โลกกว้างขึ้น แค่....
เมื่อพูดถึงการเห็นโลกกว้าง โดยทั่วไปแล้วจะมองเห็นว่ามาจาก2-3 วิธี นั่น คือ ได้จากการอ่านหนังสือ
การออกท่องเที่ยว การได้พูดคุยร่วมวงสนทนากับผู้คน ใช่หรือไม่ ชาวนาผู้หนึ่งที่อยู่ไกลจากเมืองหลวง เมืองเศรษฐกิจ แต่เขาสามารถรู้หลายๆสิ่งหลายๆอย่าง เกี่ยวกับเมืองหลวงของเขา หากเขาได้อ่านได้ศึกษาหนังสือเกี่ยวกับมหานครแห่งนั้น “หนังสือคือประตูสู่โลกกว้าง”
เป็นนิยามแห่งสัจจะในยุคโลกาภิวัฒน์ โบราณท่านเคยอบรมสั่งสอนลูกหลานไว้ว่า
“ถ้าอยากมีความรู้ ต้องหมั่นอ่านหนังสือหนังหา ถ้าอยากมีวิชาให้หมั่นร่ำหมั่นเรียน”
ยิ่งในยุคสมัยปัจจุบัน
เทคโนโลยีครองเมือง เพียงปลายนิ้วเคลื่อนไหว ความรู้ก็ไหลพรั่งพรู
ประตูสู่โลกกว้างยิ่งเปิดพร้อมแทบทุกวินาที ความรู้อยู่คู่เทคโนโลยี
แต่จะมีสักกี่คนที่เลือกรับ เลือกใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
แต่ก็อีกนั่นแหละ การศึกษาบางครั้งก็ทำให้เราเห็นแก่ตัวได้เหมือนกัน
หากเราใช้ความรู้ที่ได้อ่านได้หามานั้น เพียงเพื่อตัวเองฝ่ายเดียว
สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการศึกษา คือ การได้เห็นโลกที่เป็นจริง โลกที่สวยงาม
ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญและยิ่งใหญ่ต่อการใช้ชีวิต ถ้าเราได้เห็นชีวิตอย่างที่เห็นว่าไม่มีส่วนไหนยิ่งใหญ่กว่าส่วนรวม
เราจะได้รู้ว่าชีวิตของเราสำคัญแค่ไหน
อีกประการหนึ่งก็คือ การท่องเที่ยวที่จะช่วยเปิดโลกกว้างได้
เปิดโลกเพื่อการเรียนรู้สิ่งที่เรายังไม่เคยรู้ หรือรู้แค่เพียงปลายๆให้ได้รู้อย่างลึกซึ้ง
การท่องเที่ยวไปในโลกกว้างของแต่ละคน ก็จะมีแง่งาม
ความทรงจำและความประทับใจที่แตกต่างกันออกไป การเข้าไปท่องเที่ยวในแต่ละสถานที่ก็จะมีความรู้ที่แตกต่างกันเช่นกัน
สิ่งสำคัญในการท่องเที่ยวอีกประการหนึ่งคือการได้เรียนรู้ความเป็นอยู่ของผู้คนในต่างแดน
เรียนรู้วัฒนธรรมและประเพณีค่านิยม เพียงแต่ว่า หลายต่อหลายครั้งเราก็หลงลืมที่จะเก็บนำความรู้เหล่านั้นกลับมาใช้
และกลับมาอยู่ในโลกส่วนตัวเหมือนเดิม การท่องเที่ยวก็เป็นแค่เพียงได้เก็บความทรงจำไว้เพียงภาพถ่าย
นี่เป็นลักษณะที่เห็นการเปิดโลกกว้างทางด้านกายภาพ
จริงๆแล้วการที่ทำให้โลกกว้างขึ้นยังมีมิติที่ลึกซึ้ง นั่นคือ การได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน
การได้ศึกษาเรียนรู้ชีวิตผู้คน การปรับตัวให้เข้าใจโลก ก็ทำให้โลกเรากว้างขึ้น
จริงหรือไม่ ถ้าเราทำตัวให้เล็กลง ถ่อมตัว โน้มกายลงบ้างโลกก็กว้างขึ้น
กว้างในมิติของสันติสุข ในขณะที่เรากำลังอยู่ในโลกของการสะสมและแข่งขัน และมีการวัดค่าคนด้วยวัตถุ
บางคนจึงใช้โอกาสการที่ได้ไปเห็นโลกกว้าง ทำตัวให้พองใหญ่ มีข้อมูลมีโอกาสมากกว่าผู้อื่น
กลับใช้มันเพื่อสะสมความเย่อหยิ่ง โลกจึงเต็มไปด้วยคนที่รู้โลกกว้าง แต่กลับมีจิตใจแคบลงเรื่อยๆ
ณ อาณาจักรขุนเขาป่าไม้สมบูรณ์แห่งหนึ่ง
มีสัตว์เพื่อนรักต่างขนาด ต่างสภาพอยู่คู่หนึ่ง อีกตัวใหญ่โตดุจขุนเขา
อีกตัวกระจี๊ดริด ต้องเพ่งพิศจึงจะมองเห็น เพื่อนรักคู่นี้คือ ช้างกับมด
คู่หูผู้ท่องไปในดงป่าด้วยกันทุกวี่วัน เจ้าช้างร่างใหญ่จะคอยปกป้องเจ้ามดตัวน้อยให้พ้นจากอันตรายเสมอ
ซึ่งดูตามสภาพความเป็นจริงต้องเป็นเยี่ยงนั้นอยู่แล้ว
แต่วันนี้มิได้เป็นเยี่ยงนั้น แต่เป็นเยี่ยงนี้
เพราะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ ทำให้ทั้งสองตกใจ จึงรีบวิ่งไปหาที่หลบภัย จริงๆแล้วเจ้ามดนั้นมันใช้เพียงใบไม้ใหญ่ใบหนึ่งก็เพียงพอต่อการหลบพ้นอันตราย
แต่ด้วยความห่วงใยเจ้าช้างเพื่อนยากที่ต้องหาสิ่งที่ใหญ่กว่าตัวมัน ต้องหาต้นไม้ใหญ่
หรือ ผาถ้ำในการซุกซ่อนกาย ทั้งสองจึงพากันวิ่งไปข้างหน้า โดยที่เจ้ามดเกาะขาหน้าเพื่อนช้างไป
ในขณะที่วิ่งไปนั้นเจ้ามดตะโกนเสียงดังเพื่อให้เพื่อนช้างรีบหยุดวิ่ง
เพื่อนช้างถามด้วยสงสัยว่า
“เกิดอะไรขึ้นเพื่อนยาก
เราต้องรีบไปนะ ให้ข้าหยุดทำไม”
เพื่อนมดก็ตอบเพื่อนช้างว่า
“ข้างหน้านั้นมีกับดักแฝงอยู่
หากเจ้าวิ่งไปอีกเพียง 2-3 ก้าว เจ้าจะติดกับดักนั้นทันที”
เพื่อนช้างพยายามก้มลงมองหาอยู่เป็นนานสองนาน
และกว่าจะเห็นเส้นเชือกเล็กที่ขึงไว้สำหรับดักล่าสัตว์ของนายพราน
เพื่อนช้างกล่าวขอบคุณเพื่อนมด แล้วช่วยกันหาทางหลบพายุร้ายไปทางด้านอื่น
เพื่อนช้างกล่าวขึ้นระหว่างนั้นว่า
“หากข้าไม่มีสิ่งเล็กๆอย่างเจ้า
ข้าคงมองไม่เห็นอันตรายข้างหน้า เพราะข้ามัวแต่มองกว้างออกไปข้างหน้า”
เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้เพื่อนรักต่างขนาดรักกันมากขึ้น
ต่างก็ช่วยเหลือปกป้องกันและกันตลอดไป
โลกเราทุกวันนี้มีแต่คนที่ปรารถนาจะเป็นใหญ่
จนไม่มีการฟังกันและกัน และมักจะดูถูกดูแคลนความคิดของผู้อื่น
ดูเหมือนว่าในยุคสมัยนี้เรามีสิ่งที่ช่วยให้โลกกว้างขึ้นง่ายดาย แต่น่าเสียดายที่เรากลับใช้สิ่งเหล่านี้เพียงเพื่อตัวเอง
ไม่ต้องกล่าวถึงว่า วันนี้จะมีสักกี่คนที่น้อมรับคำตักเตือนของผู้อื่น เพราะจริตตนบังตา
ในโลกกว้างวันนี้แต่หนทางแสนจะคับแคบ ความเก่งกาจ ความสามารถของเรานั้นแท้จริงจะต้องเป็นสิ่งที่เกื้อเอื้อให้กันและกัน
ไม่มีใครในโลกที่อ่านหนังสือแล้วรู้ทุกเรื่อง ไม่มีใครที่ท่องไปทั่วโลกแล้วไม่เคยหลงทาง
ไม่ยากเลยใช่ไหมถ้าเราจะยอมลดตัวให้เล็กลงบ้าง เพื่อจะได้เห็นโลกมุมสวยงามที่กว้างขึ้น
อ่อนน้อม รับฟัง รับเตือน ด้วยใจสุภาพ สันติสุขก็จะบังเกิดขึ้นในจิตใจเรา...
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น