วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561

แดนดินถิ่นลี้ภัย


แดนดินถิ่นลี้ภัย
ในบางช่วงชีวิต บางสิ่งบางอย่างถูกจับวางให้พอเหมาะพอสมกับวันเวลา หลังจากฉลองปัสกาได้มีโอกาสเดินทางมายังตุรกี ดินแดนที่หลบภัยของเหล่าสาวกและแม่พระ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่พระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์ บรรดาอัครสาวกมีความเข้มแข็งขึ้น มีการตั้งชุมชนกลุ่มคริสตชนจนทำให้ถูกพวกโรมันไล่ล่าตามราวี นักบุญเปาโลกลับใจจากนักไล่ล่า กลายเป็นผู้ถูกตามล่า ท่านนักบุญมีพื้นเพเป็นคนเมืองทาร์ซัส เมืองหนึ่งในตุรกีปัจจุบัน จึงทำให้ท่านคุ้นเคยพื้นที่ และนี่จึงเป็นดินแดนที่ท่านใช้หลบหลีก ซ่อนกาย และจัดตั้งชุมชนไว้มากมาย แน่นอนยังมีผู้ที่ต้องหนีการไล่ล่าอีกหลายคน นักบุญจอห์นคือหนึ่งในนั้น และด้วยพันธกิจที่ได้รับมอบหมายให้เป็นลูก ดูแลพระนางมารีย์ให้ปลอดภัยที่สุด ท่านนักบุญจึงมุ่งตรงมายังดินแดนแถบนี้

วันที่สองของการเดินทางในถิ่นตุรกี มีโอกาสมายืน มาเยือนในเมืองเอเฟซุสของจริง หลังจากที่เคยได้ยิน “จดหมายจากนักบุญเปาโลถึงชาวเอเฟซัส” เอเฟซุสเป็นหนึ่งในเมืองโบราณที่มีความสำคัญทางคริสตศาสนา เมืองนี้เคยเป็นที่อยู่ของชาวโยนก จากกรีกอพยพเข้ามาสร้างเมือง ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นในศตวรรษที่ 6 ก่อนพระเยซูเจ้าบังเกิด ต่อมาถูกรุกรานเข้ายึดครองโดยชาวเปอร์เซียและกษัตริย์อเล็กซานเดอร์มหาราช ภายหลังเมื่อโรมันเข้ามาครอบครองมีการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ และก็ได้สถาปนาเมืองนี้เป็นเมืองหลวงเขตการปกครองแถบเอเชียรองจากกรุงโรม คริสตชนที่นี่ในยุคแรก ๆ มีความเข้มแข็งเป็นอย่างมาก แต่ก็เปิดเผยตัวเองไม่ได้ ใช้สัญลักษณ์บอกต่อกัน ถ้าเปิดเผยตัวเองว่าเป็นคริสตชน จะถูกฆ่าทันที นอกจากนี้ ภายในเมืองเอเฟซุส ยังมีสถานที่ที่เป็นวัดของคริสตชนยุคแรกเริ่มด้วย โดยมีหินสมัยศตวรรษที่ 1-3 ตั้งตรงกลางเพื่อเป็นพระแท่นถวายมิสซา


ได้เห็นซากปรักหักพังของเมืองที่ยิ่งใหญ่ ได้ฟังถึงต้นกำเนิดการปกครองแบบโรมันที่มีระบบรัฐสภาต้นแบบการปกครองส่วนใหญ่ของโลกนี้แล้ว ใช่เลยไม่มีอะไรที่ยืนยงคงมั่นตลอดกาลจริง ๆ ทำให้ในใจต้องอ่อนโน้มถ่อมตนลง หาไม่แล้วเราก็คงเหลือเพียงซากร่างที่ไร้ความหมาย เมืองที่เคยรุ่งเรือง เมืองที่คิดว่ายิ่งใหญ่มีระบบระเบียบอย่างดี มีอารยะที่เฟื่องฟู ก็มิอาจจะสู้ความชิงดีชิงเด่นของผู้คนได้ในทุกยุคทุกสมัยก็เป็นดังเช่นนี้ เดินทางจากเมืองโบราณท่ามกลางสายฝนโปรยปรายลงมา เหมือนกับว่าเรามาที่นี่เพื่อให้เห็นความยิ่งใหญ่ด้วยใจที่อ่อนน้อมลง
ในวันต่อมาเรายังวนเวียนอยู่แถว ๆ เอเฟซุส ด้วยการมาเยือนบ้านแม่พระที่บ้านหลังนี้ นักบุญจอห์น อัครสาวก ได้พาแม่พระหลบภัยจากการเบียดเบียนของพวกโรมันที่กรุงเยรูซาเล็มและหนีมาพักที่นี่ บ้านนี้สร้างด้วยหินทั้งหลัง ระยะทางจากเยรูซาเล็มมาเอเฟซุสค่อนข้างไกลพอสมควร คาดว่า แม่พระและนักบุญจอห์นน่าจะเดินทางมาด้วยเรือและเดินเท้าขึ้นเขามาสร้างบ้านหลังนี้ 


ในขณะที่ยืนรอแถวเพื่อเข้าไปในบ้าน (เข้าไปครั้งละไม่กี่คน) มีโอกาสได้อธิบายบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของแม่พระและความกล้าหาญของผู้หญิงคนหนึ่งให้กับผู้ร่วมคณะที่เกือบ 90 % มิใช่คริสตชนได้เข้าใจ หลายคนเชื่อว่าแม่พระเสด็จขึ้นสวรรค์ ณ บ้านหลังนี้ แต่ก่อนเดินทางมา ได้รับข้อมูลแบบเจาะลึกจากน้องที่เขียนบทความใน Pope Report ว่า นักบุญจอห์นพาแม่พระมาหลบภัยที่บ้านหลังนี้ช่วงสั้น ๆ จากนั้น ก็กลับไปอาศัยอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม และแม่พระได้เสด็จขึ้นสวรรค์ที่เยรูซาเล็ม สถานที่ที่แม่พระเสด็จขึ้นสวรรค์ตั้งอยู่บนภูเขามะกอก นอกตัวเมืองเยรูซาเล็ม ปัจจุบันสถานที่นี้เป็นโบสถ์อยู่ภายใต้การดูแลของพระศาสนจักรกรีกออโธด็อกซ์แห่งเยรูซาเล็ม (มีการขุดหลุมศพเพื่อพิสูจน์ ปรากฏว่าเป็นหลุมเปล่า )


บ้านนี้เป็นสถานที่ที่รัฐบาลตุรกีให้ความเคารพเป็นอย่างมาก หากใครได้มาเยือนจะพบว่า มีทหารถือปืนตรวจอยู่ตลอด ไกด์ท้องถิ่นบอกว่า “นี่เป็นบ้านของแม่พระมารีอา (เขาให้เกียรติมากถึงกับใช้คำว่า MOTHER MARY) มารดาของพระเยซูซึ่งเป็นหนึ่งในศาสดาของอิสลาม ดังนั้น ชาวมุสลิมให้เกียรติท่านทั้งสองมากๆ บ้านแม่พระมารีอาเปรียบได้กับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราให้ความเคารพด้วยการจัดการรักษาความปลอดภัยอย่างสมเกียรติ” ชาวมุสลิมมาแสวงบุญที่บ้านแม่พระเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันที่เราไปตรงกับวันอาทิตย์พอดีจึงมีผู้คนมากมาย รถติดเป็นแถวยาว

ที่นี่ยังมีน้ำดื่มที่มาจากแหล่งน้ำโบราณจากศตวรรษที่ 1 ให้ดื่มและอาบ ผู้ป่วยหลายคนหายป่วยจากโรคร้ายหลังจากมาดื่มน้ำที่นี่ หลักฐานที่ปรากฏคือไม้เท้าและรถเข็นที่วางไว้ เพื่อเป็นหลักฐานให้เรามีความเชื่อ นอกจากนี้ พระสันตะปาปา 4 พระองค์เคยเสด็จมาเยือนบ้านหลังนี้ คือ สมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ 13 (ค.ศ.1986) สมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ 6 ( ค.ศ.1967), สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 (วันที่ 30 พฤศจิกายน ค.ศ.1979 )และสมเด็จพระสันตะปาปา เบเนดิกต์ ที่ 16 (วันที่ 29 พฤศจิกายน ค.ศ.2006)
ใช่หรือไม่ ในโลกนี้มีที่หลบภัยได้มากมาย แต่ใจคนเรานี่แหละมักไม่ปลอดภัย แล้วเราจะทำอย่างไรเพื่อให้ใจของเราเป็นที่ปลอดภัย เป็นที่หลบภัยของผู้อื่น เฉกเช่นแม่พระที่เคยหนีภัยมาหลบอยู่ที่แห่งนี้ แต่บัดนี้พระแม่คือที่หลบภัยของชาวเราทั้งหลายที่เข้ามาพึ่งท่านในทุกวันเวลา...

ไม่มีความคิดเห็น: