วันเสาร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เส้นทางเด็กเลี้ยงแกะ


เส้นทางเด็กเลี้ยงแกะ
            วันนี้กลางมหานครหลวง...ถนนสำคัญๆที่เป็นเส้นทางการขนส่งของเมืองหลวงถูกกองทัพน้ำ บุกยึดไปทีละเส้นอย่างเยือกเย็น ความลำเค็ญลำบากของผู้คนก็ตามมา จากที่เคยรถติดจนหงุดหงิดเปลี่ยนมาเป็นรอเรือและรอรถทหาร รถใหญ่ ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวอย่างใจเย็น จากที่รุ่มร้อนไปด้วยเปลวเชื้อเพลิงการเผาไหม้เครื่องยนต์ เปลี่ยนเป็นเปลวคลื่นพลิ้วไหวระลอกคลื่นของสายน้ำ จากกลิ่นเหม็นของท่อไอเสียรถ เปลี่ยนเป็นกลิ่นเหม็นจากน้ำเน่าแทน จากที่เคยต้องการน้ำ แต่ครั้นน้ำมากท่วมหัวต่างผลักใสให้ใครก็ได้ช่วยรับไปที ชีวิตคนเราหรือ..จะคิดฝืนธรรมชาติ น้อมรับอยู่อย่างสุขใจ และหันหน้ามาช่วยเหลือเกื้อกูล เพื่อว่าให้วันแห่งความทุกข์มวลรวมไหลผ่านไปอย่างงดงามกันเถิด..
            วันนั้นที่ฟาติมา...เช้าวันที่สองและวันสุดท้ายแห่งแผ่นดินถิ่นแสนมหัศจรรย์ เป็นการเดินรูป 14 ภาค ในเส้นทางเดินของเด็กเลี้ยงแกะทั้งสามคน เป็นเส้นทางในตำบล ลาโควา ดา อิรออา ซึ่งอยู่ห่างจากฟาติมา 3 กม. การเดินรูปมาหยุดลงตรงจุดการประจักษ์มาของเทวดาเพื่อสอนบทสวดแก่เด็กทั้งสามซึ่งไม่ได้เรียนหนังสือ ก่อนที่แม่พระจะประจักษ์มา ระหว่างทางมีทางแยกไปยังบ้านเกิดของทั้งสามคน (ยาชินทา มาร์โต เป็นพี่น้องกับ ฟรังซิสโก มาร์โต ซึ่งอยู่บ้านหลังเดียวกัน ส่วนลูซีอา โดสซังโตส เป็นลูกพี่ลูกน้อง อยู่บ้านอีกหลังหนึ่ง) อากาศกำลังสบาย แต่เมื่อเดินไปเรื่อยๆเหงื่อเริ่มออก ข้อสงสัยเริ่มผุด เหตุไฉน เหตุการณ์ในโลกนี้มีสิ่งที่ต้องขบคิดมากมาย พระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าเรามนุษย์จะหยั่งรู้ นี่คือสิ่งที่งดงามในหนทางชีวิต...
            ท่ามกลางข่าวสารที่ไหลท่วมท้นยิ่งกว่ามวลน้ำที่ไหลท่วมกรุงของวันนี้... เราจะเชื่อข้อมูลของใคร จะต้องทำอย่างไร ยิ่งรู้ยิ่งวิตก ยิ่งอ่านยิ่งสับสน การวิพากษ์วิจารณ์ก็มากมี คนที่เก่งเกินงามก็มากมาย มีบ้างบางครั้งที่จำต้องหยุดเสพสารข้อมูลทั้งหลายทั้งปวง แล้วนั่งทบทวนใช้วิจารณญาณเท่าที่มีเท่าที่เป็นสังเกตมองรอบด้าน และเตรียมพร้อมว่า สิ่งใดควรทำก่อนหลัง ที่สุดต้องเลือกกลั่นเลือกกรอง เลือกรับรู้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ที่มีความแม่นยำพอสมควร เวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ว่าข้อมูลจากแหล่งไหนน่าเชื่อถือมากกว่ากัน ถ้าเราเพียรพอที่จะรู้จักวิเคราะห์ ...
            ท่ามกลางความไม่น่าเชื่อถือในเด็กเลี้ยงแกะทั้งสามคนเมื่อวันนั้น... ทำไมแม่พระไม่เลือกประจักษ์มาให้กับผู้ที่น่าจะเชื่อถือที่สุดในเมือง เพราะอย่างน้อยความน่าเชื่อถือในสายตาของคนทั่วไปย่อมดีกว่า แต่...เมื่อมองให้ลึกลง ความซื่อๆของเด็กไร้การศึกษาต่างหากคือข้อความจริงที่มิต้องใส่จริต เพื่อสร้างความเชื่อถือ ความอดทนในการทำความดี ในการประกาศข่าวดี เด็กที่มีชีวิตลำบากย่อมมีความอดทนสูงกว่า ใช่หรือไม่ หนทางสู่สวรรค์มิใช่เรื่องที่จะทำแบบง่ายๆและรวบรัดตัดความ ความเชื่อย่อมต้องพิสูจน์ด้วยศรัทธา และศรัทธาย่อมต้องมาพร้อมกับความอดทนในวันเวลาเสมอ..
            การประกาศให้อพยพเกิดขึ้นแทบทุกวัน เดี๋ยวก็เขตนั้นเดี๋ยวก็เขตนี้ หลายคนทำตาม แต่ก็มีมากที่ไม่ยอม ขออยู่ในบ้านด้วยคิดเองว่าจะท่วมสักกี่วันกันเชียว!!! เดี๋ยวน้ำคงลดลง ที่สุดเมื่อระดับน้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่วมอกบ้าง ท่วมเอวบ้าง มีไม่น้อยท่วมหัว ออกจากบ้านเรือนไม่ได้ ก็นอนรอความหวัง รอการช่วยเหลือจากที่ต่างๆ อยู่กับน้ำเพื่อรอรับน้ำใจของเพื่อนร่วมชาติอย่างสิ้นหวัง...
            การประจักษ์มาของแม่พระที่ฟาติมาแก่เด็กทั้งสามคนเป็นเวลาหลายเดือน ระหว่างวันที่ 13 พฤษภาคม ถึง ตุลาคม ค.ศ.1917 พร้อมกับข่าวสารที่แจ้งบอกให้กับคนทั้งโลก ฉันคือพระมารดาแห่งลูกประคำ ..จงทำพลีกรรมเพื่อคนบาปและสวดบ่อยๆว่า ข้าแต่พระเยซูเจ้า พลีกรรมนี้ เพื่อแสดงความรักต่อพระองค์ เพื่อคนบาปจะได้กลับใจ และเพื่อชดเชยการทำขัดเคืองดวงหทัยนิรมลของพระนางมารีย์ แน่นอนย่อมมีคนไม่เชื่อมากมาย บางคนคงชี้ไปว่าเด็กเลี้ยงแกะใครเชื่อก็บ้าแล้ว..ยากยิ่งนัก ทั้งๆที่หลายคนในพวกนั้นต่างเฝ้ารออัศจรรย์ แต่เมื่อเกิดขึ้นกับเด็กไร้การศึกษากลับไม่ยอมเชื่อ สุดท้ายแม่พระจึงมอบบันทึกฟาติมา เพื่อเปิดเผยให้โลกได้รับรู้ความจริง
            วันนี้บันทึกนั้นเริ่มเป็นจริงขึ้นทุกๆวัน เส้นทางของเด็กเลี้ยงแกะกลายเป็นเส้นทางชี้นำหนทางเพื่อให้โลกได้พ้นภัยอันตราย ...
            ประการแรก การเปิดเผยให้เห็นถึงแดนนรก แดนทรมาน อันเนื่องจากบาปผิดต่อความบริสุทธิ์ ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วนิรันดร (การทำแท้ง และการเข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ยังมีให้เห็นมากมาย)
            ประการที่สอง การล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ มีให้เห็นแล้ว แต่โลกก็ยังมีผู้นำที่มีหัวใจคอมมิวนิสต์ไม่มีสิ้นสุด..
            ประการที่สาม ถูกเปิดเผยบางส่วน โดยองค์สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2  หากมนุษย์ไม่ฟังคำสั่งที่พระเจ้าทรงวางไว้ต่อหน้าพวกเขา ปีศาจจะปกครองโลกและมันกำลังทำให้คนทั้งหลายเกลียดชังกัน อาวุธที่มนุษย์สร้างขึ้นสามารถทำลายโลกได้ในเวลาเพียงนาทีเดียว ครึ่งหนึ่งของมนุษยชาติจะถูกทำลาย พระศาสนจักรเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความชั่วร้าย และมนุษย์จะสูญเสียความเชื่อ
            แผ่นดินไหวจะทำลายแนวเส้นแบ่งของโลก (เส้นศูนย์สูตร)คนหลายล้านคนจะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที ส่วนพวกที่รอดชีวิตก็ปรารถนาให้ตัวเองอยู่ในหมู่ผู้ตาย สภาพของโลกที่อยู่เบื้องหน้าเรานั้นเป็นสภาพที่ไม่อาจจินตนาการได้ แต่สิ่งนี้จะมาอย่างแน่นอน พวกที่เชื่อและสัตย์ซื่อต่อพระองค์ จะมีชีวิตรอดและจะมีความเชื่อเพิ่มขึ้น
            วันนี้เราจะเชื่อบันทึกจากเด็กเลี้ยงแกะในวันนั้นหรือไม่ เชื่อแล้วจะทำอย่างไร..คำตอบได้พิสูจน์ในกาลเวลาที่ผ่านมาและกำลังเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว.....
http://astore.amazon.com/konkhangwat04-20

ไม่มีความคิดเห็น: