วันเสาร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2566

กลับคืนใจ

 

กลับคืนใจ

>>>เวลาที่สุขที่สุด คือเวลาที่เรากลับใจให้อภัย ปาฏิหาริย์เกิดทันที<<<

ปีนี้เราได้ร่วมพิธีกรรมสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ที่วัดได้อย่างเต็มที่ แม้พิธีกรรมจะยาวนานไปบ้าง แต่ก็ทำให้เราเบื่อหน่าย เพราะแต่ละวันมีความหมายพิเศษทำให้น่าติดตามและมีเพียงปีละครั้ง โดยเฉพาะตั้งแต่วัยพฤหัสฯศักดิ์สิทธิ์ จวบจนถึงวันอาทิตย์ปัสกา ที่เราฉลองการกลับคืนพระชนม์ชีพของพระเยซูเจ้าอย่างรุ่งโรจน์ กว่าจะถึงวันรุ่งโรจน์ก็ผ่านหนทางที่แสนจะยากลำบากอย่างยิ่ง บางทีเรามาร่วมพิธีกรรมมันก็สะท้อนให้เราเห็นชีวิตจริงของเราในทุกวันเวลา ใช่หรือไม่ เวลาที่เราก้าวผ่านความทุกข์ยากลำบาก ข้ามผ่านวันคืนที่แสนจะทรมาน ที่เครียด ที่หม่นหมองสิ้นหวังมาได้ วันนั้นเรารู้สึกว่าชีวิตมันปลอดโปร่ง เบาสบายไปทั้งวัน


การที่พระเยซูเจ้ากลับเป็นขึ้นมาจากความตาย แล้วมาอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนที่เคยหันหลัง ที่เคยหนี ไม่เข้าช่วยเหลืออยู่เคียงข้างพระองค์ในวันแห่งมหาทุกข์ โดยไม่โกรธไม่กล่าวว่าใคร ๆ ใด ๆ ทั้งสิ้น มันคือการปลดปล่อยความตรอมทุกข์ การสิ้นหวังของเหล่าสาวก มันเป็นการปลุกขวัญกำลังใจอันยิ่งใหญ่ การกลับมาของพระองค์อีกครั้งด้วยหัวใจเปี่ยมรักและเมตตานี้ นำพามาซึ่งพลังขับเคลื่อนครั้งสำคัญของมวลมนุษยชาติ จากคนธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่ใช้ความตายของตัวเอง โดยมิได้เรียกร้องขอให้คนมาร่วมตายด้วยนั้น ช่างเป็นบทสอนที่หาใดจะเปรียบปานได้ ก่อให้เกิดการสำนึกผิดกลับใจของหมู่มวลผองชน นี่จึงเป็นความมายของการกลับคืนชีพที่แท้จริง

ที่สุดแล้ว ในชีวิตเราที่ยังคงวน ๆ เวียน ๆ แต่เรื่องของตัวเอง ที่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง เอาความคิดของเราเองเป็นผนังกำแพงเหล็ก เอาชนะคะคานกันให้ได้ในทุกเรื่อง โกรธเคืองในเรื่องที่ไม่ถูกใจ แค้นเคืองในเรื่องที่ไม่ตรงจริตตน เราก็มีแต่จะจมอยู่ในความทุกข์ตรม ข่มใจนอนหลับได้ลำบากยากยิ่ง แค่ชีวิตวันธรรมดาผ่านไปก็ยากอยู่แล้ว ใยจึงจะให้ทุกคนเป็นเช่นเราคิด ไปลิขิตทางให้คนอื่นเดินตามเล่า?  แล้วถ้าเราลองยอมถ่อมน้อมตนลงบ้าง ยอมให้คนอื่นแม้ว่าความจริงมันอาจจะทิ่มแทงเรา รับเอาไว้เพื่อว่าวันหนึ่งจะเกิดการสำนึกผิด เพราะการกลับใจให้อภัย คือ ฟากฝังฟ้าที่งดงามยามแสงทองแรกส่องมา นี่แหละ คือ “ปัสกา” ที่เกิดขึ้นในชีวิตเรา งดงามเสียยิ่งกว่าตายแล้วฟื้นเสียอีก

ไม่มีความคิดเห็น: