วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2563

คืนสู่ที่ใจ


คืนสู่ที่ใจ
ตั้งแต่วันอาทิตย์นี้เป็นต้นไปวัดคาทอลิกต่าง ๆ ได้เริ่มทำการเปิดวัดเพื่อให้สัตบุรุษสามารถร่วมพิธีมิสซาได้ตามปกติในรูปแบบที่ไม่ปกติ นั่นคือ มีมาตรการต่าง ๆ ทั้งการจำกัดที่นั่ง ลงทะเบียน สวมหน้ากาก วัดอุณหภูมิและอื่น ๆ เพื่อร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการควบคุมโรคไวรัสโควิด-19 อย่างที่เราพอจะรับทราบกันมาบ้างแล้ว วัดแต่ละแห่ง แต่ละที่ก็มีการจัดการเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ของตน หลังจากที่เราห่างหายจากวัดเพื่อร่วมพิธีกรรมต่าง ๆ มาราว ๆ สองเดือนกว่า ทำให้เราโหยหาการมาหาพระเจ้าในทุกวันอาทิตย์ แต่ที่จริงแล้วพระก็อยู่ในใจเรานั่นแหละ การได้มาวัดก็เป็นสิ่งที่เราจะแสดงออกถึงการขอบพระคุณพระ สำหรับสิ่งต่าง ๆ ร่วมกัน ร่วมกันสวด ขับบทเพลง ทำให้มีชีวิตชีวา มีกำลัง เสริมพลังให้เดินหน้าต่อในวิถีชีวิตประจำวัน แล้วเมื่อกลับมาครั้งนี้ยิ่งเพิ่มความร้อนรนยิ่งขึ้นไปอีก เปรียบเสมือนว่าเรากำลังจะกลับคืนสู่บ้านอันอบอุ่นที่จากมานานแสนนาน

การเริ่มกลับคืนมาครั้งนี้ ก็ไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน แต่เราต้องอย่าเอาความยุ่งยากลำบากใจมาแบกใส่ไว้ เราต้องปรับเปลี่ยนในหลายเรื่อง เช่น ต้องมีวินัยในตัวเองมากขึ้น เราต้องปรับใจและยอมรับกติกาสากล เราต้องลดอคติลง เราต้องลดความเก่งความกร่างลง น้อมรับในสิ่งที่อาจจะขัดใจลงบ้าง นี่เป็นการแสดงความรักที่มีอยู่ในหัวใจเราทุกคน โควิด19 ไม่ได้ทำร้ายทางกายเท่านั้น บางทีอาจจะทำร้ายจิตใจเราลงด้วย แต่ถ้าเราเอาความรักความเมตตานำหน้า โควิดก็มิอาจจะทำอะไรจิตใจของเราได้ หนำซ้ำยังเพิ่มพูนจิตวิญญาณให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก ในสถานการณ์โรคร้ายครองโลกเช่นนี้ ทำให้เรามองเห็นว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์เราหลงทางไปกับสิ่งภายนอกมาอย่างยาวนาน ทำให้ความเชื่อความศรัทธาของเราเป็นเพียงรูปแบบทางพิธีกรรมเท่านั้น จนวันหนึ่งที่เราต้องสูญเสีย ถูกปิดกั้น เราจึงเริ่มตระหนักถึงความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณ โดยมีพิธีกรรมเป็นเพียงสิ่งเสริมส่ง เมื่อต้องร่วมพิธีกรรมทางออนไลน์ หลายคนกลับซึมซับกับพระวาจาในแต่ละวันได้อย่างลึกซึ้ง และนำไปปฏิบัติตามอย่างไม่ขัดเขิน

            นอกจากเรื่องความเชื่อความศรัทธาแล้ว ในชีวิตก่อนหน้าโควิด-19 จะมาเยี่ยมเยียน เราต่างคนต่างก็ยึดติดในวิถีชีวิตวัตถุนิยมกันอย่างบ้าคลั่ง บูชาเทิดทูนความร่ำรวย ทั้งวันคืนหมดไปกับการแสวงหาเปลือก ละทิ้งความสงบให้สยบยอมจมอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ เรายึดติดตัวตนบนพื้นฐานที่ต้องเด่นต้องเลิศกว่าใคร ๆ และแสดงออกทางสิ่งของแบรนด์เนม เรายึดติดกับความคิด อุดมคติ ของตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ยึดเอาเป็นหลัก โดยละเลยการแสวงหาความจริงแท้ เรายึดติดถึงขั้นเสพติดความสำเร็จของตัวเอง จนยากที่จะกลับคืน และเมื่อโลกต้องหยุดชะงักลงด้วยไวรัสตัวเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็น เป็นพลังที่มาชำระการยึดมั่นถือมั่นลงอย่างราบคาบ ทำให้ทุกคนเห็นไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน มีเงินทองมากมายแค่ไหน ถ้าได้ติดเชื้อเข้าไปก็ไม่อาจะใช้มันมาร้องขอชีวิตได้เลย ทำให้จิตใจหลายคนเปลี่ยนไป และพร้อมที่จะลดราวาศอกลง เพื่อร่วมกันสร้างสังคมในรูปแบบใหม่ บางทีการสูญเสียครั้งนี้ก็อาจจะนำความร่มเย็นกลับคืนมาสังคมโลกก็เป็นไปได้ยิ่งดื้อยิ่งรั้นยิ่งระบาด หากว่าร่วมมือร่วมใจกันด้วยหัวใจเสียสละ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับคืนสู่หัวใจดวงเดิม ที่มีรักเมตตา มีอาทรเกื้อกูลเป็นรากฐานอยู่แล้ว หนทางใหม่จะงอกงามอย่างงดงาม


การจากลามักนำพาความหวังในการพบกันใหม่ การจากไปของใครคนหนึ่งนำความคิดถึงมาให้เสมอ และการกลับใจย่อมนำมาซึ่งสันติสุขตลอดไปเช่นกัน เราเคยอยู่ในสังคมที่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน เราอยู่ในสังคมที่จมปรักกับกับดักทางความคิดและอำนาจนิยมกันมากเกินไป อย่าใช้อำนาจ ใช้หัวใจบงการในการขับเคลื่อนทุกกิจการ คือสิ่งที่เราต้องมีในวันข้างหน้า ชีวิตนี้สั้นนัก ตระหนักเรื่องนี้ เพื่อว่าเราจะได้กลับคืนสู่ตัวตน เป็นคนที่ให้คนอื่นจดจำมิใช่จดเจ็บ จนกลายเป็นสิ่งซากชำรุดทางประวัติศาสตร์ไป ที่สุดแล้ว การคืนสู่ที่ที่เรามา เราเป็น นั่นแหละที่จะทำให้โลกนี้รับรู้ถึงความดีงาม พระเยซูเจ้าเสด็จคืนสู่สวรรค์เพื่อให้ทุกคนได้มีพลังกล้าก้าวออกไปทั่วโลก การกลับมาสู่วัด สู่การร่วมมิสซาในรูปแบบใหม่ก็จะทำให้เราก้าวสู้กับโรคภัยและโรคร้ายทางจิตวิญญาณได้เช่นกัน และเมื่อเราพร้อมแล้วก็จะนำพลังรักพลังใจมอบต่อกันในทุกที่ที่ก้าวผ่าน ทำวันเวลาให้มีค่า ไม่นานเราจะพาลพบกับความสุขอย่างแท้จริง....

ไม่มีความคิดเห็น: