วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ปิดเสียงแจ้งเตือน เปิดเสียงแจ้งใจ

 

ปิดเสียงแจ้งเตือน

เปิดเสียงแจ้งใจ

            ตีห้า แสงจากโทรศัพท์มือถือสว่างวาปขึ้นมา แจ้งเตือนว่ามีไลน์เข้ามา ทำให้ตกใจตื่น เปิดดูก็เป็นแค่ข้อความโฆษณา คงเป็นเพราะความง่วงเมื่อคืน ตอนก่อนนอนจึงลืมปิดการแจ้งตื่น แล้วก็ไม่ได้เปิดโหมดกลางคืนไว้ ไหน ๆ ก็ตื่นแล้ว จึงลุกจากที่นอนมาหาอะไรอ่าน ก็เปิดจากในโทรศัพท์นั่นแหละ อ่านนั่นอ่านนี่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองมีมากมาย ไม่นานเสียงนาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้จากมือถือเครื่องเดิมก็ดังขึ้น มันทำให้นึกย้อนหลังกลับไปในวันที่ยังตอนเป็นเด็ก เช้าตื่นขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงระฆังก็ต้องรีบวิ่งไปเข้าวัดเช้า ในระหว่างวันก็ยังได้ยินเสียงระฆังจนคุ้นชินกับการเป็นชุมชนคาทอลิก

เสียงระฆังดังขึ้นตอน 6.00 น. ตอนเที่ยง และอีกครั้ง ตอน 18.00 น. นั่นคือ การบอกเวลาให้เราระลึกถึงการแจ้งข่าวจากเทวทูตแด่พระนางมารีย์ เราจึงสวดบททูตสวรรค์แจ้งข่าว วันเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมเก่าก่อนเลือนหายมลายลง วันนี้ดูเหมือนว่าเสียงระฆังเหล่านั้นที่ยังคงมีอยู่บ้าง และกลายเป็นเสียงแจ้งเวลาเท่านั้น เราไม่ได้หยุดกิจกรรมการงานเพื่อสวดบทนี้กันแล้ว หรือบางทีบางคนก็เริ่มรำคาญเสียงระฆังจากวัดวาอารามเสียด้วยซ้ำ..

ในวันนี้เรามีเสียงแจ้งเตือนต่าง ๆ มากมาย จนบ่อยครั้งก็น่ารำคาญกว่าเสียงระฆัง จึงหาทางปิดการแจ้งเตือน เพราะมันเตือนถี่เตือนบ่อย พร่ำเพรื่อจนไร้สมาธิในการทำอย่างอื่น หนำซ้ำยังเป็นการรบกวนคนอื่นโดยใช่ที่อีกด้วย เห็นบ่อยไปที่บางคนปล่อยให้เสียงเตือนจากโทรศัพท์ดังซ้ำ ๆ ๆ โดยไม่ปิดเสียง แม้กระทั่งตอนร่วมพิธีกรรม ไม่สนใจคนอื่น เอาสบายของตนเองเป็นที่ตั้ง


ในวันนี้เรามีเทคโนโลยีใหม่มากมาย เพื่อแจ้งเตือนให้เราทำนั่นทำนี่ เพื่อบอกสถิติการเดิน-วิ่ง การกิน การนอน เรามีเครื่องช่วยจำ  ใช่หรือไม่ ความจำของเรากลับเลือนหายไป เรามีเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ผ่านออนไลน์มากมาย แต่กลับพูดคุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง เรามีแหล่งหาข้อมูลเยอะแยะ แต่เรากลับแยกแยะกันไม่ค่อยเป็น เราปล่อยให้เครื่องเตือน แต่ไม่เคยที่จะให้มโนธรรมเตือนตน คนจึงเห็นแก่ตัวมากขึ้น แล้วคิดไปว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นดีเลิศประเสริฐศรี คนอื่นต้องมาทำตามสิ่งนี้ เพราะว่ามันสุดยอดจริง ๆ นะจะบอกให้หามาทำกัน ต่างคนต่างเอาดีของตัวเป็นที่ตั้ง แล้วเที่ยวระรานคนอื่นว่าต้องทำแบบนี้ ต้องเป็นอย่างนั้น เพราะนี่คือเสรีภาพ อิสระภาพ เอาเข้าจริง เราไปเปิดเสียงเตือนคนอื่น แต่เราปิดเสียงเตือนตนไปเสียเอง สังคมกำลังป่วยเพราะโรคหลงตัวเองกันมาก ระบาดไปทั่วยิ่งกว่าโควิด-19 ชี้หน้าว่าคนนั้นคนนี้ เก็บความดีไว้ครอบครองคนเดียว นับวันโลกเรายิ่งระบมเพราะเชื้อนี้นี่แหละ

โลกวันนี้ ถ้าวันใดที่เราไร้ระบบอินเตอร์เน็ต ไร้ไวไฟ ชีวิตแทบเดินไม่เป็น ผู้คนวันนี้อยู่นิ่ง ๆ เงียบ ๆ กันไม่เป็น ดูเหมือนว่าเรากลัวใจตัวเองหรือเปล่า? เพราะเราไม่เคยเปิดเสียงแจ้งใจ ปล่อยให้วัตถุภายนอกเข้าครอบครอง จิตใจจึงอ่อนแอ ไหวเอนไปกับกระแสวัตถุสุดซอย แม้กระทั่งความเชื่อความศรัทธา เรายังต้องมีสิ่งวัดแจกแจงออกมาเป็นตัวเลข เรามิได้ใช้ความเชื่อเพื่อจรรโลงใจ มิได้ใช้ศรัทธาขัดเกลาจิตวิญญาณ ความกระด้างหยาบจึงปรากฏในวิถีชีวิตของเรา สวดมากแต่หากไร้การไตร่ตรอง เข้าวัดบ่อยแต่ไม่ปล่อยวาง อ่านพระวาจาทุกวัน แต่ความสำคัญจับไม่ได้ แปลความหมายเข้าข้างตัวเอง และหลายครั้งเราข่มเหงผู้อื่นด้วยการยกความดีที่ทำไปเบียดบัง จะมีประโยชนอันใดเล่า? ทั้งหลายทั้งปวง เราปิดการแจ้งเตือนใจตน โดยไร้รักตัวเอง จนไม่สามารถรักผู้อื่นได้ สาอะไร!!! กับพระเจ้าที่เรารักแต่ปากและคำพูด แต่ไร้การกระทำ ปิดการแจ้งเตือนภายนอกซะบ้าง เปิดใจรับการแจ้งข่าวดี ชีวีจะได้เป็นสุข...

ไม่มีความคิดเห็น: