ใครจะกล้า
ต้นไม้ที่ยืนเด่นดูโดดเดี่ยวกลางทุ่ง ฝ่าแดด ลมฝน
ผ่านวันเวลามาหลายรอบปี
ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้มันไร้ค่าลง มีแต่ให้ร่มเงาให้ความร่มเย็นได้อิงแอบและพักพิง
ท่ามกลางคลื่นลมแห่งความหวาดระแวง
การทำความดีด้วยการเสียสละ ต้องอาศัยความกล้าหาญยิ่งกว่ายุคใด
ในยุคที่ความสำเร็จถูกวัดด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์
ความคุ้มค่าของการลงมือทำ ในยุคที่ความหวาดระแวงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังทางสังคม
ใช่หรือไม่
เราพากันเคลือบแคลงสงสัยในรอยยิ้มของคนแปลกหน้า เรามักตั้งคำถามกับมือที่ยื่นเข้ามาช่วยเหลือ
และเรามักจะมองหาผลประโยชน์แอบแฝง ในทุกการกระทำอันดีงามของเพื่อนมนุษย์
การทำบางสิ่งเพื่อส่วนรวม เสียงชื่นชมมักจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็วด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการจับผิด
กลายเป็นกำแพงหนาที่ทำให้ผู้คนเริ่มเก็บงำความเมตตาเอาไว้ในใจ
หลายคนเลือกที่จะเบือนหน้าหนีและนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะคนในสังคมไร้น้ำใจ
แต่เป็นเพราะ “ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับคำตัดสินของสังคม” แล้วใครจะกล้า…
การเสียสละเพื่อผู้อื่นในยุคนี้ อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา
แต่มันคุ้มค่าเสมอ จงเชื่อมั่น และกล้าที่จะเป็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ
แม้ในวันที่โลกพยายามจะดับมันลงก็ตาม