วันเสาร์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2564

เงียบ คือ คำตอบ

 

เงียบ คือ คำตอบ

ยิ่งเติบโตขึ้นวันเวลาก็สอนให้เรารู้จักว่า ในเวลาไหนที่ควรพูดหรือไม่พูด ยิ่งโตขึ้นก็ยิ่งรู้สึกว่า เรื่องบางเรื่อง อยู่เงียบ ๆ จะดีกว่าพูดออกไป หรือพูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายจะยิ่งแย่ลงอีก ในบางทีและในบางเรื่องก็ต้องทำนิ่ง ๆ บ้าง ไม่โวยวาย ไม่แสดงความรู้สึกอะไรออกไปมากมาย ซึ่งไม่เป็นผลดีเลยหากพูดสิ่งนี้ หรือบางครั้งเลือกที่จะไม่พูดเลยก็อาจจะมีประโยชน์กว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมายอมรับว่าเป็นคนที่ชอบพูดอะไรตรง ๆ ชอบ คือ ชอบ ผิด คือ ผิด มาวันนี้วันที่อายุลุล่วงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ทบทวนเรื่องราวจนได้พบคำตอบว่า บางทีสิ่งที่เราว่าผิด สิ่งที่เราว่าชอบ มักมีเหตุผลของตัวมันเองเสมอ ถูกผิดบางทีอยู่ที่จริตคน อยู่ที่การเลือกด้วยจิตพิศวาส การตัดสินทุกคนด้วยสายตาเราเอง หาใช่สิ่งที่ถูกต้องเสมอไป ในขณะเดียวกันการพยายามจะอธิบายในเรื่องบางเรื่องให้คนอื่นเข้าใจก็มิใช่เรื่องง่าย อาจจะดูเป็นการแก้ต่างแก้ตัว ยิ่งในสมัยที่การสื่อสารครองโลก ทุกคน คือ ผู้ครอบครองสื่อ ความถูกต้องจึงอยู่ที่ความถูกใจในขั้นแรก และกว่าความจริงจะปรากฎขึ้นคนที่ได้รับผลกระทบก็บอบช้ำเกินที่จะพรรณาได้ ยิ่งโต ยิ่งต้องใช้สติให้มากกว่าอารมณ์ ไตร่ตรอง ทบทวน พิจารณา พิเคราะห์ในทุกเรื่องให้ดี ก่อนที่จะพูด ก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่จะรัก หรือ ชื่นชมในตัวเรา


ในชีวิตจริงของเราหลายคนอาจจะมีเรื่องราวที่พูดไม่ออกบอกไม่ถูก คนอื่นชี้มาว่าผิด ยืนอยู่เฉย ๆ ยังผิดได้ สำหาอะไรจะไปพูดให้เหตุผล บางเรื่องต้องเก็บไว้ในใจคนเดียว นี่ก็เป็นความทุกข์ชนิดหนึ่งของใครหลายคน หรือมีบ้างบางคนยอมทนกล้ำกลืนความขมขื่นเอาไว้ เพราะไม่อยากให้ใครต้องมาร่วมทุกข์ด้วย หรือเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย เพื่อให้เกิดความสุขมวลรวม หรือถ้าพูดออกไปมันไม่ทำร้ายน้ำใจกัน ก็เลือกที่จะนิ่งเสียดีกว่า แน่ล่ะ...ถ้าเราต้องใช้ความเงียบเป็นคำตอบ เราก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งพอ เก็บความรู้สึกให้ได้ นี่จึงเป็นอีกหนทางหนึ่งของการมุ่งหน้าสู่สันติ ในทางกลับกัน ในวันที่เราต่างคนต่างคิดว่าเราเก่ง เรารู้ เราฉลาดล้ำ เราจึงไม่ยอมกัน ที่เรียกกันว่า ศักดิ์ศรีมันคล้ำคอ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร เพราะสิ่งที่พูดสิ่งที่คิดมัน คือ ความถูกต้องที่สุด และมีสิทธิที่จะแสดงออกด้วย พูดมาเถียงไป กล่าวหากันไปมา ถึงที่สุดความถ่อยเถื่อนก็เคลื่อนตัวออกมาเต็มโลก เราจึงเห็นความหยาบ ความยโส ความยึดมั่นถือเด่นเป็นที่ตั้งเกิดขึ้นเต็มไปทุกที่ คนเลือกที่จะเงียบที่จะนิ่งกลายเป็นคนอ่อนแอ ขี้แพ้ ล้มเหลว เมื่อเราถูกกระแสแบบนี้กดดันมากขึ้น การไม่ยอมรับกันก็มากขึ้น ความแข็งก้าวร้าวก็ตามมา หากเรายังคงดำเนินชีวิตในลักษณะนี้ ความสุขที่แท้จริงจะบังเกิดได้หรือไม่? ยอมที่จะเงียบบ้าง บ่อยครั้งความเงียบ คือ คำตอบของสันติสุข

ตอนหนึ่งในบทพระทรมาน พระเยซูเจ้าก็ใช้ความเงียบ เพื่อให้เป็นคำตอบที่ดังที่สุด ดังมาจนถึงวันนี้ และจะคงดังไปชั่วนิจนิรันดร์

ปิลาตจึงถามพระองค์อีกว่า ‘ท่านไม่ตอบอะไรหรือ? เห็นไหมเขากล่าวหาท่านหลายประการทีเดียว!’ แต่พระเยซูเจ้ามิได้ตรัสตอบอะไรอีก ทำให้ปิลาตประหลาดใจมาก



มักมีคำถามเกิดขึ้นว่าหากเราไม่พูดออกมา เก็บเรื่องไว้มาก ๆ สักวันมันจะระเบิดขึ้นมา จะทำเช่นไร? สำหรับเราแล้ว ความจริงมีวันเวลาเสมอ ไม่วันใดก็วันหนึ่ง หากสิ่งที่เราทำมันดีงามในสายพระเนตรพระเจ้าแล้ว สิ่งนั้นย่อมจะปรากฎให้ทุกคนได้รับรู้ เร็วหรือช้าไม่ใช่สิ่งที่เราต้องค้นหา สิ่งที่เราต้องไตร่ตรองเสมอ นั่นคือ สิ่งนั้นทำแล้วดีต่อผู้คนหรือไม่? เงียบนั้นจะสยบความรุ่มร้อนได้ เงียบนั้นจะช่วยให้คนอื่นปลอดภัย เมื่อเราเงียบใจของเรานั้นมีคำตอบเสมอ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ตรงนั้น เงียบในพระเจ้าย่อมดีกว่าตะโกนขว้างความจริงต่อหน้าทุกคนที่ไม่ยอมรับความจริง ทุกการกระทำย่อมมีเสียงของพระเสมอ และในความเงียบเรามักได้ยินเสียงของคำตอบและการชี้แนะแนวทาง ลองเงียบดูกันสักนิด แล้วเราจะประหลาดใจที่ชีวิตเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน...

ไม่มีความคิดเห็น: