วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563

คริสต์มาส คิดเหมือน ใคร

 

คริสต์มาส คิดเหมือน ใคร

ถึงแม้จะผ่านไปแบบลุ้นกันจนหยดสุดท้าย กับการสมโภชพระคริสตสมภพที่วัดเซนต์หลุยส์ของเราในปีนี้ ท่ามกลางการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 งานรื่นเริงจึงถูกงด เหลือแต่มิสซา ที่เราผู้รัก นับถือ ศรัทธา ในองค์พระเยซูเจ้ารอคอยมาตลอดปี มีผู้ที่มาเข้าร่วมจนเต็มจำนวนที่กำหนดตามมาตรการทางสาธารณสุข (บางที่หลายแห่งเหลือเพียงพิธีทางออนไลน์เท่านั้น) คริสต์มาสปีนี้จึงเป็นการระลึกถึงการบังเกิดมาของพระกุมารเยซูแบบเงียบ ๆ เรียบ ๆ ทำให้ย้อนไปในวันนั้น วันแห่งการเริ่มต้นตำนานแห่งรักและการไถ่กู้ ในภารกิจนี้มีหลายคนที่เกี่ยวข้อง มีหลายคนที่เริ่มต้นในค่ำคืนที่แสนจะเงียบและเรียบง่าย กลับกลายเป็นสิ่งล้ำค่าในกาลต่อมา ย้อนกลับมามองสำรวจตรวจสอบตัวเรา คริสต์มาสปีนี้ เราได้คิดเหมือนหรือมีอะไรเป็นบทเรียนเพื่อนำมาเป็นเครื่องชี้นำชีวิตเราบ้าง ?

แม่พระ... คนที่สำคัญที่สุดในค่ำคืนนั้น หญิงสาววัยน่ารัก กำลังมีชีวิตที่สดใส แต่แล้วต้องมาน้อมรับการเป็นแม่คนแบบกระทันกัน และต้องแบกภาระอันหนักอึ้ง แต่พระนางน้อมรับด้วยความสุภาพ แม้จะมีความกลัวอยู่บ้าง อาจจะมีคำถามแต่ไม่มากนัก รับฟัง อ่อนน้อมยอมรับเอาความทุกข์ยากเพื่อผู้อื่นหมื่นแสนล้านคนมาแบกรับ ต้องมากลายเป็นแม่ผู้แกร่งกล้าที่สุด นับจากเหตุการณ์ในค่ำคืนที่เทวดานำข่าวมาแจ้งสาร ต้องอพยพไปที่นั่นที่นี่ ความเชื่อความศรัทธาเป็นบ่อเกิดแห่งพลังในการต่อสู้ชีวิต

แล้วเราล่ะ รับฟังภายในกันมากน้อยเพียงใด ในโลกที่เต็มไปด้วยเสียงของความเก่ง ที่แข่งกันเบ่ง และเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ความอ่อนน้อมไม่มี มีแต่หยิ่งที่อยากจะยิ่งใหญ่ ไม่เคยฟังใคร มีแต่ใคร ๆ ต้องฟังงฉัน ล็อกดาวน์ตัวเองดำเนินชีวิตด้วยเสียงแห่งตนมากกว่าความเป็นคนของพระ สิ่งนี้ทำให้สังคมเรากำลังบิดเบี้ยว

นักบุญยอแซฟ... ผู้นิ่ง สุขุม กล้าหาญ ผู้นำที่ไม่ต้องแสดงความเป็นผู้นำให้คนอื่นเห็น แต่มีแสงแห่งตนเอง เลือกที่จะทำตามเสียงของพระเจ้า และอยู่เคียงข้างกับคนที่รักเสมอ ความอดทนเป็นเลิศ มีความรอบรู้และเลี้ยงดูพระเยซู ปูทางด้านงานฝีมือและหมั่นศึกษา ยอมรับการตัดสินใจของคนรอบตัวอย่างเคารพ คนแบบนี้จะมีสักกี่มากน้อยในวันนี้

เราเห็นคนที่ต้องการเป็นผู้นำมากมายที่พยายามโชว์อำนาจ พยายามทำให้คนอื่นเห็น แม้จะยอมสร้างภาพ ไม่เคยทำอะไรด้วยหัวใจตัวเองบ่งการ คนอื่นจะมาอวดเก่งเกินหน้าไม่ได้ ในยุคที่ทุกคนเก่งแต่ไม่แกร่ง เพราะเราล้วนกลัวแม้กระทั่งไวรัสตัวเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น แล้วเราต้องการจะที่จะยิ่งใหญ่ไปเพื่ออะไรเล่า?? 

คนเลี้ยงสัตว์... คนเล็ก ๆ ที่มีวิถีชีวิตของตัวเอง แต่มีน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ แม้จะนอนกลางทราย กายไม่สะอาด ไม่เป็นที่รู้จัก ไม่โด่งดัง ซื่อ ๆ เห็นอะไรก็เชื่อแบบนั้น เมื่อรู้ว่ามีเด็กน้อยเกิดมาแถวนี้ ก็ขอไปแสดงความยินดี ไปร่วมชื่นชม ให้กำลังใจพ่อแม่มือใหม่ เป็นเหมือนเพื่อนร่วมทุกข์ยาก ไออุ่นจากพวกเขา คือ ความอบอุ่นที่แสนจะบริสุทธิ์

น้ำใจ คือ สิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่เรามักจะไม่ค่อยมีให้ใครสักเท่าไหร่ เรามักคิดถึงแต่ตัวเอง เห็นแก่ตัวมากกว่าเห็นแก่คนอื่น กระแสสังคมมอบความเป็นคนแบบนี้มาให้เรา จนกลายเป็นอุปนิสัยสาธารณะไปแล้ว คนยุคเราเรื่องน้ำใจ เรื่องชื่นชมคนอื่นหาน้อยเต็มที มีแต่ชอบวิจารณ์คนอื่น เราไม่ค่อยยินดีแม้กับคนรอบตัว หากเรามีความซื่อ ๆ คิดเหมือนคนเลี้ยงบ้าง สังคมจะอุดมด้วยความงามมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

พญาสามองค์... ผู้แสวงหาความจริงจากต่างถิ่น แม้จะมีอำนาจบารมีในตัวเองอยู่แล้ว แต่กลับรู้สึกว่าต้องเคารพต่อผู้ที่จะนำพาความสงบร่มเย็นมาให้กับผู้คน ยอมเสียสละสิ่งที่มีค่า  มุ่งมั่นอย่างไม่ลดละความพยายาม จวบจนได้เจอได้พบ ยอมรับในความคิดของคนต่างถิ่น เพื่อหล่อมรวมเป็นหนึ่งเดียว

ในวันนี้จะเราจะมีน้ำอดน้ำทนสักเพียงใดในการเฝ้ารอคอย ไม่ได้ดังใจก็บ่นก็เบื่อ ก็ตะโกนเรียกร้อง ความจริงสิ่งเดียวในชีวิต คือ ทุกคนต้องทำตามใจฉันเท่านั้น เราไม่เคยออกจากตัวตนเพื่อแสวงหาสัจจะ  แต่เราต้องการแสดงออกเพื่อให้ทุกคนคิดแบบเรา เอาเข้าจริง...เราเคยพบความสุขบนทางแบบนี้หรือไม่? เราเคยได้เห็นความงามยามที่เราต้องการหรือเปล่า? เราปรารถนาดีต่อคนรอบข้างมากน้อยเพียงใด? คริสต์มาสปีนี้ผ่านไปอีกครั้ง แต่อย่าให้ผ่านไปแบบไร้ความหมาย ในค่ำคืนอันเงียบสงบย่อมสยบความวุ่นวาย ความหยิ่ง ความเห็นแก่ตัวลงได้ นิ่ง ๆ ยิ่งสงบ หยิ่ง ๆ ยิ่งสับสน แล้วเราคิดจะเป็นเหมือนใครบ้างมั๊ยในค่ำคืนนี้..???

วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สันติสุขแห่งดวงใจ

 

สันติสุขแห่งดวงใจ

เวลาก้าวย่างใกล้จะผ่านพ้นปี 2020 เข้าไปทุกที ปีนี้เป็นปีที่หนักหนาสาหัสของคนทั่วโลก โควิด-19 ระบาดจนระบมข่มขืนกันทั่วหน้า มีจะความหวังด้านวัคซีนที่เริ่มมีการฉีดกันบ้างแล้ว แต่ในประเทศยุโรปกลับต้องปิดเมือง ปิดประเทศกันอีกระบอก บางแห่งเลยไปถึงปีหน้าด้วยซ้ำ สำหรับเราที่สามารถก้าวข้ามผ่านปีนี้ไปได้อีกหนึ่งปี เราพบสันติสุขเกิดขึ้นบ้างหรือเปล่า? ดวงจิตหัวใจเรามีความสงบนิ่งลงบ้างไหม? เป็นคำถามที่เราต้องวนเวียนถาม เพื่อย้ำเตือนตัวเองให้บ่อย ไม่ใช่เฉพาะเวลาปีใหม่เท่านั้น ทุกค่ำคืนก่อนล้มตัวลงนอนได้ยิ่งดี สุขภาพกายสำคัญมาก ความไม่มีโรค ไม่เจ็บป่วยเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด สุขภาพกายดีย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิต จนกลายเป็นคนเข้มแข็งและอดทน ซึ่งจะอยู่รอดปลอดภัยได้ในยุคนี้ หมั่นฟังเสียงเตือนของร่างกาย ยิ่งในเมืองที่มีฝุ่นละออง มีมลพิษ ยิ่งต้องรู้จักรักษาร่างกายให้แข็งแรง เพราะร่างกายเรา คือ ของประทานอันล้ำค่า


หยุดที่จะยึดติดกับความเจ็บปวด ผิดพลาดในวันวานที่ผ่านมา ชีวิตต้องก้าวไปข้างหน้า อดีตก็ คือ บทเรียนที่ดี ที่ย้ำเตือนให้เรามีสติกับการดำเนินชีวิตต่อไป ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง บนความถูกต้อง อย่ากลัวที่จะเดียวดายในหนทางแห่งความจริง เพราะการได้เจอปัญหาก็ช่วยทำให้เรามองเห็นความจริงนั่นเอง ความจริง คือ สิ่งนิรันดร์ และทำให้เราพบกับคนที่จริงใจต่อกัน ในหลายปีที่ผ่านมา หลายคนพยายามที่จะทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จ มั่นคงทางด้านการเงินการงาน ไม่เคยคิดที่จะหยุดพัก เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และแล้วเกิดเหตุที่คาดไม่ถึง ตะลึงกันทั้งโลก ปีนี้กำลังสอนเราว่า “เงินทอง” แม้มีค่า แต่หาใช่สิ่งสำคัญที่สุด เหนื่อยก็ต้องให้รู้จักพัก หิวก็ต้องกิน เราทรมานตัวเองจนร่างกายอ่อนแรง ทำงานหนักเกินไป ทำงานเกินหน้าที่ไป ก็ไม่คุ้มค่าหากสุดท้ายสุ ขภาพต้องย่ำแย่ลงในทุก ๆ วัน

รู้จักที่จะปล่อยวางบ้าง จริงจังกับทุกอย่างที่ทำนั้นถือว่าดี แต่เมื่อทำให้สุดความสามารถแล้วผลจะออกมาเป็นยังไงก็ช่าง เพราะเราความดีงามเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อเราได้ทำเต็มที่แล้ว ฝึกตนให้เป็นคนยิ้มแย้มให้มากกว่าหน้าเครียดบึ้งตึง อย่างน้อยเมื่อเวลาที่เรายิ้ม โลกก็สดใสขึ้น ใคร ๆ ก็อยากอยู่ใกล้ สุขภาพจิตเราก็ดีด้วย สันติสุขแห่งดวงใจก็งอกเงย เรียนรู้ในการเป็นคนใจเย็นและมีเมตตาต่อทุกสิ่ง อะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็ต้องรู้ลดโมโหลงบ้าง ลดความเกรี้ยวกราดลง เบาได้เบา เมื่อใจเราจะได้เบาขึ้น สงบขึ้น รู้จักรอคอยได้ อดทนได้ อะไรที่ให้เราหวังไว้ไม่นานก็จะเป็นจริง

สิ่งหนึ่งพึงต้องกระทำเพื่อความเป็นคนโดยสมบูรณ์ คือ การรู้จักให้อภัยกับคนที่ทำให้เราโกรธ ที่ทำให้เราเกลียด เพราะอีกไม่นานก็จะลาจากกัน กลับคืนสู่สวรรค์บ้านอันถาวร และถ้าใจยังอภัยไม่ได้ก็ออกให้ห่างจากคนที่เคยโกรธเกลียดมาสักระยะ  เว้นระยะห่างทางความสัมพันธ์ เพื่อทำให้ใจเราไม่เป็นทุกข์ยามที่ต้องเห็นเห็นตากัน ทำร้ายกันไปมา มันยิ่งทุกข์ โลกวันนี้เต็มไปด้วยมลภาวะทางอารมณ์โกรธเกลียดกันมากไปแล้ว จนจะกลายเป็นพิษพิชิตโลกด้วยแรงคับแค้น สันติสุขจะเกิดไม่ได้เลยหากใจไร้อภัย หากใจไร้ความอาทรต่อกัน


ที่สุดแล้ว อย่าลืมว่า “ครอบครัว คนรัก” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต ให้เวลา ถามไถ่สารทุกข์คนใกล้ชิดกันบ้าง คำถามง่าย ๆ ทำงานวันนี้เป็นอย่างไร? มีเวลารับฟังปัญหา เรื่องราวที่คนรอบตัวอยากจะเล่า ไม่แย่งที่จะเล่าแต่เรื่องของเรา เอาเวลาดูแลหัวใจคนใกล้ตัว อย่ามัวแต่เห็นพวกเขาเป็นที่ระบายอารมณ์ ที่ตัวเราได้รับแรงกดดันมาจากข้างนอก เห็นใจกันและกัน ขอบคุณกันบ้าง นี่เป็นแหล่งก่อกำเนิดสันติสุข เป็นความสุขง่าย ๆ ในชีวิต เป็นสันติสุขแห่งดวงใจที่ไม่ต้องใช้เงินซื้อ

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ลอกคราบ

 

ลอกคราบ

โรคโควิด-19 ล้อมเราไว้ทุกด้านจริง ๆ ประเทศเพื่อนบ้านของเรายังคงระบาดหนักหน่วง และมีการเล็ดลอดเข้ามาตามชายแดน ทำให้ในบ้านเราเริ่มติดเชื้อโควิดกันบ้างแล้ว สถานการณ์เริ่มต้องหันกลับมาเข้มงวดกับมาตรการรักษาตัวเอง และใส่ใจกับคำแนะนำของสาธารณสุขกันมากขึ้น ซึ่งในตอนนี้ก็พยายามควบคุมโรคไว้ในพื้นที่จำกัดอย่างเต็มที่ ยิ่งใกล้สิ้นปีแบบนี้ เราต้องช่วยกันประคับประคองให้รอดปลอดภัยไปด้วยกัน 

ปีนี้ดูเหมือนผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน เพราะเวลาส่วนมากเราหมดไปกับการปรับตัวให้เข้ากับวิถีใหม่ในรูปแบบการป้องกันจากโรคระบาด ทำไปทำมาเราอยู่กับมันมาเกือบ ๆ ปีแล้ว เราปรับตัวเพื่อจะอยู่กับมันได้อย่างไม่ตื่นตระหนกได้มากน้อยเพียงใด? เราได้รับบทเรียนอะไรบ้างจากการระบาดของโรคร้ายแบบนี้ หาเวลาทบทวนตัวเองบ้างก็ดีเหมือนกัน จะได้เป็นการเตรียมตัวของเราเพื่อรับกับการเปลี่ยนแปลงต่อไปในวันข้างหน้าที่จะมาถึงนี้ ด้วยหัวใจแห่งความเบิกบานและมีความสุขได้ในทุกวันเวลา สิ่งที่เราต้องมีต้องทำกัน คือ ต้องรู้จักลอกคราบ ออกบ้าง คราบแห่งความเห็นแก่ตัว คราบคนอวดเก่ง อวดเด่น คราบแห่งความโลภ คราบแห่งความอยากได้อยากเป็นแบบคนอื่น เอาตัวเองออกมาทิ้งวางลงบ้าง เพื่อสร้างเกราะแห่งความดีงามมาห่อหุ้ม เพื่อเราจะได้เป็นคนที่สร้างสันติให้กับโลกนี้

วันหนึ่ง..กุ้งมังกร และ ปูเสฉวน ได้พบเจอกันในทะเล ปูเสฉวนเห็นกุ้งมังกรกำลังลอกคราบที่แข็งแกร่งของตนเองทิ้ง เหลือเพียงแต่ร่างที่เปลือยเปล่า ปูเสฉวนพูดด้วยความตื่นเต้นว่า

            “กุ้งมังกร ทำไมเจ้าจึงถอดเปลือกที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ป้องกันร่างทิ้งล่ะ ? เจ้าไม่กลัวโดนปลาใหญ่งับกินเจ้าภายในคำเดียวหรือ ? ดูสถานการณ์ของเจ้า ณ เวลานี้ แม้แต่คลื่นแรงๆก็สามารถพัดเจ้าไปชนโขดหิน ถึงเวลานั้น เจ้าไม่ตายก็แปลกประหลาดแล้ว”

กุ้งมังกรพูดอย่างไม่ทุกข์ไม่ร้อนว่า 

“ขอบใจในความเป็นห่วงของเจ้า ทว่า..เจ้าไม่เข้าใจ กุ้งมังกรอย่างพวกเรา ในการเจริญเติบโตทุกครั้ง ล้วนจำต้องลอกคราบเก่าทิ้งไปจึงจะเกิดคราบใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น การเผชิญอันตราย ณ ตอนนี้ เป็นเพียงการเตรียมพร้อมเพื่อพัฒนาที่ดียิ่งๆขึ้นไปในอนาคต”

ปูเสฉวนขบคิดไตร่ตรองอย่างละเอียด จึงรู้ว่า ตนเองตลอดมา รู้จักแต่มองหาสิ่งที่สามารถพักพิง หลบภัยและอาศัยได้เท่านั้น กลับไม่เคยที่จะคิดว่า ทำอย่างไรให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทุกๆวัน ล้วนใช้ชีวิตอยู่ ภายใต้ร่มเงาของผู้อื่น อยู่ภายใต้ข้อจำกัด จึงไม่แปลกเลย ที่ไม่สามารถพัฒนาตนเองตลอดกาล (เรื่องโดย Niwat Rungvicha)

ลอกคราบเอาเปลือกนอกทิ้งไป แล้วสร้างความดีงามไว้เป็นเครื่องปกป้องเรามิดีกว่าหรือ!!! เปลือกนอกแม้จะดูสวยงาม แม้จะดูแข็งแรง แต่หาความเที่ยงแท้มีไม่ ในสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา ทำให้เรามีเวลาที่จะลอกคราบเก่าออก เพื่อฟื้นฟูความเป็นคนมากขึ้นบ้างหรือเปล่า? ใช่หรือไม่ แม้แต่ธรรมชาติก็เกิดการลอกคราบ ฟื้นฟูตัวเองมาใหม่ หลังจากภาวะการหยุดชะงักงันของการท่องเที่ยว ที่ทุกคนในโลกเคยไปไหนมาไหนได้อย่างง่ายดาย ในวันนี้วันที่ทุกคนจำต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด เมื่อไม่มีผู้คนไปเหยียบย่ำ ไม่เยี่ยมเยียน ไปรุกราน และเมื่อถึงวาระที่ทุกอย่างมีเสรีภาพในการดำรงอยู่ การฟื้นฟูจึงเกิดขึ้น ความใสสะอาดของแม่น้ำ ท้องทะเลสีครามก็ตามมา ป่าไม้พืชพันธุ์ได้มีโอกาสลืมตาเปล่งแสงสีเขียวให้โลกได้สดใส ท้องฟ้าที่เคยขุ่นมัวสลัวทุกตารางเมตรแห่งเมืองพัฒนาอุตสาหกรรม บัดนี้ ท้องฟ้าเริ่มมีสีฟ้าให้สมกับชื่อ เมื่อเห็นธรรมชาติฟื้นฟูกลับคืนความงามแล้ว เราก็ต้องคิดถามตัวเราเองบ้างว่า เราได้ลอกคราบเพื่อสร้างความงามในจิตวิญญาณบ้างหรือยัง??? เพื่อเตรียมพร้อมในวันเวลาที่มาหาเราแบบไม่คาดคิด...

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2563

แข็งแรงนิรันดร์กาล

 

แข็งแรงนิรันดร์กาล

และแล้วโรคไวรัสโควิด -19 ก็เข้ามาถึงเมืองหลวงจนได้ แม้จะยังไม่ระบาดออกผลรุนแรงมากนัก พบเพียงคนเดียว ก็ทำให้จิตใจผู้คนห่อเหี่ยวลง สิ่งสำคัญจำให้แม่น ๆ คือ การช่วยกันดูแลตัวเองให้แข็งแรงแข็งแกร่งเข้าไว้ อย่ามัวแต่ไปโทษกล่าวร้ายถึงความเห็นแก่ตัวของคนที่ไร้ความรับผิดชอบอยู่เลย เพราะเขาก็จะได้รับผลของการกระทำเหล่านั้นเอง บางทีเราก็ต้องเข้าใจด้วยเหมือนกันว่า ระบบระบบแห่งวัตถุนิยมสั่งสอนให้เราต่างก็เป็นคนเห็นแก่ตัวด้วยกันทั้งนั้น มุ่งให้ประสบผลสำเร็จทางด้วยรายได้ มุ่งหวังเพียงแค่มีหน้ามีตาในสังคม มีของใช้ที่ทันสมัย จนหลงลืมค่าของการมีชีวิต มุ่งหวังเพียงเสรีภาพตามใจตน มองเห็นประสบการณ์วันเวลาผ่านมาเป็นสิ่งเก่าโบราณ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งไม่ยอมก้มหัวโน้มตัวให้ใคร ในสังคมแบบนี้มันแข็งแกร่งเพียงเปลือกนอกเท่านั้นแหละ

ใช่หรือไม่ ในยุคที่ทุกคนคิดว่าตัวเองแข็งแกร่ง แข็งแรงจึงไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบข้างเช่นนี้ กลับไร้ภูมิ กลับอ่อนแอ อ่อนด้อยทางภูมิวิญญาณ โรคซึมเศร้า คือ โรคประจำยุคสมัย จะให้มันหมดในรุ่นเราคงเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เพราะนับวันโรคนี้จะกัดกร่อนไปเรื่อย ๆ มันอาจจะระบาดมากกว่าโควิด-19 ก็เป็นไปได้ โรคนี้เริ่มต้นอาการที่เราเห็นง่าย ๆ คือ การหลงตัวเอง โรคนี้ระบาดมาพร้อม ๆ กับความเจริญของเทคโนโลยีสื่อสารนั่นแหละ เมื่อเราครองการสื่อสารที่อยู่ในมือได้ เราก็หลงคิดว่าเราได้ครอบครองโลก จะพูดจะส่ง จะทำอะไรก็ได้ตามใจปรารถนา ค่อย ๆ ปลุกจิตวิญญาณความดื้อด้านออกมาให้ยืนหนึ่ง แล้วก็ไปยึดโยงกับสิ่งที่ตัวเองเชื่อศรัทธา เพิ่มข้อมูลด้วยกลไกลอัลกอริทึม สร้างชุดข้อมูลด้านเดียว เราก็หยิบฉวยมาสวมใส่ เรียกมันว่า “อุดมการณ์” คิดว่าเป็นเสื้อเกราะสร้างความแข็งแกร่ง แล้วก็ออกท่องยุทธจักรออนไลน์ ไล่ล่าฟาดฟัน หาพวกหากลุ่มแบบสุ่ม ๆ ไป สร้างอาณาจักรเพื่อให้บรรลุตามจิตฝ่ายต่ำบัญชา ดูเหมือนจะดี ดูเหมือนจะช่วยกอบกู้โลก แต่แท้จริงแล้ว...โลกมันใหญ่โตและซับซ้อนเกินกว่าใครคนหนึ่งที่คิดว่าแข็งแรงสุดจะกอบกู้ได้ บางทีการอยู่ด้วยกันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีความอ่อนน้อม อ่อนโยน ทักทายปราศรัยกันด้วยอัธยาศัยที่ดีงาม ก็จะทำให้สังคมกลุมเล็ก ๆ ค่อย ๆ แข็งแรงขึ้น แม้ว่าอาจจะห่างสักเมตรสองเมตรตามมาตรฐานเพื่อป้องกันโรค แต่สายตาที่ส่งให้กันนั้น หากเป็นสายตาแห่งความอ่อนโยนมันก็ทำให้คนที่คุยด้วยอ่อนน้อมขึ้น

ชายคนหนึ่ง ชูกำปั้นในห้องประชุมแล้วท้าให้ใครต่อใครมาคลายกำปั้นโดยการแกะนิ้วของเขาให้ออกจากกันคนแล้วคนเล่าไม่สามารถทำได้ เพราะเขาแข็งแรงกว่า..

มีคนหนึ่งเดินออกมาแล้วยกมือไหว้คนที่กำมือคนนั้นก็ไหว้ตอบ เขาคลายกำปั้นออกโดยที่อีกคนหนึ่งไม่ได้ใช้แรงอะไรเลย เพียงแต่ไหว้เท่านั้น...!!!

ยิ่ง..อ่อนน้อมถ่อมตน..คนยิ่งรัก

ยิ่ง..เห่อศักดิ์ลืมตัว.....ยิ่งมัวหมอง

ยิ่ง..ถ่อมลงสูงระหง....เป็นยูงทอง

ยิ่ง..จองหองยิ่งอวดดี..ศรียิ่งทราม (จากสื่อออนไลน์)

ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที อย่าให้วันเวลาผ่านไปแบบไร้ความสุข ลดตัวลงลดทิฐิลง ลดความแข็งแรงแห่งเปลือกลงบ้าง ลดความฉลาด ความเก่ง ความอวดรู้ลงสักหน่อย เปิดหัวใจฟังเสียงผู้คนรอบข้างสักนิด คิดทบทวน ไตร่ตรองชีวิตให้บ่อยขึ้น หันมาทำดีมากกว่าอวดดี ช่วยกันสร้างวัฒนธรรมแห่งรัก แบ่งปันเมตตาจิต ช่วยเหลือปลอบโยนกัน แล้วเดินหน้าไปในด้วยกัน สร้างกลุ่มก้อนเล็ก ๆ ให้เข้มแข็ง ดีกว่าจะสร้างโลกให้แข็งแรงเพียงลำพัง ชีวิตที่ต้องดำเนินต่อไปในวันโลกที่มีโรคดังเช่นวันนี้ เราต้องมีความอ่อนโยน น้อมนำพระคำสอนกลับมาขัดเกลาจิตใจ คำสอนเหล่านั้นไม่ใช่สิ่งโบราณ ไม่ใช่เพียงตำนาน แต่คือ สิ่งดีงามนิรันดร์กาลต่างหาก...

วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

มองหาตัวตนบนความสมบูรณ์

 

มองหาตัวตนบนความสมบูรณ์

ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกที วันเวลาผ่านไปรวดเร็วขึ้นตามอายุขัยที่เพิ่มขึ้น เผลอแป๊บเดียว เข้าสู่ปลายปีอีกแล้ว ได้เวลาที่จะต้องหันกลับไปย้อนมอง ตรวจสอบ ประเมินผลในหลาย ๆ ด้าน และด้านหนึ่งเราต้องคำนึงถึงเสมอ คือ การไตร่ตรอง ทบทวนคุณภาพจิตวิญญาณของเรา ว่าเติบโต หรือ ลดลงมากน้อยเพียงใด? ยิ่งปีนี้ที่เราได้ประสบพบเจอกับโรคระบาดโควิด-19 กัดกินคนไปทั้งโลก ยิ่งทำให้เราต้องตระหนักรู้ถึงคุณค่าความมุษย์ของเราให้มากยิ่งขึ้น การสำรวจ การมองตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องมองให้เป็น ไม่ใช่ให้ใครมาบอกว่าเราต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ เรา คือ เรา และเมื่อมองตัวตนคนแบบเราออก เราก็จะรู้ว่า เราควรทำอะไร สิ่งใด เพื่อผู้อื่น นี่จึงเป็นความงามในความต่าง ไม่มีใครเหมือนกัน ไม่มีใครเก่งไปเสียทุกด้าน ถ้ามองตัวเองไม่ออกก็มักจะหลอกตัวเองว่าเก่งเกินคนอื่นเสมอ!!! 

ณ ป่าแห่งหนึ่ง กำลังทำการเกณฑ์ทหาร เพื่อไปทำสงคราม ดังนั้น สิงสาราสัตว์ทั้งหมดในป่าต้องมาทำการตรวจคัดเลือกเป็นทหาร

ลิง...ซึ่งอยู่แถวหน้าสุด ไม่อยากเป็นทหารอย่างยิ่ง มันมองหางที่ยาว ๆ ของตัวมันแล้ว กัดฟัน แข็งใจ หักกระดูกหางของมัน หลังจากที่เข้าไปตรวจเช็กร่างกาย แพทย์ทหารบอกว่า “หางลิงหักไปแล้ว พิการ ไม่ต้องเป็นทหาร”

กระต่าย...ซึ่งอยู่แถวที่สอง หลังจากเห็นการกระทำของลิงแล้ว ก็ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว บิดหูยาว ๆ ของตนให้หักเช่นกัน หลังจากไปตรวจร่างกาย แพทย์ทหารพูดว่า หูของกระต่ายหักแล้ว พิการ ไม่ต้องเป็นทหาร”

หมีดำ...ที่อยู่แถวที่สาม คิดในใจว่า “หูของฉันก็ช่างสั้นนัก ส่วนหางที่มีอยู่ก็เหมือนกับ

ไม่มี แล้วจะทำไงดีล่ะ ?”

กระต่ายและลิงที่แสนจะใจดี ได้มาช่วยคิดหาวิธี สักครู่ ลิงก็แหกปากร้องขึ้นมาว่า “ฉันรู้แล้ว ตบตีกะเทาะฟันของเธอหักให้หมด เธอก็กลายเป็นผู้พิการแล้ว” ดังนั้น..ทั้งลิงและกระต่าย จึงตบตีหมีด้วยความโหดเหี้ยม จนกระทั่งหมีฟันหลุดหมดปาก

หมี...ถึงแม้จะเจ็บปวดอย่างยิ่ง แต่ก็รู้สึกดีใจเช่นกัน ในยามที่เข้าไปตรวจเช็กร่างกายเพราะคิดว่า อย่างไรแล้วก็ไม่ต้องเป็นทหารแน่ ๆ หลังจากนั้น ไม่นาน หมีก็มือกุมปากเดินออกมา เปล่งเสียงร้องไห้ด้วยเสียงอันดัง

แล้วพูดกับลิงและกระต่ายว่า ผู้พิการ...มารดาพวกเจ้าซิ...พวกมันบอกว่า ฉันอ้วนเกินไป

ไม่ต้องเป็นทหาร”

ผู้อื่นจะมองคุณอย่างไร นั่นไม่สำคัญ ที่สำคัญ คือ คุณมองตัวคุณเองอย่างไร (Cr : Niwat Rungvicha)

ทุกเช้าเราอยู่มักใช้เวลาอยู่หน้ากระจกกันไม่มากก็น้อย ก็จงอย่ามองแค่ความงาม เสริมสวยเสริมหล่อเพียงเรือนร่างเท่านั้น อาจจะต้องสร้างความงามภายในให้เกิดขึ้นด้วย เรามาเริ่มต้นเทศกาลคริสต์มาส ด้วยการมองหาตัวตนในความสมบูรณ์ของเราแต่ละกัน เพื่อเราจะได้เป็นผู้ให้กับผู้อื่นอย่างอิ่มเอม โลกมิได้ไร้ร้างคนเก่ง แต่โลกกำลังล้างลาคนดีต่างหาก มาช่วยกันสร้างสรรสังคมแห่งความดีงาม สังคมที่สมบูรณ์อุดมด้วยเมตตาอาทร เริ่มต้นจากตัวเรา ต้องมั่นใจในหนทางตนบนความดีงาม มองตัวตนทั้งภายในภายนอกให้เป็น เราย่อมรู้ตัวเราดีกว่าใคร หาตัวตนให้เจอก็เป็นสุข เมื่อเราสุขสังคมย่อมสงบ และโลกก็จะมีสันติสุข ...

วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ยิ่งใหญ่เพื่อ....?

 

ยิ่งใหญ่เพื่อ....?

หลังจากช่วงโรคระบาดไวรัสโควิด-19 เล่นงานให้ผู้คนบนโลกให้ต้องหยุดชะงักงันในกิจกรรมบางอย่าง หันมาอยู่กับตัวตน อยู่กับคนในบ้าน เว้นระยะห่างทางสังคม อยู่ในสภาพนี้หลายเดือน และเมื่อต่างฝ่ายต่างเริ่มที่จะปรับตัว ควบคุมป้องกัน เริ่มคุ้นชินกับวิถีชีวิตในรูปแบบใหม่ได้แล้ว จึงเริ่มที่จะมีการเดินทางไปไหนต่อไหนได้ การเดินทางท่องเที่ยวต่างบ้านต่างแดนซึ่งไม่ได้ง่ายดายเหมือนเมื่อก่อน โชคดีที่ในประเทศของเราก็ยังสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวได้และที่น่าสนใจ คือ เราได้พบการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ ๆ ในที่ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยคิดว่ามีสถานที่แบบนี้ด้วย..? เป็นช่วงเวลาที่เราพบความอัศจรรย์ในบ้านเมืองเรา...

โดยส่วนตัวที่อยู่ในภาวะโรคระบาดแบบนี้จึงลดการเดินทางไปมากพอสมควร ครั้นเมื่อเริ่มปรับตัวเข้าที่เข้าทาง ก็มีบ้างที่เริ่มเดินทางไปที่นั่นที่นี่ และได้ค้นพบสิ่งสวยงาม แม้กระทั่งในระหว่างทาง ได้พบความงามบนท้องฟ้า ได้พบสีสันที่รังสรรค์โดยธรรมชาติ ท้องฟ้ายามเช้า – เย็น ยังเป็นสิ่งงดงามที่น่ามองเสมอ แสงแรกของวัน และแสงที่กล่าวลายามเย็น มอบความสวยงามให้กับโลกใบนี้ พร้อมกับมอบความอบอุ่นให้กับทุกชีวิตอย่างดีเสมอมา แล้วเราเล่า ? จะเป็นแสงทองของความงดงามเพื่อใครบ้าง???

ในวันที่ทุกสิ่งเริ่มพลิกผัน สร้างสิ่งที่แตกต่าง ที่ขนานนามกันว่า “การเปลี่ยนแปลง” การใช้ความหยาบเถื่อนถ่อย แล้วเรียกมันว่า “สันติวิถี” ใช้ความเอาแต่ใจตัวเองเป็นที่ตั้ง ต้องเป็นแบบที่เราคิด แล้วพากันเรียกว่าเป็น “อิสระภาพ เสรีภาพ” พยายามทำตัวให้มีตัวตนให้เป็นคนยิ่งใหญ่ เพิ่มความเท่ ความเก่ง เพื่อเรียกร้องความสนใจ สร้างความสะใจ ให้มีเหล่าคนในโลกเสมือนจริงยกย่อง ปั้นฝันในอากาศ เปรมปรีดิ์กับคำสรรเสริญเยินยอผ่านตัวอักษรลอยลม เอามาเป็นแรงเร้าความฝัน เอาเข้าจริงชีวิตแบบนี้มักโดดเดี่ยวเหี่ยวเฉาเหงาหงอย เพราะเวลาอยู่ในความเป็นจริงเพียงลำพัง ความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงกลับหามีไม่ แล้วเหตุผลอันใดเล่าที่ทำให้เราต้องการ ต้องกลายเป็นคนยิ่งใหญ่ให้ได้...

ในวันที่เราถูกสื่อสมัยใหม่บัญชาหนทางเดินของชีวิต หลงใหลไปกับความเร็ว ความง่าย และการหลอกลวงให้ได้มาซึ่งสิ่งจอมปลอม เรากำลังมุ่งหน้าไปอะไรกันเล่า?ต่างกันต่างหวังสร้างทาง สร้างตัวตนให้ปรากฏบนโลกนี้ ทั้ง ๆ ที่ หากเราได้นั่งลงทบทวน เรานั้นเป็นพียงสิ่งมีชีวิตเศษเสี้ยวของจักรวาล โลกมิได้อยู่ในกำมือเรา เราต่างหากที่อยู่ในอ้อมกอดของโลกใบนี้ หลายครั้งเรามักจะหลงไปไกลคิดกันเกินเหตุ ทำให้เราทนงตัวจนไม่เห็นตัวเอง เห็นเพียงเงาร่างที่เลือนลาง

โลกผ่านมาหลายพันหมื่นปีมีผู้คนเกิดมา แล้วล้มหายมลายไปจนนับไม่ถ้วน แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เรายังยกย่องความยิ่งใหญ่จวบจนวันนี้ ความยิ่งใหญ่เหล่านั้นล้วนแล้วมาจากการเอื้ออาทรต่อคนที่ต่ำต้อย ล้วนมาจากความรักที่มอบให้คนด้อยค่า ล้วนมาจากการต้องการพ้นทุกจ์ทางใจและกาย ที่สุดคือ การเป็นผู้ให้เพื่อคนอื่นทั้งสิ้น หนทางสู่ความยิ่งใหญ่มีเยี่ยงอย่างให้ดูให้จำ แต่การกระทำนั้นเราเองต้องเป็นผู้เลือกเดิน ในความเจริญทางเปลือกนอก บอกเรา ชักนำเราให้เดินทางแบบใหม่ โดยที่มิเคยมีหมุดหมายแห่งความสำเร็จ เป็นทางใหม่ที่พยายามบอกกล่าวกันว่า “มันท้าทาย ต้องกล้าเปลี่ยน” และหากว่า เราจะเปลี่ยนแปลงสิ่งใด มีเพียงตัวเองเป็นตัวตั้ง ก็คงมีแต่พังกับฝั่งเท่านั้น ตรงกันข้ามหากเราทำเพียงสิ่งเล็ก ๆ เพื่อผู้อื่น สิ่งนั้นมักยิ่งใหญ่และคงอยู่ในความทรงจำและเป็นสิ่งที่สวยงาม ที่จะช่วยเสริมเติมแต่งให้กับโลกใบนี้ ชีวิตก็เท่านี้แหละจะเอาอะไรกันนักหนา อาแมน

วันเสาร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ทะเลไม่เคยหลับ หลายคนไม่เคยตื่น

 

ทะเลไม่เคยหลับ หลายคนไม่เคยตื่น

เป็นอีกช่วงหนึ่งของวิถีชีวิตที่ต้องห้วนกลับมายังชายหาดเดิม ที่หัวหินแห่งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งได้มาเที่ยวพักผ่อน แต่ครั้งนี้มาเพราะภารกิจการงาน เพียงสัปดาห์เดียว เพียงไม่กี่วันบรรยากาศชายหาดก็เปลี่ยนแปลงไป ในเช้าวันแรกตั้งใจว่าจะตื่นมาเชยชมแสงแห่งวัน ถ่ายภาพพระอาทิตย์ขึ้นเหนือน้ำ เพียงแคเดินออกไปพ้นจากชายคาที่พัก พลันก็ต้องปะทะกับเม็ดฝนปนสายลมหนาว เดินไปไม่ถึงหาด ต้องหาที่หลบฝนและกลับมายังห้องพัก วันที่สองยังคงตั้งใจเช่นเดิม ตื่นขึ้นมาเห็นท้องฟ้าพอจะมีแสง กาแฟหนึ่งแก้วชงแล้วถือมายังชายหาด รอรับแสงตะวัน ดูท่าว่าวันนี้ตะวันจะตื่นสายอีกหนึ่งวัน เพราะมีมวลเมฆก้อนใหญ่กั้นขวางไว้ เห็นเพียงแสงปริ่ม ๆ หลายคนเริ่มออกมายืดเส้นยืดดสาย...

นั่งมองท้องฟ้ารอท่าแสงแรกของวันนี้ มองเห็นความอัศจรรย์ในสิ่งสร้าง เห็นท้องฟ้ามีสีสันที่ไม่เคยเหมือนกันสักครั้ง แม้ในวันที่ไม่มีดวงกลม ๆ แต่...สิ่งหนึ่งยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน เป็นเครื่องหมายถึงความรักของพระเจ้า นั่นคือ เสียงคลื่นทะเล ไม่ว่าจะออกมายามใด เวลาไหน คลื่นก็ยังคงซัดซาดหาดทรายตลอดกาล ดังคำที่พูดกันไว้ว่า “ทะเลไม่เคยหลับ” ทอนหนึ่งของบทเพลงจึงผลุดขึ้นมา “ทะเล ไม่เคยหลับไหล ใครตอบได้ไหม ไฉนจึงตื่น บางครั้งยังสะอื้น ทะเลมันตื่น อยู่ร่ำไป”

ใช่หรือไม่ หากทะเลไร้คลื่นก็คงไร้ความหมาย หากคนเราไร้รักและเมตตาโลกคงมลายลง ทะเลกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใดก็ยังมีฟากฝั่งของผืนดิน คนเรายิ่งใหญ่เพียงใดก็ต้องมีฟากฝั่งของลมหายใจ แล้วในวันที่ยังมีลมเข้าออกฟอกปอดอยู่นี้ เราได้ผลิตความดี ความรัก ไว้มากน้อยเพียงใดเล่า? ได้ทำให้จิตวิญญาณของเราเต็มตื่นด้วยคลื่นแห่งความงามประดับโลกไว้บ้างเพียงใด? เราต้องพยายามตอบคำถามเหล่านี้ เพื่อไตร่ตรองครรลองของการดำเนินชีวิตเราในทุก ๆ วัน รู้ตัว รู้ตื่น เป็นคลื่นที่ไม่เคยหลับ

ในวันที่เราเพิ่งมีข่าวดี การค้นพบวัคซีนต่อสู้กับไวรัสโควิด-19 ได้ สร้างยินดีไปทั่วโลก การรอคอยเหมือนกำลังจะสิ้นสุด แต่แล้ว...ผ่านไปไม่นาน ก็พบว่ายังคงมีข้อจำกัดในการใช้พอสมควร และรวมทั้งค่าใช้จ่ายที่อาจจะแสนแพงสำหรับคนทั่วไป ณ วันที่เขียน (วันศุกร์) ยอดผู้ติดเชื้อทะลุไป 53 ล้านคนจากทั่วโลก ในยุโรปหลายประเทศกำลังปิดเมืองปิดประเทศกันอีกรอบหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกาก็ยังลุกลามติดเชื้อกันอีกมากมาย ในท่ามกลางความหวังการค้นพบวัคซีนก็ยังมีความดื้อรั้นที่ไม่ยอมจะดูแลตัวเอง โลกยังคงต้องตกอยู่ท่ามกลางโรคร้ายนี้ต่อไป ดีที่สุดที่ประเทศไทยเรายังคงรับมือการระบาดได้เป็นอย่างดี ความไม่แน่นอนยังคงแน่นอนอยู่เสมอ 

มองเห็นคลื่นทะเลที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กลับมามองดูตัวเรา  ทุกคนล้วนเกิดมาเพื่อผู้อื่น แต่วันนี้เห็นแต่ต่างก็ตกอยู่ในกระแสที่ถูกสั่งสมสะสมให้ทำเพื่อตัวเอง เรียนเพื่อตัวเอง ทำงานเพื่อตัวเอง อยู่เพื่อตัวเอง กอบโกยเพื่อตัวเอง ยกย่องตัวเอง หาทำดีเพื่อตัวเอง แล้ววันหนึ่งก็เหนื่อยก็ท้อเพียงลำพัง จากที่ไม่เคยฟังเสียงภายใน จิตวิญญาณหลับไหล จึงไม่สามารถจะก้าวไปต่อได้ เที่ยวหาวัคซีนป้องกันภัยในใจ แต่ไม่เคยสร้างภูมิไว้ จึงไร้แรงที่จะต้านทาน วันที่ทุกอย่างมิได้เป็นอย่างใจหวัง ตรงกันข้ามกันคนที่เกิดมาทำเพื่อคนอื่น และไม่เคยที่จะหยุด ที่จะทำให้ชีวิตภายในตื่น มีคลื่นแรงบันดาลใจเสมอ ในวันที่มีเหตุอันใดที่ต้องให้ต้องสะดุด ให้สะอื้นบ้าง ก็ยังคงสามารถมีแรงที่จะเดินหน้าต่อไปในความดี ไม่มานั่งขมขื่น กล่าวแช่งชะตากรรม ซ้ำเติมตัวเองให้ดูแย่งลง ไม่เฝ้ารอเรียกร้อง พอไม่ไดดังใจก็เที่ยวโกรธเคืองคนอื่นอยู่ร่ำไป เราต้องไม่เกียจคร้านในการทำเพื่อคนอื่น มีความกระตือรือร้นเหมือนคลื่นทะเล แต่ต้องไม่บ้าคลั่งเป็นคลื่นใหญ่ที่ทำลายคนนอื่นด้วยเช่นกัน นี่จึงเป็นการใช้พระพรที่เราได้รับมาจากพระเจ้า ในการดำเนินชีวิต เพื่อแสดงออกถึงพระอาณาจักรของพระเจ้าในตัวเรา และนำความรัก ความยินดีมาสู่ชีวิตตนเองและผู้อื่น

วันเสาร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ความสงบในคลื่นลม

 

ความสงบในคลื่นลม

รู้สึกตัวอีกที...ก็กำลังมานั่งอยู่หน้าทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล นั่งนิ่ง ๆ เงียบ ๆ อ่านหนังสือที่เตรียมไป ท่ามกลางเสียงคลื่นทะเลซัดสาดหาดทราย ไม่นานก็เคลิ้มหลับไป หนังสือเปิดหน้าที่ค้างคาทาบอยู่ตรงหน้าอก เมื่อตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่า เป็นเรื่องแปลกที่เราสามารถหลับลงไปได้ท่ามกลางเสียงอันดังของคลื่นลม เป็นความดังที่สม่ำเสมอ และมีการไล่ระดับไปมาวิ่งข้างนั้นทีข้างนี้ที เป็นเสียงระบบเสตอริโอ เซอร์ราวด์ที่มีมิติยิ่งนัก จริง ๆ แล้วเป็นคนที่เวลามีเสียงดังมักจะทำให้นอนไม่ค่อยหลับ แม้ในยามค่ำคืน เสียงอะไรนิดอะไรหน่อยก็มักจะตื่น (ยกเว้นในวันที่เหนื่อยมาก ๆ ) แต่พอมานอนพักตรงนี้กลับหลับได้อย่างง่ายดาย หรือเสียงคลื่นทะเลจะเป็นเสียงบรรเลงดนตรีธรรมชาติที่สามารถบำบัดจิตใจให้สงบลงได้ ทะเลจึงเป็นที่หมายของคนหลายคนเพื่อมาพักกายผ่อนใจ เป็นที่หลบภัยยามจิตใจวุ่นวาย

ในวันที่โควิด -19 ยังคงเล่นงานผู้คนบนโลกมาร่วม ๆ ปีแล้ว ทำให้การท่องเที่ยวพลอยต้องหยุดชะงักลง บนหาดที่เคยขวักไขว่ไปด้วยผู้คน ก็กลับร้างลา ที่เคยเต็มไปด้วยการค้าขายบริการก็หายหวับไปหมดสิ้น เหลือเพียงหาดทราย ท้องทะเลและเสียงคลื่นลม และผู้คนอีกไม่มากนัก หาดจึงกลับมาดูสะอาดตา ท้องน้ำดูสดใส แต่เสียงคลื่นลมที่ยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือไร้เสียงผู้คนโวกเวกโวยวาย ธรรมชาติเริ่มฟื้นฟูตัวเองขึ้นมา แล้วผู้คนล่ะ...ฟื้นฟูกันบ้างหรือยัง!!! เท่าที่เห็น พอเริ่มชินชากับโควิดชีวิตก็กลับมาเป็นเหมือนเดิมกันหมด ยังคงเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง รั้งฉุดคนอื่นให้มาเข้าเป็นพวก ยังคงอวดอ้าง อวดเก่ง อวดรู้ กันไม่หยุดหย่อน ยังคงตะเกียกตะกายแสวงหาการเป็นที่ยอมรับจากคนอื่น ยังคงเรียกร้องตามความต้องการของตนเองฝ่ายเดียว ที่สุด...เราก็ยังคงความวุ่นวายกันเหมือนเดิม และเริ่มจะมีมากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป เป็นชีวิตที่ยังหาความสงบลงไม่ได้ เป็นชีวิตที่ยังยึดติดกับความอยากได้ใคร่มี ความวุ่นวายกำลังก่อตัวขึ้นมาเพื่อจะแข่งกับโควิด-19 แล้วเราจะพบความสงบได้เช่นไรเล่า? ในเมื่อเราก็ต้องอยู่กันในสภาพแบบนี้ 

ใช่หรือไม่ บางทีหากเรามีจิตใจที่เข้มแข็ง มีพระเจ้าสถิตกับชีวิตทุกห้วงยาม ไม่ว่าชีวิตจะเป็นเช่นไร อยู่ในสภาพใด เราก็ยังคงพบกับสันติความสงบได้ เหมือนกับความสงบท่ามกลางเสียงคลื่นลมทะเล การที่จะไปถึงจุดนั้นได้ สิ่งที่เราต้องทำ คือ การเตรียมความพร้อม การมีหัวใจที่พร้อมจะรับฟัง และพร้อมปล่อยวางลงไม่ยึดติด อย่าทำตัวเองเป็นศูนย์ของสรรพสิ่ง ใช้ความรักนำความรอบรู้ ใช้เมตตานำอัตตา ใช้เอื้ออาทรนำการหาเงินหาทองกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หลายคนอาจจะแย้งว่า...ในชีวิตจริงมันมิอาจจะทำแบบนี้ได้ทั้งหมด เพราะในบางครั้งก็เกิดอาการกลัว เกิดความอยาก เกิดกิเลส และบ่อยครั้งเราก็ทำไปเพราะความเคยชิน ใช่... ทุกคนล้วนผ่านสภาพแบบนี้มาทั้งนั้น แต่ในการเตรียมพร้อมที่มีค่าอย่างยิ่งอยู่ตรงที่เราพยายามที่จะทำมากกว่า พยายามคิดให้ได้ก่อนทำ คนเราจะพร้อมได้ก็ต้องรู้จักเตรียมตัว รู้จักเรียน ปรับปรุงตัวอยู่เสมอ ๆ ในบางเวลาอาจจะหลุดไปบ้าง อาจจะหลงลืม ละเลย ครั้นเมื่อรู้ตัวก็ต้องกลับมาพยายามฟื้นฟูคืนสู่การเป็นลูกที่ดีของพระให้ได้อีกครั้งและอีกครั้ง เราต้องฉลาดในเรื่องจิตวิญญาณแม้ว่าในสายตาของคนในโลกอาจจะมองว่าเราเป็นคนโง่ ใช่หรือไม่ คนฉลาดที่แท้จริงมักจะไม่อวดอ้างความฉลาด แต่เขาพร้อมที่จะแสดงความฉลาดในเวลาและจังหวะที่เหมาะสมต่างหาก


หน้าชายหาดยามสาย ท่ามกลางคลื่นซัดสาด เริ่มมีผู้คนทยอยออกมาเดินเล่น แม้ไม่มากนัก แต่ทุกคนก็คงอยากจะสัมผัสกลิ่นไอทะเล มีบ้างบางคนวิ่งออกกำลังกายไปมา บางคนมาถ่ายรูปท้องฟ้าที่สดใส ท้องน้ำที่งดงาม บางคนลงเล่นน้ำโต้คลื่นลม ทุกชีวิตล้วนมีวิถีที่แตกต่างกันไป และไม่นานหลายคนก็คงจากลาทะเลแห่งนี้กลับคืนสู่วิถีที่คุ้นชิน นี่อาจจะเป็นการมาเยียวยา ฟื้นฟูนชีวิตจิตใจให้พร้อมรับกับสถานการณ์ชีวิตที่จะเกิดขึ้น ยิ่งพร้อมยิ่งสามารถยืนหนึ่งต่อไปได้ แล้วเราล่ะ เตรียมพร้อมหรือยัง? โดยเฉพาะความพร้อมด้านจิตวิญญาณ ในวันที่คลื่นลมของกระแสโลกที่ร้อนแรงเช่นวันนี้...

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ในความเฉอะแฉะ

 

ในความเฉอะแฉะ

หลายวันมานี้ฝนเทลงมาเกือบทุกวัน ถนนหนทางเปียกชื้นเฉอะแฉะ จะเดิน จะขับรถ ก็ต้องค่อย ๆ ระมัดระวัง อาจจะช้าลงบ้างก็ทำให้ปลอดภัยทั้งเราและคนอื่น ๆ ด้วย บนถนนที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ บางจังหวะที่แสงตกกระทบลงมาทำให้เราเห็นภาพสะท้อนที่สวยงามมากขึ้น และแปลกตา ก็เหมือนกับชีวิตคนเรานี่แหละ ในบางวันแม้จะดูไม่ค่อยจะราบรื่น แม้จะไม่ค่อยจะสะดวกสบาย แม้จะไม่คุ้นชิน แต่เราก็ทำให้มันมีมุมที่สวยงามได้ มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกมองและเห็นความงามที่แฝงอยู่ในมุมนั้นมั๊ย ในความขัดแย้งระหว่างวัย ในความคิดต่างระหว่างขั้ว ในความสับสนคนละอุดมการณ์ นั้นก็มีความงาม ถ้าเราเรียนรู้โดยไม่ยึดมั่นในสิ่งเดิม ๆ สิ่งเคย ๆ ทำมา

เหมือนเรื่องราวของครูสอนศิลปะคนหนึ่ง ที่อยากจะให้เด็กเรียนรู้ความงามในความผิดพลาด จึงให้เด็กทุกคนไม่ให้ใช้ยางลบในการวาดรูป ถ้าผิดจุดไหนก็ให้กากบาทลงไป แล้วไปเริ่มต้นยังจุดใหม่

ระหว่างที่เด็กๆ วาดภาพ เด็กหญิงคนหนึ่งพูดขึ้นมาทันทีว่า “ครูคะ หนูอยากได้ยางลบ หนูวาดผิดค่ะ”

คุณครู “ไม่เป็นไร หนูวาดตรงอื่น หรือ หนูจะขีดกากบาททิ้งก็ได้นะ”

เด็กหญิง “ไม่เอา ภาพหนูไม่สวยพอดี งั้นหนูขอกระดาษแผ่นใหม่เลยได้ไหมคะ”

ภาพของเธอนั้นมีทั้ง “บ้าน” “ภูเขา” “ทะเล” แต่จุดที่เธอทำพลาดนั้นเล็กมาก ๆ มีเพียงแค่เส้นยึกยือที่เธอตั้งใจนะวาดเป็นคลื่น แต่วาดโผล่พ้นเส้นที่แบ่งระหว่างทะเลกับท้องฟ้าเท่านั้น ความผิดพลาดของเธอเล็กมาก ๆ  “ความสวยงาม” คือ สิ่งที่เด็ก ๆ ทุกคนให้ความสำคัญ แต่จุดเล็ก ๆ ที่ผิดพลาดสามารถ ทำให้ทั้งภาพหมดความสวยงามได้เชียวหรือ? 

คุณครู “ครูขอโทษนะ แต่ห้องเรียนนี้ไม่มียางลบ และครูคิดว่า หนูวาดมาตั้งเยอะแล้ว น่าเสียดายที่หนูจะทิ้งภาพนี้ไป หนูลองวาดเส้นนั้นให้เป็นอย่างอื่นดูไหม”

เด็กหญิงคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดขึ้นว่า “หนูจะวาดเป็นเรือต่อจากเส้นนี้ได้ไหม”

คุณครู “เป็นความคิดที่ดีนะ ลองวาดดูนะ”

ไม่นานเด็กหญิงก็วาดเส้นต่อเติมเส้นที่ผิดพลาดให้กลายเป็นเรืออย่างที่เธอบอกคุณครูไว้ ก่อนหมดชั่วโมงเรียน...เด็กหญิงเดินมาหาคุณครูแล้วพูดว่า “ต่อไปนี้หนูจะไม่ใช้ยางลบแล้ว ทั้งที่บ้านและโรงเรียน”

คุณครู “อะไรทำให้หนูเปลี่ยนใจ?”

เด็กหญิง “วันนี้หนูลองวาดแก้เส้นที่หนูวาดผิดไป กลายเป็นสวยกว่าเดิมอีก”  คุณครู “นั่นสินะ หนูทำให้สิ่งที่หนูทำพลาดกลายเป็นส่วนที่เติมเต็มภาพได้สวยงามมากๆ เลย”

เด็กหญิง “เติมเต็ม?”     คุณครู “ทำให้สมบูรณ์มากขึ้น”

เด็กหญิง “ครูรู้ไหมหนูวาดอะไร?”       คุณครูตอบอย่างเถรตรง “ภูเขา บ้าน เมฆ ทะเล มีปลา ปู สายรุ้ง เรือ มีคนบนเรือด้วย”

เด็กหญิง “มีอีกไหมคะ”  คุณครู “น้ำ? ท้องฟ้า?”

เด็กหญิง “ความสุขค่ะ หนูวาดทุกอย่างยิ้ม  (เพ็จ : สมเกียรติ โอสถสภา)

           


ชีวิตจริงเราก็ไม่มียางลบ ให้ลบล้างความผิดได้ ถ้าเราทำผิดพลาด เราต้องเผชิญปัญหา และพยายามแก้มันอย่างเต็มที่ เมื่อเราทำเต็มที่แล้ว เราควรยอมรับผลที่เกิดขึ้น แล้วก้าวข้ามผ่านมันไป สุดท้าย สิ่งที่เราควรมีในชีวิต คือ การใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนความไม่สมบูรณ์แบบนั่นเอง ในโลกวันนี้เรามักร้องเรียกความสมบูรณ์จากผู้อื่น โดยที่เรามักถือยางลบแท่นใหญ่ให้ตัวเอง แล้วเราจะพบความสุขได้เยี่ยงไร??? ในความทุกข์ ยังมีความสุข ในความเฉอะแฉ ยังมีแสงสวยงาม ในความไม่รู้ยังมีความฉลาด อย่าคิดว่าคนอื่นโง่ ที่เขาไม่พูดไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้เรื่อง เราสร้างสุขจากจุดนี้ในใจเราให้ได้ก่อน...