วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สงครามโลภ ครั้งแล้วครั้งเล่า

สงครามโลภ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ในขณะที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังสนุกสนานกับกระแส Ice Bucket Challenge เพื่อการกุศล ซึ่งก็มีทั้งที่ทำจริงและทำเพื่อไม่ให้ตกกระแส ใครจะทำเพื่อโชว์เพื่อช่วยก็ว่ากันไป แต่ในอีกมุมหนึ่งของโลกกำลังตกอยู่ในความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส จากความโหดร้ายของน้ำมือมนุษย์ด้วยกันเอง และกำลังลุกลามขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ดูเหมือนว่านี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของ “สงครามครั้งใหญ่” อีกครั้งของมวลมนุษย์โลกก็อาจจะกล่าวได้ ความโหดร้ายของคนที่ทำกับคน โดยกล่าวอ้างในนามศาสนานั้น แท้จริงแล้วมันคือ “ความโลภ” เพียงเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ไม่ว่าสงครามครั้งไหนๆ ล้วนแล้วเริ่มต้นจากความโลภ และจบลงด้วยความสูญเสียกันทั้งสิ้น
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เป็นสงครามใหญ่ ที่มีศูนย์กลางในยุโรป ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918  ต่างฝ่ายต่างคิดว่าประเทศตัวเองเป็นมหาอำนาจ จึงต้องการจัดระเบียบโลกใหม่ จนขยายตัวเมื่อมีชาติเข้าสู่สงครามมากขึ้น ท้ายสุด มีทหารกว่า 70 ล้านนาย ซึ่งเป็นทหารยุโรปเสีย 60 ล้านนาย ถูกระดมเข้าสู่สงคราม มีทหารผู้เข้าร่วมรบเสียชีวิตเกิน 9 ล้านนาย สาเหตุหลักเพราะความร้ายแรงของอาวุธที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นสงครามที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์อันดับที่หก มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บและสูญหาย รวมกันไม่ต่ำกว่า 40 ล้านคน 
อีกเพียง 20 ปีกว่าๆต่อมา สงครามโลกครั้งที่สอง ก็อุบัติขึ้น เป็นความขัดแย้งทางทหารระดับโลกตั้งแต่ ค.ศ. 1939 ถึง 1945 ประเทศผู้ร่วมสงครามต่างรวมตัวกันเป็นพันธมิตรทางทหารแบ่งออกเป็นสองฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตรและฝ่ายอักษะ มีการระดมทหารกว่า 100 ล้านนาย ประเทศผู้ร่วมสงครามหลักได้ทุ่มเทขีดความสามารถทั้งทางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์เพื่อทำสงครามครั้งนี้ ประเมินกันว่าสงครามมีมูลค่าราว 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สงครามโลกครั้งที่สองจึงนับว่าเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เงินทุนมากที่สุด และนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 40 ถึงมากกว่า 70 ล้านคน จากทั้งสองครั้งล้วนมาจากการแย่งกันเป็นใหญ่ เป็นอภิมหาความโลภของมนุษย์โลก
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ใช่หรือไม่ ชีวิตผู้คนที่ต้องเสียไปกับสงครามเป็นจำนวนมากมาย นี่ยังไม่นับรวมผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ต้องทุกข์ทนกับภัยแห่งความโลภของคนอีกนับไม่ถ้วน มนุษย์เราผ่านบทเรียนมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มนุษย์เราก็ไม่เคยเลยที่จะนำมาเป็นบทเรียนเพื่อพัฒนาหัวจิตหัวใจให้เจริญขึ้น เพื่อให้ผู้คนร่วมโลกอยู่กันอย่างผาสุก สงครามครั้งใหม่ที่กำลังก่อขึ้นก็มาจาก “ความโลภ” ที่ต้องการครอบครองทรัพยากรโลก แหล่งพลังงาน ที่เชื่อกันว่าหากใครได้ครอบครองจะขึ้นเป็นผู้มีอำนาจในการจัดระเบียบโลกใหม่ภายใต้คำบัญชาของประเทศตน มีการจัดกองกำลังเพื่อแทรกแซงทางการเมือง  เศรษฐกิจ สังคม มาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร จนกระทั่งหันมาใช้ความเชื่อความศรัทธาเป็นชนวนจุดความขัดแย้ง อย่างที่เรากำลังเห็นในข่าว กองกำลัง IS หรือ ISIS    เป็นคำย่อ ชื่อเต็มๆ คือ The Islamic State in Iraq and Syria กลุ่ม ISIS ถือว่าเป็นกลุ่มกองกำลังที่ทั้งรุนแรงและถือว่าหัวโบราณ เป็นกองกำลังที่รุนแรงขนาดกลุ่มอัลกออิดะห์ยังไม่สามารถควบคุมหรือยอมรับได้ เมื่อก่อนกลุ่ม ISIS เป็นส่วนหนึ่งของอัลกออิดะห์ แต่กลุ่มอัลกออิดะห์คิดว่ากลุ่ม ISIS นั้นรุนแรงเกินกว่าที่พวกเขาจะควบคุมได้ เป้าหมายของ ISIS คือตั้ง รัฐอิสลาม เพื่อบริหารพื้นที่ของประเทศอิรักและซีเรีย (ผู้นำศาสนาอิสลามไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางนี้)
จากจุดนี้เองกองกำลังนี้ได้ประกาศให้คนนับถือศาสนาอื่นให้ออกไปจากเมืองที่พวกเขาเข้าไปยึดครอง หรือไม่ก็ให้หันกลับมานับถือศาสนาอิสลาม หากใครไม่ยอมก็จะถูกฆ่าตาย และมีผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตนี้มาแล้วเป็นจำนวนมาก จุดประสงค์ที่แท้จริงเหมือนต้องการจะเร่งให้เกิดความขัดแย้งทางศาสนาครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม แต่ศาสนานั้นไม่ใช่ความโหดร้าย ศาสนานั้นคือสิ่งงดงามที่ช่วยขัดเกลาจิตใจของผู้คน คนที่นำศาสนามากล่าวอ้าง แท้จริงคือ ความโลภอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยความพยายามอย่างที่สุดพวกนี้จึงทำการอย่างบ้าคลั่ง ล่าสุดนำนักข่าวที่เป็นคาทอลิกถูกจับเป็นตัวประกันและทำการสังหารโหด โชว์ภาพให้เห็นกันไปทั่วโลก สร้างความหดหู่ในหัวใจแห่งสันติของผู้คนอีกเป็นจำนวนมาก 
บีบีซีรายงานว่า ครอบครัวของนายเจมส์ โฟลีย์ เปิดจดหมายฉบับสุดท้ายของนักข่าวหนุ่มผู้นี้ที่ส่งถึงครอบครัวและเพื่อน โดยวานให้เพื่อนเชลยเขียนให้ในช่วงถูกจับตัว ทั้งนี้ เพื่อนของนายโฟลีย์ที่รอดพ้นการกักขังของไอเอสออกมา ส่งจดหมายนี้ให้กับครอบครัวนายโฟลีย์ในภายหลัง มีใจความบางตอนดังนี้
“ถึงครอบครัวและเพื่อนๆ ….ผมจำได้ถึงตอนไปห้างกับพ่อ ขี่จักรยานไกลมากกับแม่ ผมนึกถึงช่วงเวลาแสนสุขกับครอบครัว เป็นสิ่งที่ช่วยพาผมออกจากเรือนจำแห่งนี้ การฝันถึงครอบครัวและเพื่อนพาผมไปได้ และเติมเต็มความสุขในหัวใจ ผมรู้ว่าทุกคนคิดถึงผมและสวดภาวนาให้ผม ผมขอบคุณจริงๆ ผมรู้สึกว่าทุกคนเป็นคนพิเศษ ผมสวดภาวนาให้ทุกคนเข้มแข็งและมีศรัทธา ผมรู้สึกจริงๆว่า ผมสัมผัสทุกคนได้ในความมืดที่ผมสวดภาวนาอยู่นี้...... “จิม”

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ได้มาเป็นประธาน ในพิธีมิสซาฉลองวัดของเรา ในตอนท้ายของการให้โอวาท พระคุณเจ้าได้เชิญชวนพวกเราสวดภาวนาเพื่อสันติภาพในประเทศอิรักและซีเรีย สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส ตรัสไว้ว่า “พวกเราต้องสวดภาวนา สันติภาพคือของขวัญจากพระเจ้า มันคือของขวัญ แต่เราสมควรได้รับมันด้วยการทำงานของเรา การที่จะบอกกับมนุษยชาติว่า หนทางของการเสวนาคือสิ่งสำคัญ การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น แต่การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งสำคัญด้วยเช่นกัน" 
นอกจากการสวดภาวนาแล้วสิ่งหนึ่งที่เราต้องอย่าลืมคือ ละความโลภของเราลงบ้าง อย่างน้อยๆก็ช่วยลดความขัดแย้งกับคนรอบๆข้าง สร้างสันติในชุมชน…

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ก็แค่มองเห็น

ก็แค่มองเห็น
สังคมที่เต็มไปด้วยข่าวสาร และเรื่องราวหลากหลายไหลร้นท่วมท้นจนไม่รู้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ ทำให้คนยุคนี้กลายเป็นคนขาดภูมิ ขาดความอดทน ขาดความรอบคอบ ชอบที่จะใช้ปากใช้มือไล่ล่าฟาดฟันด้วยตัวอักษร เบ่งใส่กันแบบไม่เห็นหน้า สะใจอยู่บนคีย์บอร์ด ใช่หรือไม่ กับเรื่องบางเรื่อง ยังไม่ทันอ่านให้จบครบถ้วนขบวนความ ยังไม่ทันวิเคราะห์ ก็วิจารณ์ได้เป็นฉากๆ หนักหน่อยก็กล่าวร้ายแบบหยาบคาย ชอบคิดเอง เออเอง ที่เรียกแบบสมัยใหม่ชอบ “มโน” โดยไม่มี “ธรรม” ตามหลัง เราใช้ความสะใจ ถูกใจ เป็นมาตรวัดคนอื่นไปแล้ว
ใช่หรือไม่ หลายครั้งในชีวิตเรามักตกหลุมพรางแห่งโลกมายา ที่กีดกั้นด้วยการหยามเหยียดผู้อื่น เพียงแค่เห็นภายนอก แล้วก็ประเมินว่าไม่ควรคู่ที่จะพูดคุย ที่จะคบหา แล้วใส่จริตว่าคนนั้นเลว คนนี้ดี คนนั้นโง่ คนนี้ฉลาด คนนี้จน คนนั้นรวย โดยที่เรายังมิทันได้ดูภูมิหลัง เรียนรู้ความเป็นไปเป็นมาของคนๆนั้น
ภาพ :  อินเตอร์เน็ต
ด้วยค่านิยมของคนยุคใหม่ วัดค่าคนที่ราคาสิ่งของภายนอก และหมิ่นแคลนคนยากไร้ การกระทำของคนๆหนึ่งอาจจะมีเหตุปัจจัยมากกว่าสิ่งที่เรามองเห็น คนๆหนึ่งเกิดมาย่อมมีเรื่องราวให้สืบเสาะหา คนๆหนึ่ง ชีวิตๆหนึ่งไม่มากก็น้อยย่อมมีแง่งาม มากกว่าสิ่งที่เปิดเผยให้คนได้พบเห็น การที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ใครสักคน ต้องพึงระมัดระวัง และเป็นสิ่งที่ไม่สมควรจะกระทำ ไม่ว่าคนๆนั้นจะยาก ดี มี จน ก็เป็นคนของพระเหมือนๆกับเรา สิ่งที่ตาเห็นมิอาจจะสัมผัสถึงสัจจะได้ ใจนั้นต่างหากที่จะเข้าถึงความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิต
คนเราวันนี้จึงไม่ต่างอะไรกับนักศึกษาส่วนใหญ่ในห้องเรียนแห่งนี้…..
ณ ห้องเรียนแห่งหนึ่ง อาจารย์เปิดฉากการสอนด้วยการเล่าเรื่องๆหนึ่ง เรื่องนั้นมีอยู่ว่า “เรือสำราญลำหนึ่งกำลังเจอมรสุมทางทะเลซัดกระหน่ำ ผู้คนบนเรือต่างหนีเอาตัวรอด บนเรือลำนี้ยังมีสามีภรรยาคู่หนึ่ง วิ่งกระเสือกกระสนมาถึงเรือชูชีพ แต่บนเรือชูชีพนั้นมีที่ว่างเพียงที่เดียว ทันใดนั้น สามีก็ผลักภรรยาไปข้างหลัง ตัวเองกระโดดขึ้นไปบนเรือชูชีพ  ภรรยายังคงยืนอยู่บนเรือสำราญที่ค่อยๆจมลง ขณะเดียวกันเธอก็ตะโกนมาที่สามีเธอ ประโยคหนึ่งว่า....
เล่าถึงตอนนี้ อาจารย์ก็หยุด แล้วถามนักศึกษาว่าพวกเธอคิดว่า ผู้หญิงคนนั้นจะตะโกนว่าอะไร”
พวกนักศึกษาต่างโกรธเกรี้ยวต่างพูดแทนผู้หญิงคนนั้นว่าฉันเกลียดคุณ ฉันมันตาบอด ไม่น่าจะแต่งงานกับคนอย่างคุณเลยไอ้คนสารเลวเห็นแก่ตัว”
บ้างก็ว่า “คุณมันไม่ใช่ลูกผู้ชาย นี่หรือสิ่งที่คุณบอกว่าจะเสียสละเพื่อฉันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง” และเสียงก่นด่าว่าก็ดังก้องในห้องนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้นอาจารย์ก็บอกว่า “พอได้แล้ว”
ณ บัดดล อาจารย์สังเกตเห็นนักศึกษาคนหนึ่งไม่พูดไม่จาตลอดเวลา ก็เลยถาม คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะตะโกนออกมาว่าอย่างไร?
นักศึกษาคนนี้พูดว่า “อาจารย์ หนูคิดว่าผู้หญิงคงจะตะโกนว่า….ดูแลลูกเราให้ดีดีนะ
อาจารย์ตกใจ ถามว่า “เธอเคยได้ยินนิทานเรื่องนี้แล้ว ใช่ไหม”
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
นักศึกษาคนนั้นสั่นหัว “ไม่เคยค่ะ แต่ตอนแม่หนูป่วยหนักก่อนตาย ได้พูดแบบนี้กับพ่อหนูค่ะ”
อาจารย์ซึ้งใจมากและพูดว่า “นี่เป็นคำตอบถูกต้อง เรือจมลงไปแล้ว ผู้ชายคนนั้นกลับไปถึงบ้าน และเลี้ยงดูบุตรสาวตามลำพังจนโต หลายปีผ่านไป ผู้ชายคนนั้นก็ป่วยตาย วันหนึ่งลูกสาวก็เข้ามาจัดข้าวของของพ่อ จนได้พบไดอารี่ของพ่อ และพบความจริงที่ว่า ในขณะที่พ่อกับแม่ไปเที่ยวเรือสำราญนั้น แม่ก็ป่วยเป็นโรคที่รักษาไม่หาย บนเงื่อนไขในเวลาแห่งความเป็นความตายนั้น พ่อฉวยโอกาสเดียวที่จะรอดชีวิต 
ในไดอารี่เขาเขียนไว้ว่า “ฉันอยากจะจมลงใต้ทะเลพร้อมเธอ แต่ฉันทำไม่ได้ เพื่อลูกสาว ฉันจำต้องให้เธอนอนหลับยาวอยู่ใต้ทะเลลึก…. รอผมนะ สักวันหนึ่งเราจะพบกัน”
นิทานถูกเล่าต่อจนจบ ห้องเรียนเงียบกริบ อาจารย์รู้ว่านักศึกษาต่างก็เข้าใจในนิทานเรื่องนี้กันเป็นอย่างดี..จึงสรุปว่า
ความดีและความชั่วในโลกนี้บางครั้งดูสับสนไม่ชัดเจน แยกแยะไม่ออก เพราะฉะนั้น อย่าตัดสินคนอื่นแบบผิวเผิน คนที่ชอบแย่งจ่ายบิลก่อนไม่ใช่เพราะมีเงินมากไป แต่ให้ความสำคัญของมิตรภาพมากกว่าเงินทอง เวลาทำงาน คนที่ยินดีทำมากกว่าคนอื่นไม่ใช่เขาโง่ แต่เขารู้หน้าที่ หลังจากทะเลาะกัน คนที่ขอโทษก่อนไม่ใช่เขาผิด แต่เขารู้จักทะนุถนอมคนข้างกาย คนที่ยอมช่วยเหลือคุณ ไม่ใช่ติดค้างอะไรคุณ แต่เขาเห็นคุณเป็นเพื่อนแท้”

เลิกนิสัยในการเที่ยวไปตัดสินคนนั้นคนนี้ แล้วเริ่มหันมาพัฒนาตัวเอง ฟื้นฟูมโนธรรมให้เข้มแข็ง และใช้ชีวิตเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่ใช้เพื่อตัดสินคนอื่น เหมือนเช่นนักบุญหลุยส์ที่เราร่วมเทิดเกียรติท่านในวันนี้ ในวันนั้น ท่านเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เป็นเบอร์หนึ่งของฝรั่งเศส ชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้ แต่ท่านนักบุญไม่เคยทำ กลับใช้เมตตาธรรมนำหน้า ช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากลำบาก แม้จะเป็นฝ่ายตรงข้ามในยามศึกสงคราม เพราะท่านเคารพในคุณค่าของความเป็นคน เป็นลูกของพระเหมือนกัน แล้วเราในวันนี้ เรามีสิทธิ์อันใดหรือที่จะไปตัดสินคนอื่นโดยพลการ โดยจริตคิดไปเอง ใช่หรือไม่ ทุกคนเกิดมาพร้อมกับความดีอยู่ด้วยกันทุกคน อย่าใช้เพียงการเห็นเปลือกนอก แล้วไปตีค่าราคาคน โดยไร้ความรู้แจ้ง เพราะสิ่งนี้ รังแต่จะสร้างสังคมให้กลายเป็น สังคมอุดมด้วยความเกลียดชังและก้าวร้าว เราต้องสร้างสังคมอุดมด้วยรักและเมตตา นี่คือ ภารกิจศิษย์พระเยซู

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บาป บุญ เงิน ทอง

บาป  บุญ เงิน ทอง
ในสื่อต่างๆ ดูๆไปมีแต่ข่าวร้ายๆให้เห็นทุกวัน ยิ่งสื่อมีความรวดเร็ว ข่าวเหล่านี้ก็ปรากฎให้เห็นเต็มทุกพื้นที่ แต่อายุข่าวก็แสนสั้น เพราะในวันๆหนึ่ง ข่าวร้าย ข่าวรัก ข่าวเลิก ข่าวลือ ข่าวลวงล้วนโบยบินมามากมาย ข่าวนี้ยังไม่ทันจาง ข่าวร้ายใหม่ก็มีตามมา ใครที่ไร้ภูมิก็มักจะหลงเข้าไปจมอยู่ในกระแส คล้อยตาม ก่อให้เกิดความเครียด ความเศร้าใจ ครั้นพอได้เสพมากๆเข้า ก็กลายเป็นความชินชา ชาเย็นต่อความทุกข์ร้อนของผู้ตกเป็นเหยื่อในข่าวร้ายนั้น แถมยังสมน้ำหน้า ก่นด่าว่าร้ายเหยื่อก็มี
ในยุคที่ “ข่าวร้ายลงฟรีแต่ข่าวดีต้องเสียตังค์” เป็นคำที่นำมาบอกกล่าวถึงจรรยาบรรณนักสื่อสารสมัยใหม่ที่เริ่มเสื่อมถอยลง มุ่งทำแต่ข่าวเพื่อสร้างพื้นที่ให้ตัวเอง ที่จะนำไปสู่การเป็นพาณิชย์ธุรกิจข่าว เดี๋ยวนี้ข่าวทำกันแบบมักง่ายมาก เพียงแค่ตามสื่อส่วนตัวของคนมีอำนาจ มีชื่อเสียง ดารา เห็นเขาโพสต์อะไรก็สามารถนำมาเขียนข่าว นำมาขึ้นจั่วหัวเป็นข่าวปั่นให้คนเข้ามาอ่าน มาติดตามเยอะ เพื่อจะได้หาโฆษณามาลงในสื่อตน ทำยังไงก็ได้เพื่อขายได้ เพราะดูเหมือนว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องใช้เงินทองซื้อหา และพร้อมทำทุกอย่างเพื่อเงินทองโดยไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษกันแล้ว
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
หรือแม้กระทั่งการก่อกำเนิดชีวิตคนเราสมัยนี้ยังต้องอาศัยเงินทอง จากข่าวที่ผู้หญิงคนหนึ่งที่รับตั้งครรภ์ให้ชาวต่างชาติด้วยค่าจ้างสามแสนบาท ที่เรียกกันว่า “อุ้มบุญ”  จนกระทั่งเกิดเด็กที่ไม่สมบูรณ์ พ่อแม่ชาวต่างชาติไม่รับเอากลับไปเลี้ยงดู ผู้หญิงที่ “รับจ้าง” ท้อง จึงต้องเลี้ยงดูเด็กน้อยที่ป่วยด้วยโรคหลากหลายด้วยตัวเอง เธอบอกว่าสงสารเด็ก เมื่อเรื่องนี้ดังบนสื่อออนไลน์จนกลายเป็นกระแส นำมาซึ่งข้อมูลใหม่ๆจนน่าตกใจว่าเมืองไทยเราเป็น “มดลูกโลก” ที่ใครมีเงินและอยากสร้างชีวิตโดยไม่ต้องตั้งครรภ์เอง หรือมีลูกยากแต่อยากมี ก็มาจ้างคนไทยอุ้มท้องให้ในราคาที่แสนจะถูก มีการทำกันอย่างเป็นระบบเป็นธุรกิจ ซ้ำร้ายบางคนคิดการใหญ่ ทำให้เกิดการปฏิสนธิเพื่อนำเซลล์ไปเก็บรักษาไว้เป็น “สเต็มเซลล์” เอาไว้ขาย ยิ่งติดตามอ่านข่าวนี้ ยิ่งหดหู่ใจ ที่เดี๋ยวนี้สมัยนี้ เราทำทุกอย่างเพื่อการค้าการขาย เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทองกองโต ทำอะไรก็ต้องมีเงินมีทองนำหน้า ไม่ได้คำนึงกันแล้วว่าอะไรคือ บุญ คือ บาป อะไร คือ เรื่องจิตวิญญาณ ที่ไม่สามารถนำเงินนำทองมาแลกเปลี่ยนได้ วันนี้เราแยกแยะกันไม่ออกจริงเลยหรือ
คุณพ่ออนุสรณ์ แก้วขจร ได้แต่งบทกวีเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้ อ่านแล้วได้บทสอนสะท้อนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้เราเหลือความเป็นมนุษย์กันเท่าไร ?????

....การให้กำเนิดชีวิต
ใช่แค่คิด อยากมี และอยากได้
ใช่แค่ สิ่งของ สนองใคร
ใช่แค่ ธุรกิจให้ บริการ
....ชีวิต ใช่เพียง แค่ผักปลา
ซื้อหา ง่ายง่าย หลายย่อมย่าน
หากแต่ ชีวิต มีจิตวิญญาณ
สืบสาน สัมพันธ์ มั่นในรัก
....ผู้ให้กำเนิดชีวิต
ขอดวง ใจจิต จงตระหนัก
เงินทอง กองโต เท่าใดนัก
มิจัก เท่ารักจริง จากใจคุณ
....จะอุ้มชู ชีวิตใด ชีวิตหนึ่ง
ความรัก ลึกซึ้ง พึงเกื้อหนุน
หากแต่ เห็นเงินทอง เป็นกองทุน
อุ้มบุญ ก็อุ้มบาป ตราบนั้นเอง
(ภัศม์ : ผู้ประพันธ์ จาก Facebook : Pasama Ratanakhachorn)
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
หรือว่า มนุษย์กำลังสิ้นความเป็นมนุษย์และมีความเป็นมนุษย์เหลือน้อยลงทุกวัน แม้แต่กฎหมายยังไม่มีมาควบคุมดูแล จะเอาผิดได้ก็เฉพาะแพทย์ สถานพยาบาลที่กระทำการฝ่าฝืนประกาศของแพทยสภา ซึ่งแพทย์และสถานพยาบาลหลายๆที่ก็เห็นแก่เงิน รวมค่าใช้จ่ายในการผลิตเด็กคนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท
 เมื่อความเป็นมนุษย์ลดน้อยลง ธุรกิจค้ามนุษย์ ปั๊มเด็กในเชิงอุตสาหกรรมจึงเกิดขึ้นตามมา และทำให้เราได้เห็นความชั่วร้ายด้านมืดของมนุษย์ จากข้อมูล ขบวนการผลิตเด็กผ่านวิธีการ อุ้มบุญผลิตไปเพื่ออะไรกัน เพื่อเอาไปขายเป็นลูกบุญธรรม หรือเป็นการผลิตเพื่อต้องการนำอวัยวะมนุษย์ไปใช้ในการรักษา หรือ...? เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า เด็กๆแต่ละชีวิตจะถูกนำไปสร้างรายได้มากกว่าคนละ 2 ล้านบาท แล้วความรักในสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า “ชีวิต” นั้นอยู่ไหนหรือ …?

ชีวิตต้องเริ่มต้นด้วยรัก แล้วชีวิตนั้นจะต้องเติบโตขึ้นมาพร้อมกับความรัก เงินทองเป็นสิ่งเอื้อหนุน ส่งเสริม หาใช่สิ่งที่จะมาสร้างชีวิตให้สมบูรณ์ อย่าเอาชีวิตไปฝากไว้กับการได้มาซึ่งเงินๆทองๆเลย เพราะนั่นมันเป็นการ “อุ้มบาป” ลงสู่หุบเหวแห่งความทุกข์ของมวลมนุษย์ของเรา “อุ้มบุญ” สร้างด้วยรัก “อุ้มบาป” มักมากับความโลภเสมอ….

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย



สองผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัย
ในโอกาสที่วัดเซนต์หลุยส์ของเรา ต้อนรับพระธาตุของนักบุญยอห์น ที่ 23 และนักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ท่านนักบุญทั้ง 2 เป็นบุคคลแห่งยุคสมัยของเรา เป็นนักบุญที่หลายคนเคยพบเคยเห็น วันนี้จึงขอนำบทสารคดีสั้นๆเกี่ยวกับความยิ่งใหญ่ของทั้ง 2 พระองค์ ที่แปลโดย พระคุณเจ้าวีระ อาภรณ์รัตน์ มาแบ่งปัน เพื่อให้เราได้เห็นพระฉบับแบบในการดำเนินชีวิตอันแสนสั้นนี้

    สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่  23  เป็นพระสันตะปาปาพระองค์หนึ่งที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิก  แม้ว่าได้อยู่ในสมณสมัยได้ไม่ถึง  5  ปี ทรง เป็นบุคคลที่มีผู้ชื่นชมมากที่สุดพระองค์หนึ่งในศตวรรษที่ 20   เพราะเหตุที่มีสไตล์และทัศนคติ  ที่หลายคนเปรียบสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส คล้ายกับพระองค์  ต่อไปนี้เป็นลักษณะสำคัญบางประการที่คนทั่วไปในสมัยของพระองค์ ขนานนามว่า พระสันตะปาปาผู้แสนดี”
เมื่ออายุ  23  ปี  พระองค์ได้รับราชการทหารบกในอิตาลี ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1  ได้เป็นจิตตาธิการทหารแห่งหนึ่ง    และใน ค.ศ.1925-1953  ทรงเป็นสมณทูต  พระสังฆราชผู้แทนพระสันตะปาปาในประเทศบัลแกเรีย  ตุรกี  และฝรั่งเศส   ขณะอยู่ที่กรุงอิสตันบุล (ตุรกี) ทรงช่วยชีวิตชาวยิวหลายร้อยคน เมื่อกลับมาพำนักในอิตาลี ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระคาร์ดินัลในเดือนมกราคม  ค.ศ.1953  ได้เป็นพระอัยกาของนครเวนิส    หลังจากนั้น  5 ปี  ทรงได้รับเลือกให้เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา  ในวันที่ 28  ตุลาคม ค.ศ. 1958  ทรงเลือกพระนาม  ยอห์น ซึ่งองค์สุดท้ายที่ใช้พระนามนี้ประมาณ 700 ปีมาแล้ว
ทรงได้รับขนานนามว่า  พระสันตะปาปาผู้แสนดี  ทรงพยายามใกล้ชิดกับทุกคน  ทรงไปเยี่ยมนักโทษในคุกที่กรุงโรม  เยี่ยมเด็กในโรงพยาบาลบัมบีโนเยซู  และเด็กๆบางคนคิดว่าพระองค์คือ ซานตาคลอส ภารกิจที่สำคัญที่สุดในสมณสมัยของพระองค์คือทรงประกาศให้มีประชุมสภาสังคายนาวาติกันครั้งที่  2  เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์พระศาสนจักร เริ่ม วันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1962   และพระสันตะปาปา  เปาโลที่ 6  เป็นผู้ปิดสภาสังคายนา  ค.ศ.1965
พระองค์ทรงเป็นนักสื่อสารยิ่งใหญ่ พูดกับทุกคน  ครั้งหนึ่งตรัสถึงดวงจันทร์กับประชาชน  จากหน้าต่างที่ประทับ  หน้าจตุรัสมหาวิหารนักบุญเปโตรว่า  แม้แต่ดวงจันทร์ยังมาฟังพระองค์ในโอกาสนี้ ทรงสิ้นพระชนม์เช้าวันที่ 3 มิถุนายน ค.ศ.1963 อายุ 81 พรรษา  ในสมัยสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น  ปอลที่ 2 ทรงเป็นผู้ประกาศแต่งตั้งพระองค์ เป็นบุญราศี ในปี ค.ศ. 2000 ณ มหาวิหารนักบุญเปโตร
 “พระสันตะปาปาผู้ยิ่งใหญ่” พระสันตะปาปา ยอห์น  ปอลที่ 2 ภายใต้ 26 ปีแห่งสมณสมัยของพระองค์ เราสามารถมองเห็นแบบฉบับแห่งชีวิตและการดำรงตำแหน่งพระสันตะปาปาของพระองค์ ทรงชื่นชอบชีวิต ชื่นชอบศิลปะ รักบทกวี และบทละคร ท่านเคยเป็นนักแสดง และยังเคยเขียนบท  ก่อนที่ท่านจะได้รับศีลบวชเป็นพระสงฆ์ พระองค์ทรงเป็นพระสันตะปาปาที่ทุกคนรู้สึกถึงความใกล้ชิด พระองค์ชอบหัวเราะและพระองค์ไม่ทรงกลัวที่จะแสดงออกมา  พระองค์ยังโด่งดังในเรื่องการโอบกอดผู้คนอีกด้วย

พระองค์ทรงเป็นผู้ที่มีความเชื่ออันล้ำลึก ทรงวางพระทัยในพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงเตรียมตัวในการเป็นสงฆ์ในสามเณราลัย ใต้ดิน ที่พระคาร์ดินัลแห่งเมืองคราครุฟได้ทรงจัดตั้งขึ้นในสมัยนั้น เนื่องจากอยู่ในสภาวะสงคราม พระองค์จึงได้รับศีลบวชอย่างลับๆ พระองค์มักท้าทายทุกคนอยู่เสมอมิให้กลัวต่อความยากลำบากใดๆในชีวิต  พระองค์ทรงเน้นความสำคัญของมโนธรรมมากกว่าความเกลียดชัง พระองค์ทรงเลือก ความเข้าใจ ว่าเป็นหนทางนำไปสู่ประชาธิปไตย
สมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นทั้งพระสันตะปาปาและผู้นำของโลก ทรงเดินทางมากที่สุดพระองค์หนึ่งใน ประวัติศาสตร์ เสด็จเยี่ยมร้อยยี่สิบเก้า (129) ประเทศ ทรงเดินทางออกนอกประเทศอิตาลี ทั้งสิ้น หนึ่งร้อยสี่สิบหก (146) ครั้ง หากรวมระยะเดินทางแล้วจะเท่ากับระยะทางจากโลกไปยังดวงจันทร์ถึง 3 เท่า
ในช่วงปีปิติมหาการุณย์ ปี ค.ศ. 2000 สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ได้ทรงขอโทษ สำหรับบาปทั้งมวลของพระศาสนจักร เริ่มจากช่วงสงครามครูเสด การกวาดล้างพวกนอกรีต การแบ่งแยกของพระศาสนจักร การเบียดเบียนชาวยิว การเหยียดสีผิว และความอยุติธรรมทางสังคม พระองค์ทรงให้อภัย นาย อาลี อักกา (Ali Agca) ชายผู้ลอบสังหารพระองค์ ณ จตุรัสนักบุญเปโตรในวันที่ 13 พฤษภาคม ค.ศ. 1981 อีกด้วย
สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นที่จดจำถึงการที่พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งบรรดานักบุญมากมาย จากหลากหลายวัฒนธรรม ในช่วงสมณสมัยของพระองค์นั้น ได้ทรงแต่งตั้ง บุญราศี 1,340 องค์ และ นักบุญ 483 องค์
ด้วยความเชื่อมั่นอันเที่ยงแท้ของพระองค์ ท่านได้กระตุ้นให้มีการเชื่อมโยงกับเยาวชน พระองค์ได้ทรงเสนอให้มีการพบปะของบรรดาเยาวชนทุกๆ 2 หรือ 3 ปี นี่คือ จุดเริ่มต้นของงานชุมนุมเยาวชนโลก  สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่ 2 ทรงเป็นเสมือนสะพานเชื่อมให้กับทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้มีความเห็นพร้องกับพระองค์ด้วย ทรงเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่ได้ทรงเสด็จเยี่ยมโบสถ์ยิว พระองค์ยังทรงเสด็จเยี่ยมสุเหร่าในประเทศซีเรีย ที่ซึ่งเป็นหลุมฝังศพของนักบุญยอห์น ผู้ทำพิธีล้าง ทรงปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างพระศาสนจักรกับชาวออร์โธดอกซ์ กับชาวอังกลิกัน และกับชาวโปรแตสแต้นท์ พระองค์ได้รวบรวมบรรดาผู้นำทางศาสนาต่างๆทั่วโลกให้มาร่วมกันภาวนาเพื่อสันติภาพ
นักบุญยอห์น ปอลที่ 2 ทรงพลิกประวัติศาสตร์แห่งสันติภาพด้วยความดีงามนานัปการ จึงไม่เป็นเรื่องแปลกใจเลยว่า ทำไมผู้คนมากมายจึงขนานนามนักบุญพระสันตะปาปายอห์น ปอลที่  2 ว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่”…..

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557

บ้านนี้สถานีแห่งรัก

บ้านนี้สถานีแห่งรัก
(บทที่ต้องร่วมกันเขียน)
จากข่าวร้ายรายวันหญิงสาวถูกฆ่าข่มขืนบนรถไฟที่กลายเป็นประเด็นยังไม่ทันจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง ของการเรียกร้องให้เพิ่มโทษคนทำผิด ก็มีข่าวรักๆเลิกๆ ของดาราคนนั้นคนนี้ ในช่วงนี้ จึงมีแต่เจนนี่ เจนนี่ และเจนนี่ เต็มหน้าทั้งสื่อทั่วไป และสื่อออนไลน์จนรก ล้น ลุกลามเข้ามาอยู่ในสื่อส่วนตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ในวันนี้เรามีสื่อให้เลือกใช้เยอะ จนแยกแยะกันไม่ออก อะไรจริงอะไรเท็จ คนทำสื่อก็ต้องแข่งขันกันเพื่อให้เกิดความสดความเร็ว ทันใจโดยขาดความใส่ใจอย่างมาก เราจึงได้รับแต่เรื่องกากๆเกรียนๆกันอยู่มิใช่น้อย
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ยิ่งเมื่อเรากำลังก้าวสู่โลกดิจิทัล ทุกอย่างต้องดิจิทัล ในวงการโทรทัศน์เราก็กำลังจะมีทีวีดิจิทัล (Digital TV) ซึ่งก็เป็นกระแสที่กำลังเป็นข่าวครึกโครมกันอยู่ในช่วงนี้ ในเรื่องของการแจกคูปองเพื่อซื้อกล่อง Set Top Box ซึ่งทุกบ้านจะได้รับคูปองในมูลค่า 690 บาท เพื่อนำไปแลกซื้อ วงการทีวีในบ้านเราจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งคำถามที่ตามมาก็คือ แล้วเจ้าทีวีดิจิทัลคืออะไร? ทำไมจึงต้องเปลี่ยน?
ระบบทีวีที่เราใช้กันอยู่ตั้งแต่แรกนั้น เรียกว่าทีวีอนาล็อก (Analog) เป็นการนำเอาสัญญาณภาพมาผสมกับสัญญาณวิทยุ ใช้สถานีโทรทัศน์ภาคพื้นดินเป็นตัวส่งสัญญาณ ซึ่งตามบ้านก็จะใช้เสาอากาศรับสัญญาณที่เรียกกันว่า “เสาก้างปลา” หรือ “เสาหนวดกุ้ง” นั่นเอง
ต่อมา  มีความก้าวหน้าของโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมที่เป็น Digital Satellite Broadcastingในระดับ Standard Definition มีจำนวนช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมมากกว่า 250-300 ช่อง มากกว่าทุกประเทศในอาเซียน
จนกระทั่งมีการพัฒนาเทคโนโลยีการส่งคลื่นทีวีแบบดิจิทัลที่ให้สัญญาณภาพและเสียง ที่มีคุณภาพดีกว่าแบบอนาล็อก และใช้คลื่นความถี่ที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยดิจิทัลทีวี จะใช้สัญญาณดิจิทัลที่ถูกบีบอัดและเข้ารหัสที่มีค่าเป็น “0”กับ “1”เท่านั้น ซึ่งในหนึ่งช่วงคลื่นความถี่จะสามารถนำมาส่งได้หลายๆรายการโทรทัศน์ พร้อมสัญญาณภาพและเสียงที่มีความละเอียดคมชัดมากยิ่งขึ้น จึงทำให้มีช่องฟรีทีวีที่เพิ่มขึ้นจำนวนมากเป็น 48 ช่อง แบ่งเป็น 24 ช่องบริการในกลุ่มธุรกิจ 12 ช่องบริการสาธารณะ และ 12 ช่องกิจการบริการชุมชน ซึ่งเพิ่มการแข่งขันในวงการโทรทัศน์ได้มากเลยทีเดียว
สรุปแล้ววันนี้เรามีสื่อทีวีอย่างน้อยๆ 300 กว่าช่อง ให้เลือกรับชม แต่เอาเข้าจริงวันหนึ่งเราดูทีวีกี่ช่องกัน 2-3 ช่องเท่านั้น บางช่องเนื้อหาก็เต็มไปด้วยขยะทัศน์เสียมากมาย ช่องที่เกิดใหม่ๆการที่จะให้มีผู้ชมติดตามมากขึ้นได้นั้น เนื้อหาจะต้องเข้าถึงผู้ชม ต้องตอบสนองความต้องการให้ได้ แต่ส่วนใหญ่เรามักเห็นแต่การเสริมอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากกว่าและนำมาทำรายการคุยกัน นัดคนนั้นคนนี้มาสนทนา มาวิพากษ์วิจารณ์ รายการที่ดีๆหายากเต็มทีบนทีวีเยอะช่องแบบทุกวันนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นบนช่องดิจิทัลใหม่ๆ คือ การซื้อหนังเกาหลีมาออกอากาศ จนคิดว่านี่มันช่องของไทยหรือช่องต่างประเทศกันแน่ เนื้อหาในรายการทีวียังน้อยหรือเป็นเพราะสังคมไทยไม่เน้นเนื้อหา เน้นแต่เปลือก เน้นแต่รูปแบบ
ภาพ : อินเตอร์เน็ต
ในยุคสังคมไทยภายใต้อ้อมกอดที่ทุกอย่างเป็นดิจิทัลเช่นนี้ แล้วสภาพชีวิตครอบครัวของเราเป็นเช่นไร“บ้าน”ของเราล่ะเป็นอย่างไร บ้านที่เรามุ่งสร้าง มุ่งซื้อให้มีขนาดใหญ่ ตบแต่งทำให้สวยงาม ทำให้น่าอยู่ แต่คนในบ้านอยู่แล้วอบอุ่นหรือไม่ เป็นสิ่งที่คนในบ้านต้องช่วยสร้างช่วยทำ อย่าปล่อยให้บ้านเป็นสถานีที่เพียงพักแล้วผ่านไปที่อื่น แต่บ้านต้องเป็นสถานีเป้าหมายที่เราต้องไปให้ถึงทุกๆวัน บ้านต้องเป็นสถานีที่ถ่ายทอดความรักความเข้าใจ เป็นสถานีที่ถ่ายทอดเนื้อหาของความเชื่อความศรัทธาให้เป็นมรดกตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น และบ้านต้องเป็นสถานีที่มีการพูดคุยกันแบบมีสาระ คุยกันแบบสร้างสรรค์ แบ่งปันทุกข์สุขให้กันและกัน
 “บ้าน”ต้องเป็นระบบดิจิทัลที่มีความเช็ดเจน ไม่มีคลื่นแทรกซ้อน ต้องมีหลากหลายช่องทางให้เลือกอย่างเสรี แต่มีสาระในการเลือก ต้องไม่เป็นมลพิษ เป็นขยะล้นเหม็น เป็นภัยต่อคนในบ้านและที่สำคัญต้องมีความบันเทิงผสมกับสาระรวมอยู่ด้วย
ในสภาพสังคมแบบใหม่ ที่มีสื่อเป็นทางเลือกให้ถูกจริตกับตนมากขึ้น จนทำให้เกิดวัฒนธรรมตัวใครตัวมัน แม้แต่คนที่อยู่บ้านเดียวกันก็กลายเป็นต่างคนต่างอยู่ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กัน ชอบที่จะเกี่ยวข้องกับคนอื่นในโลกออนไลน์ ชอบคุยให้ความช่วยเหลือเพื่อโชว์ความเป็นผู้ใจดีกับคนห่างไกล แต่..กับคนใกล้เป็นเหมือนเสือเหมือนพยัคฆ์หน้างอ รำคาญที่จะคุยที่จะให้ความช่วยเหลือคนในบ้าน บ้านในสังคมแบบนี้มีให้เห็นอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง บ้านสวยมีให้เลือกมากมาย แต่บ้านที่อบอุ่นและน่าอยู่นั้นไม่มีให้เลือก เราต้องร่วมกันสร้างร่วมกันทำให้เกิดขึ้น ความรักนั้นมีอยู่แต่หากไม่ถูกนำมาปฏิบัติก็จะไม่รู้ว่ารักนั้นเป็นอย่างไร หากบ้านคือสถานีแห่งรัก ครอบครัวต้องเป็นโครงข่ายขยายความรักออกไปให้ผู้อื่นได้รับความรักนี้ด้วย
ภาพ : อินเตอร์เน็ต

ในทุกเช้าเราตื่นขึ้นมาในบ้านหลังเดิม เรายังยิ้มให้กันอยู่ไหม ยังดูแลห่วงใยกันมากน้อยเพียงใด สถานีแห่งนี้ยังมั่นคงแข็งแรงอยู่หรือไม่ หรือเช้าตื่นมาเห็นหน้า ก็เหม็นขี้หน้าหงุดหงิดใส่กัน จนอยากจะรีบออกจากบ้านหลังนี้ให้เร็วที่สุด บ้านเราเป็นเช่นนี้หรือไม่ เช้าตื่นขึ้นมายังมองเห็นคนข้างกายเป็นคนที่เรารักเมื่อหลายปีก่อนอยู่หรือไม่ หรือปล่อยให้ความรู้สึกอื่นเข้ามาแทนที่ ใช่หรือไม่ เทคโนโลยีสื่อสารเปลี่ยนผ่านไปในทุกๆปี แต่ความเป็นครอบครัวในบ้านของเรา ต้องไม่เปลี่ยนผ่านไป มีแต่ต้องพัฒนาเปลี่ยนแปลงสู่ความสมบูรณ์มากขึ้น มาสร้างเนื้อหาใส่ความรัก เอาใจใส่ต่อคนในบ้านของเรากันก่อน แล้วสังคมจะๆค่อยพัฒนาขึ้น เพื่อให้ก้าวทันกับเทคโนโลยี “สื่อในบ้านสร้างด้วยรัก สื่อหลักสร้างด้วยความจริง”