วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

หากมีปรีชาญาณการโฆษณาก็ไม่จำเป็น

หากมีปรีชาญาณการโฆษณาก็ไม่จำเป็น
หลายครั้งที่ขับรถออกจากวัดในเวลากลางคืน แล้วต้องติดอยู่บนถนนสาทร แสงไฟจากป้ายโฆษณาช่างสว่างแรงแทงเข้าตาจนพล่ามัว ช่างเจิดจ้าเกินคำว่าพอดิบพอดีเสียจริง ๆ ป้ายโฆษณาสมัยนี้ มีแสงสีที่สวยงาม แต่ความงามนั้นถูกทำลายลงด้วยการใช้แสงที่จ้าและแรงเกินไป แทนที่คนจะจดจำสินค้า กลับสร้างแรงขัดเคือง วิวัฒนาการของป้ายโฆษณาก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งกลายเป็นระบบ มีบริษัทเข้ามาประมูลเพื่อเช่าพื้นที่ เพื่อเช่าเสา เช่ากำแพง แถมบริษัทขนส่งมวลชนใหญ่ ๆ ยังเปิดให้เช่าพื้นที่ข้างพาหนะ เมืองไทยเราเต็มไปด้วยการโฆษณา ติดป้ายกันแบบฟุ่มเฟือย ทุกตึกต้องติดจอใหญ่ เพื่อฉายโฆษณา ตามเสาไฟฟ้า ตามกำแพง แทบไม่มีที่ว่างเว้น แม้กระทั่งถังขยะหน้าบ้านก็ยังมีคนเอาป้ายโฆษณาหมูกระทะมาติด จะเยอะไปไหน



พูดถึงสื่อต่าง ๆ ที่เราเสพ ต้องมีโฆษณาขั้น รายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร ล้วนได้กำไรจากการขายโฆษณากันทั้งนั้น และบริษัทที่ซื้อโฆษณาบางทีก็เป็นตัวกำกับ กำหนดเนื้อหา รูปแบบไปเสียเอง ทำให้ขาดการสร้างสรรค์ และเมื่อรูปแบบของตัวสื่อเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบใหม่ โฆษณาก็ยังตามมา ใครช่องไหน หรือบุคคลใดเป็นที่โด่งดัง ได้รับความนิยม ก็จะมีบริษัทต่าง ๆ มาเสนอมาสนับสนุน เพราะเห็นว่านี่เป็นช่องทางเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่าย ไม่ว่าอะไรจะเปลี่ยนไป ยังไงๆ การโฆษณาชวนเชื่อก็ไม่มีวันหมดไป



ชีวิตนี้เต็มไปด้วยโฆษณา ทำให้คิดถึงบทเพลงท่อนหนึ่งของคุณมาโนช พุฒตาล ที่ว่า.... โฆษณา โฆษณา หันไปทางไหนก็เจอแต่โฆษณา โฆษณา  โฆษณา พวกเราบ้าโฆษณา กันไปทั้งบาง ...




            ใช่หรือไม่ ชีวิตของคนดีที่เต็มเปี่ยมไปด้วยปรีชาญาณ ไม่จำเป็นต้องโฆษณา เพียงแค่กระทำความดี และยึดมั่น มุ่งมั่นที่จะทำดีตลอดไป แล้วความดีงามจะเป็นตัวประกาศให้ผู้อื่นได้รับรู้ เฉกเช่น ความเชื่อที่มั่นคงของชุมชนวัดเซนต์หลุยส์ ผ่านมา 60 ปี ก็เป็นการประกาศถึงความรักของพระเป็นเจ้าได้เป็นอย่างดี โดยมิต้องเสียเงินเสียเวลาไปโฆษณา...

ไม่มีความคิดเห็น: