วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

น้ำตา...ไชโย

น้ำตา..ไชโย


ใครบ้างเกิดมาไม่เคยร้องไห้ ใช่หรือไม่ ตอนเกิดมาเราทุกคนย่อมร้องไห้ ท่ามกลางความยินดีของผู้คนรอบข้าง (อาจมีบ้างบางคนที่ร้องไห้พร้อมๆกับผู้ให้กำเนิดที่ระทดท้อต่อโชคชะตา) และเมื่อเดินทางถึงจุดหนึ่งที่มีขวากหนามเกี่ยวตำ ทิ่มแทงจนเจ็บปวด ไม่แปลกอะไรเลยที่เราจะรักษาอาการบาดเจ็บด้วยน้ำใสที่หยาดหยดมาจากดวงตาทั้งสองข้าง ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาย เรื่องนี้หาได้เป็นสิทธิของผู้ใด เพราะน้ำตาหาใช่ของเพศใดเพศหนึ่ง น้ำตาเป็นดั่งสายฝน เป็นดั่งพายุที่กระหน่ำเข้ามา เมื่อพัดผ่านพ้นไปท้องฟ้าก็จะเริ่มสดใส การได้ร้องไห้บ้างอาจจะทำให้เรื่องร้ายๆกลับกลายเป็นดี ร้องไห้บ้างเพื่อให้กำลังใจของตนเองได้กล้าแกร่งแข็งแรงขึ้น แต่ละคนล้วนมีสายฝน ฤดูกาลทุกข์เป็นของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น เราไม่ใช่คนที่โชคร้ายที่สุดเพียงคนเดียวในโลกนี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ เราก็ไม่ควรที่จะจมอยู่กับน้ำตาและฤดูเศร้าสร้อย วันแห่งความทุกข์ตลอดไป ล้มแล้วลุกขึ้นสู้ คือศักดิ์ศรีของความเป็นคน...


ในขณะที่เราร้องไห้อาจจะมีคนสมหวัง อาจจะมีคนดีใจ ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา แต่ท้ายที่สุดคนที่ทำให้เราร้องไห้ เขาหรือเธอ ย่อมต้องมีความเจ็บปวด เกิดบาดแผลในใจขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย แต่โลกนี้ก็แปลก!!! ยังมีผู้คนอีกส่วนหนึ่งรู้สึกเจ็บปวดในขณะที่ได้รับการสรรเสริญยกย่องจากผู้อื่น เพราะเขารู้ว่าสิ่งนี้ไม่จีรังยั่งยืน... ในชีวิตของเราย่อมมีบ้างที่อยู่กลางเสียงไชโย กลางกลุ่มคำสรรเสริญเยินยอ ท่ามกลางความชื่นชมยินดีของผู้คน จนบางครั้งน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มก็ไหลออกมา แต่นั่น...ก็เป็นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งถึงสิ่งที่ได้รับจากผู้อื่น เป็นรางวัลที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้ในการมองเห็นคุณค่าของเรา ณ ห้วงเวลาหนึ่ง แต่เชื่อหรือไม่ ในโลกนี้มีบางมุมช่างโหดร้าย หลายครั้งเราพบเห็นคนจัดงานแสดงความชื่นชมยินดีเพียงเพื่อกลบเกลื่อนความประสงค์ร้ายที่มีต่อกัน แสร้งทำว่าปลาบปลื้มแต่อีกด้านหนึ่งในมุมมืด ด้านสลัวอันน่ากลัวมีแต่ความปลิ้นปล้อน ต่อหน้าทำเป็นแย้มยิ้ม ลับหลังพร้อมจะทิ่มแทงให้ล้มตายกันไปข้าง..


ในโลกที่หลากหลาย เราไม่รู้ถึงจิตใจของผู้คนเพราะเป็นสิ่งที่ยากแท้หยั่งถึง จิตใจคนอ่อนไหวเยี่ยงสายลม ถูกชักจูง นำพา ก็แกว่งไปแกว่งมา ใครเลยจะเป็นที่ชื่นชมของผู้คนได้ตลอดกาล ใครเลยจะรอดพ้นจากการถูกทรยศหักหลัง ใครเลยจะไม่เคยถูกว่าร้ายกล่าวเท็จ ใครเลยไม่เคยถูกทำร้ายและใครเลยไม่เคยที่จะทำร้ายผู้อื่นด้วยอคติ และทัศนะส่วนตัว และหากเรารู้ว่าในท่ามกลางเสียงชื่นชมไชโยที่มีต่อเรานั้น อีกไม่นานอาจจะแปรเปลี่ยนไป เราจะทำตัวเยี่ยงไรในงานการฉลองต้อนรับเรานั้น เราจะเจ็บปวดแค่ไหนที่รู้ว่า คนที่ยิ้มแย้ม มอบดอกไม้ให้เราในวันนี้ วันหน้ากำลังหยิบยื่นความผิด หยิบยื่นหอกหนามให้เราสวมใส่ ย่อมเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส อาจจะมีน้ำตาที่ไหลออกมากลางเสียงไชโย อาจจะร้องไห้ด้วยความระทมขมขื่น..


ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นในวันที่พระเยซูเจ้าเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาแล็ม ท่ามกลางเสียงไชโย ท่ามกลางการต้อนรับเยี่ยงวีรชนคนสาธารณะ ทั้งๆที่พระองค์รู้อยู่แล้วว่าสาธารณะชนคนส่วนใหญ่อีกไม่กี่วันจะเปลี่ยนเสียงร้องไชโยเป็นเสียงสาปแช่ง แล้วตะโกนว่า เอาไปฆ่า เอาไปตรึงกางเขน สาหัสไหม!!! คงเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุดสำหรับมนุษย์คนหนึ่ง แต่พระองค์ทรงเอาชนะความเป็นคนอ่อนแอด้วยพระพักตร์ที่สง่างาม ความนิ่งเงียบและความไว้วางใจต่อพระบิดาเจ้าเป็นการกำหราบความอ่อนแอภายใน การเดินสู่ทางกางเขน ย่อมเริ่มต้นด้วยความชื่นชมยินดีกระนั้นหรือ...


แล้วในเหตุการณ์ครั้งนั้น มีอีกผู้หนึ่งที่รับรู้ตลอดมาว่า เส้นทางที่ลูกชายเลือกเดินนั้นคือความเจ็บปวดที่รออยู่ข้างหน้า พระนางมารีย์หาได้ยินดีต่อการต้อนรับอันยิ่งใหญ่เยี่ยงกษัตริย์ที่ผู้คนมอบให้กับลูกชายสุดที่รัก พระนางรับรู้อยู่แล้วความทุกข์ครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น พระนางรู้อยู่เต็มอกว่าลูกชายกำลังเดินสู่ความตายอย่างเดียวดาย แม้วันนี้ผู้คนล้นเมืองกำลังเบียดเสียดมาร้องไชโย โห่ร้องเพลงอย่างเอิกเกริก น้ำตาของพระนางรินหลั่งออกมาครั้นเมื่อสบตากับลูกชาย เป็นดั่งกระบี่ที่พุ่งแทงดวงใจของพระนาง พระนางมารีย์ยอดหญิงแกร่ง หลบปาดน้ำตา หลายคนคงรู้สึกว่าพระนางคงจะภาคภูมิใจในตัวลูกชายจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ พายุลูกสุดท้ายกำลังจะโถมใส่พระนาง ในโลกนี้คงไม่มีผู้ใดจะเจ็บปวดเท่ากับพระแม่มารีย์อีกแล้ว ใช่หรือไม่ พระนางคือบุคคลที่มีคุณต่อมวลมนุษยโลกอย่ามิต้องสงสัย...


ย้อนกลับมาในชีวิตของเราบ้าง หากว่าเราไม่ต้องการจะให้ใครเจ็บปวด ไม่ต้องการจะให้ใครร้องไห้ เราต้องเป็นผู้ให้อย่างจริงใจ หยุดสร้างมายาให้โลกใบนี้ และเรียนรู้ถึงความไม่แน่นอนของจิตใจผู้คน เรียนรู้ที่จะทำให้จิตใจเรามั่นคง เรียนรู้ที่จะไม่ลอบทำร้ายกัน รู้จักแสดงความยินดีกันอย่างจริงใจ ยกย่องให้เกียรติกัน ไม่เป็นผู้ทรยศหักหลัง ซื่อสัตย์ต่อกันทั้งต่อหน้าและลับหลัง โลกขาดแคลนคนที่มอบน้ำใสใจจริงต่อกันมาอย่างยาวนานแล้ว วันนี้เรามาร่วมกันระลึกถึงการที่ฝูงชนมาแสดงความยินดีต่อพระเยซูเจ้า ก็จงระลึกว่า เราจะไม่เป็นดั่งฝูงชนเหล่านั้นที่หยิบยื่นน้ำตาท่ามกลางเสียงไชโยให้กับผู้ใด เพราะโลกนี้เจ็บปวดมามากพอแล้ว และสุดท้าย วันที่เราไร้ลมหายใจ วันที่เราล้มตัวลงนอนอย่างถาวร ก็ขอให้เป็นการนอนด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าวันนั้นจะมีเสียงร้องไห้ต่อการจากไปของเรา แต่นั่นมันเป็นน้ำตาแห่งความชื่นชมยินดีโดยแท้ นี่แหละความท้าทายของเราทุกคน ทุกคนที่เคยหลั่งน้ำตาราดรดโลกนี้....

ไม่มีความคิดเห็น: