วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

เหนือเมฆ

เหนือเมฆ

หลังหลุดจากภาวะที่ต้องตกเป็นทาสของเวลาเข้า-ออก ตอกบัตรกดลายนิ้วมือเพื่อบันทึกเวลาการทำงานตามกรอบ ตามกฎเกณฑ์ ตามระเบียบในสังกัดของการเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้ว ทำให้มีเวลามากขึ้นที่จะทำบางสิ่งบางอย่างได้โดยไม่ต้องมีขีดจำกัด การเดินทางท่องไปยังที่ต่างๆจึงเกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา ทำให้วิถีชีวิตยังเคลื่อนเลื่อนไปอย่างไม่หยุดหย่อน ผสมกับการได้พักผ่อนอย่างเต็มที่โดยมิต้องพะวงถึงสิ่งที่ต้องทำ สิ่งที่ถูกสวมใส่ให้ต้องรับผิดชอบ เหลือแต่เพียงรับผิดชอบและสัตย์ซื่อต่อจิตวิญญาณ รู้จักจัดการให้เวลาที่ผ่านเข้ามาอย่างมีประโยชน์โดยไม่ทิ้งขว้างไปอย่างไร้สาระ ได้มีเวลาจัดสรรระบบความคิด มีเวลาไตร่ตรองสองข้างทางที่ผ่านพ้น มีเวลาสำรวจตรวจสอบเรื่องราวที่ผ่านมา ที่หลายช่วงเวลาพัดหลงไปกับกระแสธารแห่งความยโส โอหัง กับกิเลสที่ชักจูงผิดที่ผิดทางไปบ้าง แต่...ใช่ว่านับจากนี้ไปจะไม่หวนไปจ่อมจมกับสิ่งเหล่านั้นอีก เพราะเป็นเรื่องของอนาคตและสภาวะจิตที่ยังมีกิเลส ที่ยังยึดติด ยังมีอคติล้นเหลือ ยังมีความอยาก เพียงแต่ ณ ตอนนี้ได้มีเวลาที่จะเหลียวไปมองและส่องเข้าไปในจิต เพื่อเพ่งพิศ เรียนรู้ชีวิตในแง่มุมที่ต่างจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆได้บ้าง

ในช่วงเวลาเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ขณะที่การเดินทางขึ้นเหนือเพื่อพักผ่อนกับญาติพี่น้องและคนชิดใกล้ ซึ่งเดินทางโดยเครื่องบิน ในเที่ยวไปนั้นทุกอย่างตรงตามเวลา ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยไร้กังวล สร้างความหรรษาให้กับผู้ร่วมคณะที่เพิ่งเคยขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก จนติดอกติดใจเพลิดเพลินเจริญใจเป็นยิ่งนัก แต่...แล้วเมื่อเสร็จสิ้นการท่องเที่ยวพักผ่อนจนจบขบวนความ เราก็กลับมาหยุดตรงจุดเดิมเพื่อกลับคืนสู่ที่ทางประจำ การเดินทางขากลับครั้งนี้สร้างความลุ้นระทึกให้เกิดอาการวิตกกังวลและหวาดเสียวขึ้นมาอย่างมิทันตั้งตัว เมื่อเครื่องบินลำนั้นไม่สามารถลงจอดได้ เพราะเกิดพายุฝนกระหน่ำเจิ่งนองสนามบิน เครื่องจึงบินวนไปมาเกือบครึ่งชั่วโมง รอจนกระทั่งฝนเริ่มสร่างซา แล้วการเดินทางเหนือเมฆครั้งนี้ก็สิ้นสุดลง ด้วยความปลอดภัยในความหวาดวิตกบ้างเป็นครั้งคราว

ในขณะที่อยู่บนฟ้าเหนือเมฆมองลงมาเห็นตึกรามบ้านช่องเป็นเพียงจุดเล็กๆ แล้วคนล่ะจะแค่ไหนกันเชียว ขณะที่เครื่องบินร่อนวนไปวนมา บางครั้งต้องฝ่าเข้ากลางฝูงกลุ่มฝน ฝ่าสายลมที่รุนแรง จนทำให้เครื่องแกว่งไกว แล้วก็ผ่านไปยังที่แดดส่องจ้า บางขณะก็ล่องลอยอยู่เหนือเมฆ บางขณะก็ต้องอยู่ในดงเมฆหมอก สลับสับเปลี่ยน จากนั้นก็หมุนวนกลับมายังจุดเดิม จนเมื่อถึงเวลาที่ต้องลง ต้องจอด ก็ต้องรู้จักลดระดับ ลดความเร็ว กางปีกออกโต้สายลม ลดตัวให้ต่ำเรียดพื้น ขนานถนน ค่อยๆเคลื่อน ค่อยๆหยุด จากเหนือเมฆ ลงมาให้เมฆได้ปกคลุม ความปลอดภัยก็บังเกิดขึ้นในบัดดล คนเราก็ควรเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่...

การดำเนินชีวิตบนหนทางแห่งยุคสมัย ที่ปลูกฝังให้เรายึดมั่น ถือมั่นกับการสร้างความร่ำรวย ฉกฉวยโอกาส เพื่อครอบครองความสะดวกสบายให้อยู่ฝ่ายตนคนเดียว การยกตนข่มผู้อื่นด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ ด้วยทรัพย์สินที่มากค่าเพื่อซื้อค่าของความเป็นคนดีในนิยามของสังคมยุคใหม่ พยายามสร้างฐานะของตนด้วยเปลือกแห่งความโอ้อวด เปลือกแห่งความรู้ความทรงภูมิ แล้วสวมใส่ความเหนือกว่าผู้อื่นด้วยวาทกรรม ด้วยวิธีกรรมอันเลิศหรู สร้างวิถีอันแปลกแหวกไปจากผู้อื่น แล้วขนานนามสิ่งนี้ว่า “ตัวตน” อันแท้จริงของฉัน นิยามตีกรอบโลกส่วนตัว ที่ดูโดดเด่นกว่าใครๆ พยายามสร้างตัวตนนั้นให้สูงเด่น ล่องลอยเหนือผู้อื่นอยู่ร่ำไป ใส่รสนิยม การกินอยู่ การเสพย์สิ่งบันเทิงเริงรมย์ การจับจ่ายใช้สอยอย่างหรูหรา บ้าบริจาคด้วยมูลค่าที่สูงริบหาได้จริงใจในความทุกข์ของผู้อื่นไม่ หลงใหลใน “ตัวตน” จนลืมไปว่า คนเราก็แค่เม็ดทรายกลางจักรวาล ก็แค่ฝุ่นธุลีขี้เถ้าในความยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งสร้างทั้งหลายทั้งปวง

แต่ก็อีกนั่นแหละ สักวันหนึ่งใครเลยเล่าจะอยู่เหนือเมฆได้ตลอดเวลา ใครเล่าจะล่องลอยอยู่ค้ำฟ้าได้ตลอดกาล แล้วถ้าหากใครที่จะขึ้นสูงเพียงอย่างเดียว ไม่เหลียวแลมองดูหนทางที่จะเรียนรู้ที่จะลงต่ำอย่างมั่นคงและปลอดภัย ไม่เรียนรู้ที่จะลดระดับ ปรับลดละกิเลสลงบ้าง และถ้าเมื่อนั้นคราวครั้งเกิดเรื่องอันปัจจุบันทันด่วน ตัวตนนั้นย่อมตายดับลับหายไปเพียงชั่วพริบตา เวลามีค่าเท่ากับศูนย์ ความร่ำรวยทรัพย์สินสมบัติก็มิอาจจะเป็นเครื่องซื้อวันเวลาได้ แล้วชีวิตเราในเวลานั้นจะล้มลงนอนกับพื้นได้อย่างสง่างามปลอดภัยเพียงใด

“วันหนึ่งมีสิบสองชั่วโมง( 24 ชั่วโมง) ไม่ใช่หรือ ถ้าใครเดินเวลากลางวัน ก็ไม่สะดุด เพราะเห็นแสงสว่างของโลกนี้ แต่ถ้าใครเดินเวลากลางคืน ก็สะดุดเพราะไม่มีแสงสว่างนำทาง” คือคำที่พระเยซูเจ้าตรัสสอนกับพวกศิษย์ก่อนที่จะออกเดินทางไปปลุกลาซารัสให้ฟื้นจากความตาย ใช่หรือไม่ เรามีเวลาเท่าเทียมกัน เราเลือกที่จะเดินทางได้ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เลือกที่จะเดินทางด้วยวิธีไหนก็ได้ เพราะนี่คือเสรีภาพที่พระเจ้าประทานแก่เรา พระเยซูเจ้าเพียงชี้ให้เห็นว่าถ้าเดินทางกลางวัน หนทางที่เต็มไปด้วยแสงแห่งธรรม ความดีย่อมนำทาง หากมัวเมาลุ่มหลงไปเดินทางในทางที่มืดมิดชีวิตย่อมสะดุดเป็นธรรมดา เราจะมีชีวิตบนโลกด้วยอาการมัวเมา ยกตัวตนให้สูงเด่นกว่าคนอื่น อยู่เหนือคนอื่นตลอดไป โดยไม่สนวันสุดท้ายปลายทางในชีวิตหรอกหรือ หรือว่าเราจะเป็นเพียงคนเล็กๆดำเนินชีวิตบนหนทางสว่างเพื่อให้พระองค์“ยกความตาย” ของเราให้ฟื้นคืนกลับไปอยู่กับพระองค์บนสวรรค์นิรันดร์ วันนี้เราเลือกได้มิใช่หรือ...

ไม่มีความคิดเห็น: