิ่งไปในอุบัติเหตุ บทเพลงนี้ทำให้เราคิดว่าวันเวลาที่เรายังอยู่บนโลกนี้ เราต้องทำความดีความงาม เพื่อสักวันหนึ่งเราจะเจอคนที่เรารักอยู่บนสวรรค์ นี่คือ ความหมายของการมีชีวิต

Would you know my name?

เธอจะจําชื่อฉันได้ไหม

If I saw you in heaven?

ถ้าเราเจอกันบนสวรรค์

Would it be the same?

แล้วเราจะเป็นเหมือนเดิมไหม

If  I saw you in heaven?

ถ้าเราเจอกันบนสวรรค์

I must be strong

ฉันต้องเข้มแข็ง

And carry on

และมีชีวิตต่อไป...

 เราไม่รู้ว่ามีสวรรค์นั้นจริงหรือเปล่า แต่เราก็มีความหวัง เราจะได้รับเชิญให้เข้าไปหรือเปล่า? นั่นสิ... พระเจ้าเชิญเราทุกคนให้เข้าไปในอาณาจักรสวรรค์ มีแต่เรา พวกเรา นี่แหละ ได้เตรียมพร้อมหรือยัง? มีเสื้อผ้าแห่งความรักห่อหุ้มร่างกายให้สวยงามหรือเปล่า? มีเสื้อคลุมแห่งความเมตตากรุณาเพื่อความสง่างามหรือไม่? มีรอยยิ้มแห่งสันติที่ยินดีกับเจ้าของมากน้อยเพียงใด? คำถามเหล่านี้ คือ สิ่งที่ต้องย้ำเตือนเรา  แลtมีความหวังว่าเราต้องได้พบกันอีกครั้งในสวรรค์ ดินแดนแห่งความงามและสันติ

ฝนยังคงตกลงมาอย่างต่อเนื่อง เปรียบดั่งน้ำตาสวรรค์ที่หลั่งไหลมาบอกตอกย้ำเราว่า อย่าให้เบื้องบนต้องผิดหวังต่อความเป็นอยู่ในโลกนี้ของเราเลย วันเวลา ยุคสมัย เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ความเปลี่ยนแปลงในจิตใจของผู้คนก็มีมากขึ้น คุณค่าของน้ำใจก็มักถูกตีตราเปลี่ยนแปลงกลายเป็นมูลค่า ทำอะไรก็มักหวังผลเป็นเงินเป็นทอง เรื่องเศรษฐกิจนำจิตใจ โควิด-19 เกิดขึ้นมาเพื่อให้เราได้สำนึกรับผิดชอบร่วมกัน แต่หลายคนกลับยิ่งทำให้โควิดกัดกินเข้าไปจนถึงรากของจิตวิญญาณ ด้วยอวดดีอวดเก่งเบ่งบานไปทั่ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จริงถึงหนทางการเยี่ยวยารักษา ฟ้าจึงคงมีน้ำตาต่อไป เพื่อให้เราได้เห็นว่า คนกำหนดหรือจะสู้พระเจ้าลิขิต ซึ่งหากเราไม่กลับสู่การเตรียมด้วยความดีงาม เราก็มิวันที่จะได้เห็นความงามของแดนสวรรค์ ในวันฟ้าเปิด ทุกวันต้องเข้มแข็งและมีชีวิตต่อไปในความดีงาม...


วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2563

แล้ว...ก็ได้เห็น

 

แล้ว...ก็ได้เห็น

ในวันนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง การเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองที่เคยแสนง่ายดายก็กลายเป็นเรื่องลำบากขึ้นทันที ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยวที่เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟู ทำเงิน สะพัด จับจ่ายกันคล่องโลก ปีนี้ล้มละลายกันเป็นทิวแถว จากที่เคยมีกำไรใช้จ่ายกันแบบคล่องมือ เคยคิดกันว่าไม่มีอะไรจะมีขวางกั้นการไหลบ่ากระแสธุรกิจนี้ลงได้ จึงไม่มีการเตรียมตัวเตรียมใจรับมือกันมาก่อน วันนี้สิ่งที่ได้เห็น หลายภาคส่วนกระเด็นกระดอนไปคนละทิศคนละทาง ล้มลงแบบไม่เป็นท่า ปิดกิจการที่เคยใหญ่โตลง คนที่เคยได้มามากเป็นกอบเป็นกำ เวลาล้มย่อมต้องเจ็บมากกว่าเป็นธรรมดาของวิถีโลกนี้ เราได้เห็นสิ่งที่ปรับเปลี่ยนไป เนื่องด้วยไวรัสไวร้ายที่เรียกขานกันว่า “โควิด-19” ที่ยังไม่รู้ว่าจะหมดเรี่ยวแรงไล่ขวิดมวลหมู่มนุษย์ลงวันไหน? การเปลี่ยนไปในหลายสิ่งหลายอย่างทำให้เกิดสิ่งใหม่ในวิถีชีวิตของเรา และก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนไปในเชิงลบมากกว่าเสียด้วย...

ภาพ : อินเทอร์เน็ต

เราได้เห็น ความหยาบคายของผู้คนในวันนี้มากขึ้น ได้เห็นการแสดงกิริยา คำพูดคำจา แม้กระทั่งคำเขียน ผ่านเส้นทางสังคมออนไลน์ มีคำด่า คำหยาบ เต็มไปทุกท้องที่ สัตว์สารพัดออกมาวิ่งเพ่นพ่านในสังคมจนล้นบ้านล้นเมือง ที่สาธารณะเป็นแหล่งที่แสดงเสรีภาพแบบหยาบโลน พร้อมกระโจนรุมสกรัม เข้าใส่คนที่ตักเตือน ไร้การเคารพคนต่างวัย ไม่ใส่ใจคนอื่น เราได้เห็นการแสดงความคิดที่ยึดโยงทัศนคติของตนฝ่ายเดียวเป็นที่ตั้ง  เราได้เห็นความขัดแย้งขั้นรุนแรงของคนรุ่นวันนี้กับคนรุ่นเมื่อวานมากขึ้น ที่ต่างเกาะกุม ต่างฝ่ายต่างยึดในความคิดของตัวเอง เราได้เห็นสิ่งที่คนรุ่นหนึ่งแสดงออกต่อคนอีกรุ่นหนึ่งแบบไร้ใจรักภักดีต่อกัน สังคมที่ไร้รอยต่อเป็นท่อธารที่เปราะบาง เริ่มรั่ว เริ่มแตกหัก จนความเกลียดชังพวยพุ่งออกมาท่วมท้นสังคมในวันนี้ เราเห็นการดูถูกหยามเหยียดไม่ให้เกียรติกัน ด้วยเอาข้อมูลที่มีในหัวเป็นตัวตั้ง การรับฟังถูกปิด การวิเคราะห์ถูกบล๊อก ล็อกดาวน์อยู่ในวังวนที่ตัวเองชอบ เอาแต่กวักมือเรียกร้องให้คนอื่นมาอยู่ในวังวนตน หากแม้นมีข้อโต้แย้ง มีข้อสงสัย จะถูกกล่าวหาด่าทอเสีย ๆ หาย ๆ

ภาพ : อินเทอร์เน็ต
          เราได้เห็นความอบอุ่นในโลกออนไลน์ แต่เดียวดายภายใต้ชีวิตจริง เห็นความสนุกที่ได้แสดงออกบอกให้คนอื่นรู้ว่าข้าเก่ง ข้าแน่ เพื่อเรียกร้องให้คนอื่นมาเห็นด้วย มาเข้าข้าง แสดงความเห็นโดยที่ไม่ให้คนอื่นคิดเห็น หรือหลีกเลี่ยงการที่ให้คนอื่นรู้ตัวตนที่แท้จริง แอบอิงสิ่งที่เสมือนจริงเข้าสิงความดิบเถื่อน พร้อมที่จะเข้าไปแสดงความเห็นในทุกเรื่อง เชื่อมโยงเข้ามาในสิ่งที่ตัวเองเชื่อในทุกกรณี โชว์ความกร่าง โชว์ความเก่งบนคีย์บอร์ด แต่หัวใจมืดบอด เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์จริง อยากเป็นฮีโร่โชว์เท่เพื่อเรียกคะแนนนิยมให้คนชื่นชม แต่ต้องระทมคนเดียว เมื่อเกิดความทุกข์ยากในชีวิต เราเห็นเรื่องราวแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

เราได้เห็นคนมีอำนาจที่วางมาดใส่ทุกคน เอาชุดความคิดของตัวเองพยายามไปติดตั้งใส่คนอื่น แล้วก็พลอยคล้อยคิดตามไปว่า ความคิดนี้ คือ สุดยอดแล้ว จนบางครั้งก็หลงลืมไป ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจในสิ่งที่เราคิดเสมอ เราได้เห็นคนวันนี้สื่อสารกันไม่ค่อยจะเป็น ไม่ค่อยพูดอธิบายถึงรายละเอียด เมื่อมีอำนาจก็มักคิดไปเองว่าทุกคนจะต้องตามติดความคิดของตัวเองให้ทัน วางแผนงานมาบ่อย ๆ แต่ไม่ค่อยใส่ใจสิ่งที่ทำผ่านมาแล้ว เอาเข้าจริงสิ่งที่ทำให้คนเราอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข คือ การพูดคุยกัน รู้จักที่อธิบาย รู้จักที่จะพูดกันด้วยหัวใจ ฟังด้วยจิตพิเคราะห์ มิใช่ด้วยคำสั่ง เราได้เห็นคนที่พอมีอำนาจก็หลงในอำนาจนั้น เที่ยวบังคับคนอื่นให้เชื่อ ให้ทำตามตน เราได้เห็นความหลงใหลในความคิดของคนมากมาย ที่กำลังเป็นอันตรายในการอยู่ด้วยกันเป็นชุมชน เราจึงเห็นความขัดแย้งอยู่เรื่อย ๆ

ภาพ : อินเทอร์เน็ต

ห้วนคิดกลับไปในระยะเริ่มแรกของการระบาดของไวรัสโควิด-19  ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของหลายสิ่งหลายอย่าง ของหลายคน ที่เป็นไปในทางที่ดีและสวยงามขึ้น แต่เมื่อพอเราเริ่มจะปรับตัวและคุ้นชินในวิถีใหม่ เราก็กลับสู่นิสัยเก่าดั้งเดิม คือ เห็นแก่ตัว หลงตัว อวดเก่ง อวดดี คืนกลับมาและกลับมาแรงเพิ่มขึ้นเสียด้วย หรือว่านี่... จะเป็นเหตุให้โควิด-19 ระบาดต่อไปและหนักขึ้น เพื่อจะตีสอนมนุษย์ต่อไปจนกว่าเราจะได้เห็นว่า แท้จริงแล้วโลกเรานี้ต้องอาศัยความรักและเมตตาต่อกัน เราจึงจะพบกับสันติสุข ใครอยากจะได้เห็นโลกเปลี่ยนแปลงไปด้านนี้บ้าง ก็ต้องช่วยกันลดความเห็นแก่ตัวลง เพิ่มความรักเมตตาให้มากขึ้น ๆ นี่แหละ “วัคซีน”สำหรับวันนี้...