วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

ไม่จำเป็นเลย


ไม่จำเป็นเลย
ในช่วงระยะนี้รถหาเสียงคงวิ่งไปตามตรอกซอกซอยกันบ่อยมาก ในซอยหน้าบ้านก็เห็นแทบทุกวัน ทุกคันของแต่ละพรรคก็จะเปิดเสียงพูดถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร มีนโยบายที่ฟังได้ยินเพียงไม่ถึงข้อรถก็ผ่านไป มีเพลงประจำพรรคที่ต่างแต่งขึ้นมาเพื่อช่วยในการหาเสียง แรก ๆ ก็รู้สึกว่าคึกคักดี เป็นอีกบรรยากาศที่แตกต่างไปจากวิถีประจำวัน แต่ครั้นเมื่อได้อ่านข่าวติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองตามหน้าสื่อในโซเชี่ยลแล้วเริ่มคิดว่า ทำไมการหาเสียงต้องมีการกล่าวหากันไปมา ต้องก้าวร้าวใส่กันเช่นนี้หรือ!!! น่าจะมีความสร้างสรรค์ได้มากกว่านี้ โดยไม่มุ่งแต่จะโจมตีกัน แทนที่เราจะนำไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายมาเป็นเส้นทางสู่ความขัดแย้งครั้งใหม่ แต่ก็อย่างว่าแหละ อะไรล่ะที่น่าจะเรียกกระแสได้มากกว่ากัน คงเป็นเรื่องในแง่ร้าย ๆ เพื่อเรียกแขก เพื่อเรียกเสียงสนับสนุนและยุยงให้เกิดการโต้เถียงกัน เพื่อสร้างแบรนด์ นี่อาจจะเป็นการตลาดการโฆษณาแนวใหม่ ที่สอดแทรกมากับการหาเสียงในยุคดิจิตอล ต่างคนต่างสาดใส่กัน ต่างคนต่างงัดข้อเสียฝ่ายตรงข้าม ต่างคนต่างคิดว่าของเราดีเลิศ เช่นนี้แล้ว ทำให้คิดถึงรถซื้อของเก่าที่มีเสียงไม่ดังอึกกระทึก พูดไม่มาก ตรงประเด็น มีความน่าฟังขึ้นมาทันที


เราไม่จำเป็นต้องดูถูกคนอื่น ว่าด่าคนอื่นที่คิดเห็นไม่เหมือนเราว่า “โง่” ว่า“โบราณ” เรามีสิทธิ์ชอบ มีสิทธิ์เลือกตามข้อมูล ตามทัศนคติ ตามรสนิยม ตามความชอบไม่ชอบ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาสิทธิ์ไปยัดเยียดเบียดบังความคิดเห็นผู้อื่น เราต่างก็ปรารถนาให้สังคมสงบสันติ แต่วิธีการที่ทำกันอยู่นี้กลับยิ่งเพิ่มเติมความขัดแย้ง เลี่ยงได้ก็เลี่ยงในการสนทนาที่จะพาไปสู่ความขัดแย้งโต้เถียงกัน เลี่ยงได้ก็เลี่ยงที่จะไม่เลือกเสพสื่อเพียงสิ่งที่เราชอบ ใช้สมองวิเคราะห์แล้วใช้จิตวิญญาณสังเคราะห์ข้อมูลข่าวสารให้มาก ๆ รับฟังด้วยการเปิดใจ แล้วจึงค่อยตัดสินใจ และอย่าเอาเป็นเอาตายกับการเมืองมากนัก ชีวิตเรามีอะไรให้ทำอีกเยอะ การพัฒนาที่แท้จริงมันอยู่ที่เราแต่ละคนนี่แหละ หากช่วยกันพัฒนาชีวิตให้มีคุณธรรม ประเทศชาติก็จะมีคุณภาพขึ้นมาเอง เอาเวลาที่โต้เถียงกันไปสร้างสรรค์ชีวิต เอาเวลาที่ฝักใฝ่กับข้อมูลฝ่ายเดียวไปนั่งรำพึงตรึกตรองหาความหมายของชีวิตให้เจอมิดีกว่าหรือ เพื่อว่าในวันที่เกิดพบเจอปัญหาจะได้มีปัญญาในการแก้ไข นิ่งสงบบ้างเพื่อเราจะได้ยินเสียงเก่า ๆ เสียงที่เตือนเราอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เสียงที่อาจจะไม่ไพเราะ แต่นั่นคือเสียงสวรรค์ที่จะนำไปสู่การไขปัญหาให้เราได้



มีนักบวชมิชชันนารีท่านหนึ่งที่เคยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อน บรรดาคุณพ่อและนักบวชชายหญิงที่เริ่มก่อตั้งโรงเรียนคาทอลิกนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก กว่าจะเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของพ่อแม่ผู้ปกครองที่จะนำบุตรหลานมาเรียนนั้น ต้องใช้เวลา ต้องใช้ความมีเมตตาและความอดทนอย่างยิ่ง แต่ที่ยิ่งยากกว่านั้นคือเวลาเกิดปัญหาที่ต้องตัดสินความผิดความถูกของความขัดแย้งหรือต้องตัดสินปัญหาใหญ่ ๆ ว่าจะทำอย่างไร เช่น จะลงโทษเด็กที่เกเรอย่างไร? สิ่งแรกที่พวกท่านทำคือ การใช้เวลาอยู่ในวัดสงบ ๆ สวดภาวนาขอพระให้ช่วยเหลือ ใช้จิตวิญญาณการไตร่ตรอง ใช้สมองให้น้อย แล้วทุกปัญหาก็จะคลี่คลายไปได้ด้วยดีเสมอ ใช่หรือไม่ ทุกวันนี้เรามักตัดสินด้วยอารมณ์ชั่ววูบ เอาอารมณ์นำหน้าเหตุผล หรือไม่ก็ใช้ความมีตำแหน่งแห่งตนเหนือเหตุผลความผิดถูก ใช้ข้ออ้างของความยุติธรรมเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ ขาดการปรึกษาและพูดคุยกับจิตวิญญาณของเราอย่างจริงจัง หยุดฟัง หยุดพร่ำ หยุดที่จะให้ใครต่อใครทำตามใจปรารถนาของเรา หยุดที่จะขีดขอบเขตความเป็นบุตรพระเจ้า เพราะเราเกิดมาพร้อมกับความรักและอิสระเสรีในการเลือกหนทาง เราอาจจะแค่ช่วยชี้แนะนำ แต่การเลือกทางเดินทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพ สำคัญสุดการเคารพซึ่งกันและกันต่างหากที่จะนำสันติมาสู่หัวใจของทุกคน


 มนุษย์มักชอบแบ่งแยกที่นำไปสู่การแตกแยก ชอบแบ่งฝ่ายออกเป็น 2 พวก คือ พวกเรา และพวกเขา โดยยึดถือเพียงว่า พวกเราคือคนอย่างผม อย่างฉัน ที่ชอบอะไรในทิศทางเดียวกัน ที่ใช้ภาษา ศาสนา และปฏิบัติตามธรรมเนียมเดียวกัน พวกเราต่างก็มีความรับผิดชอบต่อกัน แต่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อพวกเขา พวกเราไม่ต้องการเห็นพวกเขาในอาณาเขตของพวกเรา และพวกเรามักแอบมองแอบดูแอบฟังสิ่งที่เกิดขึ้นในอาณาเขตของพวกเขา บางทีก็คิดไปว่าพวกเขานับว่าไม่มีความเป็นคนเสียด้วยซ้ำไปทั้งที่เราแต่ละคนย่อมมีหัวใจเหมือนกัน มีความรักเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องแยกเราแยกเขาเลย ความไม่สงบคงมาจากสิ่งเหล่านี้
อย่าปล่อยให้ความรักความเมตตาในหัวใจเราต้องนอนนิ่งอยู่เฉย ๆมีอคติต่อความคิดคนอื่น ปลุกให้ความรักและเมตตาฟื้นขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เยียวยาตัวเราเอง ที่พร้อมจะรับฟังทุกเสียง แล้วให้เสียงพระที่ผ่านมาทางมโนธรรมผ่านจิตสำนึกที่จะบอกเราว่าควรเลือกหนทางเดินไหน อย่านำเอาอารมณ์เป็นเครื่องตัดสินใจ เพราะผลลัพธ์มันก็ได้อารมณ์อีกแบบหนึ่งกลับคืนมา การให้อภัยต่อกัน เข้าใจกัน พูดดีต่อกัน ฟังกัน อย่าดื้อรั้นบนความคิดตัวเองฝ่ายเดียว เพียงเท่านี้ก็เป็นสิ่งที่จะแสดงออกถึงการเป็นศิษย์พระคริสต์ ผู้ที่ทรงสอนเราให้รู้จักที่จะรัก โดยไม่จำเป็นที่จะได้เป็นที่รักของทุกคนการเมืองเป็นเรื่องของระบบแบบแผน แต่เรื่องความรักคือชีวิตทั้งชีวิตของเราทุกคน เราจำเป็นต้องมีหัวใจแห่งความรักและเมตตา

ไม่มีความคิดเห็น: