วันเสาร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2567

อ่อนน้อมกันกี่โมง

 

อ่อนน้อมกันกี่โมง

>>> สิ่งที่ขับเคลื่อนมนุษย์มิใช่เหตุผล แต่เป็นอารมณ์และความรู้สึก <<<

นับวันเรายิ่งเห็นความดื้อรั้นมีเต็มบ้านเต็มเมือง คนอายุเยอะก็ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตัวเองมีประสบการณ์ที่ผ่านมา มิสนใจกาลเวลาที่แปรเปลี่ยน ไม่ฟังอะไรทั้งสิ้น ห้ามเถียง ห้ามพูด ต้องทำตามเท่านั้น ทำไปทำมาคนรอบข้างหายไปทีละคนสองคน ต้องอยู่ตามลำพัง เป็นคนแก่ขี้ดื้อ สำหรับผู้สูงอายุที่อ่อนโยน จะกลายเป็นคนน่ารักที่มักมีคนอยู่ล้อมรอบไม่มีเหงา ยิ่งอยู่ใกล้โลกยิ่งงดงาม ส่วนคนรุ่นใหม่ในวันนี้ยุคนี้ ยิ่งไปกันใหญ่ ไม่ค่อยจะเห็นการยอมรับความคิดของใคร ๆ ทั้งนั้น มีฉันเป็นศูนย์กลาง ฉันเก่ง ฉลาด ฉันถูกอยู่ฝ่ายเดียว ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล และใช้เหตุผลเป็นข้ออ้างให้เป็นฝ่ายชนะ เถียงหัวชนฝาจนหัวร้างข้างแตกก็ไม่ยอม เราจึงเห็นสังคมวันนี้ไร้สุข ไร้ความเป็นพี่น้อง ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างคิด ชีวิตดูเหมือนสมบูรณ์แต่ไม่สมดุลเอาเสียเลย มีแต่คนซึมเศร้าเหงามึน พูดจาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จะมีคนรุ่นใหม่อยู่ไม่มากนักที่รู้จักอ่อนน้อม เคารพต่อความเป็นคนของผู้อื่น ให้เกียรติทุกคน ไม่หยิ่งยโส คนเหล่านี้มักจะเป็นที่รักและเป็นที่ต้องการของสังคมอย่างแท้จริง แต่ก็มีจำนวนน้อยลงเรื่อย ๆ


การนิ่ง การฟังกันเป็นคุณสมบัติแรกของความอ่อนน้อม
เป็นช่วงจังหวะให้เราหยุดคิดพิจารณา การยอมรับน้อมรับ นบนอบต่อการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ในทุกวันนี้ เพราะทุกคนต่างก็คิดว่าฉันต้องเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ฉันต้องมีตำแหน่งแห่งหน ฉันต้องมีตัวตน เป็นคนเด่นคนดังจึงมีค่า ทุกคนต้างแข็งกระด้าง ไม่มีใครฟังใคร ไม่ใช้เหตุผลที่เป็นความจริง ใช้อารมณ์แห่งความเห็นแก่ตัวตัดสินกัน ใช่หรือไม่ บางทีเราก็ลืมตัว และใช้อารมณ์นำพาชีวิตกันเกินไป การทำตัวอ่อนน้อมถ่อมตน ทำให้เราไม่มีศัตรู หรือคนเกลียด แต่เราหาคนแบบนี้ยากขึ้นทุกวัน จนมีคำถามกันว่า “จะอ่อนน้อมกันตอนกี่โมงล่ะ”  

วันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567

สะเทือนเตือนตน

 

สะเทือนเตือนตน

>>> ชาวประมงที่รอดชีวิตจากคลื่นมักหันหัวเรือพุ่งชนคลื่นลมนั้น <<<

ในวันหนึ่งเราเดินผ่านผู้คนมากน้อยเพียงใด ในขณะนั้นเรามิอาจจะรู้ได้เลยว่า แต่ละคนที่ผ่านเราไปนั้นมีสุขทุกข์เพียงใด เราอาจจะรู้สึกว่า ในวันนี้ชีวิตเราช่างแสนทุกข์ลำเค็ญ การงานยากลำบาก การเงินขัดข้อง ความรักไม่สมหวัง เจอแต่การหลอกลวง ผิดหวังอยู่ร่ำไป หาความจริงใจไม่ได้ ตกอยู่ในหุบเหวแห่งความทรมาน ดูเหมือนชีวิตเต็มไปด้วยคลื่นลม ใครจะรู้เล่าว่า คนที่เพิ่งเดินผ่านเราไปนั้น คนที่เราพบเห็น พ่อค้าริมทาง คนขับแท็กซี่ คนกวาดถนน ตำรวจจราจร เขาอาจจะกำลังอยู่ท่ามกลางคลื่นลม มรสุมชีวิตหรือสึนามิชีวิตอยู่ก็ได้ ทุกคนต้องเจอคลื่นชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้ที่เวียนแวะมาปะทะให้ทุกข์ปะทุ สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันได้อย่างไร?ต่างหาก ยามเผชิญหน้ากับคลื่นชีวิต ให้ระลึกเสมอว่าคงไม่ใช่เราคนเดียวหรอกที่เจอ มีเพียงหัวใจที่กล้าแกร่งไม่สยบยอมต่อทุกสิ่งเท่านั้นจึงจะก้าวข้ามผ่านไปได้

วันเวลาไม่อาจย้อนคืนมาได้ เวลาจะเยียวยาเราในเรื่องราวต่างๆได้ดีที่สุด สภาพจิตใจของคนเราก็ไม่เหมือนกัน ย่อมมองเรื่องราวแตกต่างกันออกไป แต่สิ่งสำคัญเราต้องมีมุมมองในชีวิตด้านงดงามเสมอ อย่าตัดสินคนอื่นจากความคิดของเรา เพียงแค่การมองเห็นแต่ไม่รับฟังและเข้าใจคนอื่น รักษาจิตวิญญาณของเราให้ดี ไม่ว่าจะเป็นสุข เศร้า เหงา เจ็บปวด มีเพียงเราเท่านั้นที่รับรู้ความสึกได้อย่างแท้จริง บางช่วงจังหวะเวลาของชีวิต ก็ต้องกล้าหาญ กล้าที่จะยอมรับ กล้าที่จะลืม กล้าที่จะถอย กล้าที่จะให้อภัย กล้าที่จะลุกขึ้นและกล้าที่จะก้าวเดินหน้าต่อไป

เมื่อชีวิตต้องสั่นสะเทือน เสียใจได้ก็เสียใจเถอะ อย่าเก็บกดทับมันไว้ ก็แค่ความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิต เสียใจแล้วให้ลุก มีสิ่งงดงามรออยู่ มีแสงแห่งวันใหม่ให้ชื่นชม อย่ามัวแต่ชื่นชมคนอื่น จนลืมดูแลจิตใจตัวเอง เปลี่ยนความเคยชินที่เลวร้ายออกไป แรงสะเทือนที่เตือนตนให้ดีได้ ย่อมส่งผลต่อคนรอบข้างให้ดีงามตามมา...