วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เมื่อความรู้กลายเป็นยาพิษ


เมื่อความรู้กลายเป็นยาพิษ
ต้องยอมรับโดยดุษฎีเลยว่า ในทุกวันนี้วิถีชีวิตของผู้คนมีสิ่งที่เอื้อต่อการหาความรู้กันได้อย่างง่ายดาย เพราะด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ก้าวไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด การเชื่อมต่อแหล่งข้อมูลจากทั่วทุกมุมโลกให้มาปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาเพียงชั่วพริบตา ใช้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ใส่ข้อมูล ใส่คำที่อยากจะรู้ก็ได้รู้ อยากเห็นอยากได้ยินก็ได้เห็นได้ฟัง มันง่ายต่อการเข้าถึงเสียจริงๆ...
หลายคนที่เชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยี ย่อมเป็นคนที่มีข้อมูลมากกว่าคนอื่น แต่ก็มีอีกหลายคนมักหลงทาง เชื่อมั่น ถือมั่น ในข้อมูลที่มีอยู่ ในข้อมูลที่หามาได้ ที่ได้อ่านที่ได้เห็นได้ฟัง แล้วนำไปถ่ายทอดอย่างผิดๆ ปราศจากความเข้าใจ ไร้การใส่ใจในการกลั่นกรองข้อมูล หรือที่ร้ายไปกว่านั้น... มีบ้างบางคนหลงคิดว่านี่เป็นหนทางในการอวดเก่ง อวดภูมิ ยึดถือข้อมูลเพียงด้านเดียวที่ตัวเองมีที่ตัวเองเสาะหามา และใช้มันเป็นเกราะ บดบังความอ่อนด้อยทางปัญญา เราจึงเห็นคนที่ไม่ฟัง ที่ไม่สนใจฟังความคิดของคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆในสังคม
ข้อมูลข่าวสารที่หลายคนแปรรูปเป็นความรู้นั้น มันมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไม่ตายตัว หากใครยึดติด คิดหลงอยู่กับข้อมูลข่าวสารวันนี้ พรุ่งนี้ ดีไม่ดีจะกลายเป็นคนหลงยุคไปแล้วก็ได้ สิ่งนี้ถ้าเราตระหนัก เราก็จะได้รู้จักประมาณตัวเองโดยไม่ต้องประเมินตัวเองว่าเก่งกาจเพียงใด เป็นการนบนอบต่อความไม่เที่ยง เป็นการยอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกสิ่ง ไม่ได้เก่งทุกเรื่อง และว่าหากเราไม่สามารถถ่อมตัวลงได้ ความรู้ก็จะกลายเป็นยาพิษที่เข้าสู่ร่างกาย จนไร้สติไม่ฟังข้อมูลให้รอบด้าน...เหมือนดังที่ในบทความ พรหมจริยวัตร กล่าวไว้ว่า
ในโลกนี้
เรื่องของความรู้ให้แสวงหาไม่รู้หมดสิ้น
การแสวงหาความรู้
ต้องมีสติรู้ว่ามันเป็นการพัฒนาสมองเท่านั้น
ไร้สติ ปัญญาเสียแล้ว
ความรู้ทั้งหมดที่มี
ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลา
ที่จะสังหารตนเอง
ผู้รู้จำนวนมาก
ต้องสิ้นสูญไป
เพราะเขามีความรู้มากเกินไป
แต่เขาไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้
ผู้รู้ที่แท้จริง
ต้องมีความรู้ว่า
เมื่อใดควรแสดงความรู้
และเมื่อใดควรแสดงความไม่รู้
ใช่หรือไม่ สังคมไทยวันนี้เราก็มากล้นไปด้วยคนที่มักรู้ ไม่ว่าจะด้วยเรื่องอันใดเกิดขึ้นในสังคม ในโลก ก็จะออกมาใช้ข้อมูลแอบอ้าง วิพากษ์วิจารณ์ บนพื้นฐานทัศนะของข้าพเจ้าอยู่ฝ่ายเดียว เรามีคนที่คิดว่ารู้อยู่เต็มไปหมด แต่สังคมไทยกลับไม่ก้าวหน้าไปไหน โดยเฉพาะเรื่องของศีลธรรม ยังมีการคดโกงกันด้วยเล่ห์กลที่แอบแฝง คนในสังคมคิดเพียงใช้ความรู้เป็นท่อธารทำมาหากิน เป็นเครื่องมือเพียงเพื่อช่วงชิงพื้นที่ถือครอง ใช้ความรู้เพียงระดับสมองเพื่อจ้องจะกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพวกพ้อง สิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน คือ มีใครบ้างล่ะ ที่จะอาสาเข้ามาพัฒนาคนในชาติด้วยเรื่องของจิตใจ เรื่องของคุณธรรม ต่างก็แข่งขันกันเพียงเพื่อสร้างให้คนร่ำรวย ให้คนปลดหนี้ แต่ไม่เคยเสนอวิธีไม่ให้ก่อหนี้ทำเช่นไร เรื่องศาสนากลายเป็นเรื่องที่ไม่น่ารู้ จึงไม่มีใครกล้าพูด กล้าทำให้ศาสนานำหน้าการประกอบอาชีพ พูดเรื่องการส่งเสริมการศึกษาก็แค่เพียงเปลือก แก่นของการศึกษาที่แท้ คือ การสร้างชีวิต สร้างความดี และความงาม กลับไม่มีการพูดถึงกัน เหตุที่ไม่พูดถึงเพราะขาดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ระบบการศึกษาของเราจึงอยู่ที่พยายามอัด ยัดเยียดให้เรียน ให้รู้วิชาการมากๆ เมื่อเรียนจบแล้วก็ตัวใครตัวมัน ไม่ได้สนใจที่จะให้ผู้เรียนรู้ นำความรู้ไปพัฒนาสมองเพื่อสนองต่อการพัฒนาทางด้านคุณธรรมจรรยา อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเจริญเติบโตทางด้านจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์
ความรู้เป็นอันตรายอย่างมากหากผู้ที่ใช้ความรู้ไม่ใช้ปรีชาญาณและความรอบคอบทำความเข้าใจในความรู้นั้น เราควรใช้ความรู้นั้นเพื่อแยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิด สิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร ความรู้เป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งในการพัฒนาจิตวิญญาณ อย่าใช้ความรู้เป็นเพียงอาภรณ์สวยหรู ที่สวมใส่อวดรู้ อวดอ้าง อวดภูมิ เพราะเช่นนั้นแล้วความรู้ก็คือยาพิษชนิดร้ายแรงดีๆนี่เองที่จะทำลายชีวิตให้สูญสิ้นซึ่งความศรัทธาต่อคนที่พบเจอ คนที่มีความรู้หาใช่เป็นผู้รู้เสมอไปไม่ สิ่งสำคัญความรู้ของผู้ที่ด้อยค่าในสายตาของคนทั่วไปอาจจะเป็นความรู้ที่ทำให้โลกได้พบกับสันติสุข ได้พบกับความร่มเย็นก็เป็นไปได้ เพราะความรู้บางสิ่งพระเจ้าไม่ประสงค์ให้ผู้รู้ได้รับรู้ เพราะจะยิ่งไปเพิ่มกองกิเลส ไปทำให้โลกเดือดร้อน ไปทำให้สังคม คนรอบข้างทุกข์เข็ญก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน ความรอบรู้ต้องอยู่บนความรอบคอบเสมอ

ไม่มีความคิดเห็น: