วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เห็นเขามองเรา

เห็นเขามองเรา
เห็นเขา…หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแห่งศรัทธาที่วาติกัน จึงมีโอกาสใช้เวลาพักผ่อน โดยเดินทางไปยังดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ดินแดนที่เต็มไปด้วยแหล่งน้ำ ดินแดนที่บนยอดภูเขามีแต่หิมะปกคลุม ดินแดนที่มีน้ำตกน้อยๆ อันเกิดจากหิมะละลายสลายกลายเป็นสายน้ำไหลลงมารวมเป็นแหล่งน้ำ เป็นทะเลสาบ ดินแดนที่ผู้คนทั่วโลกต่างหลงใหลพากันมาเยี่ยมชม ดินแดนที่เล็กกะทัดรัดแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ นี่คือ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ละครไทยหลายๆเรื่องมีฉากเริ่มต้นและฉากจบ ณ ดินแดนแห่งนี้ (ที่เพิ่งจบไป “อย่าลืมฉัน”) การได้เดินทางมายังดินแดนแห่งความสมบูรณ์นี้ เป็นการเพิ่มเติมพลัง เป็นการจุดประกายชีวิต ให้ได้คิดงามทำความดีต่อไป ทำดีอย่างจริงจังและจริงใจ ยึดถือซื่อสัตย์ต่อเสียงมโนธรรมโดยไม่ต้อง “มโน”
 

มองเรา.... เช้าตรู่ของวันอังคารที่ผ่านมา ตื่นขึ้นมาในยามเช้าตามปกติ แต่ได้เจอกับสิ่งไม่ปกติกับการประกาศกฎอัยการศึกที่ไม่เคยมีการใช้มาร้อยกว่าปีแล้ว ทั้งนี้ก็เพื่อความสงบ เพื่อลดการสูญเสียเลือดเนื้อของพี่น้องคนไทยด้วยกันเอง สิ่งนี้จึงอาจจะเป็นตัวช่วยให้เป็นชาติของเราหลุดรอดจากวันคืนอันโหดร้ายได้ จากบทรำลึกที่คิดๆไว้ว่าจะเขียนเป็นบันทึกถึงประเทศสวิตพลันต้องหันกลับย้อนมามองประเทศเราดูด้วย ประเทศไทยใช่ว่าจะไม่สมบูรณ์ ใช่ว่าจะขาดแคลนอดอยาก ดินแดนแห่งนี้มีพร้อมข้าวปลาอาหาร ทั้งแหล่งน้ำ พืชผักผลไม้ มีเพียงแต่ความขัดแย้งแห่งอุดมการณ์ทางการเมืองเท่านั้น ที่ทำให้ประเทศเราติดจมอยู่อย่างนี้ ความคิดที่เรียกว่าอุดมการณ์นั้น แท้จริงก็เป็นมายาที่มาเฟื่องฟูเมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง ถูกสร้างให้เป็นมโนครอบงำว่า “นี่คือทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต” และต้องคิดแบบนั้นแบบนี้แล้วก็ยึดติด ยึดมั่น เป็นสรณะ เอาเป็นเอาตายเพื่อรักษาความคิดที่ถูกจริตนี้ไว้ ต่างคนต่างเลือกตามความศรัทธา บ้างก็ไร้เหตุผล บ้างก็ไร้การไตร่ตรอง เพียงฟังแล้วเชื่อ เชื่อแล้วศรัทธา ประเทศเราจึงติดหลุมหลุดไปไหนไม่ได้ เสียดายความสมบูรณ์ของทรัพยากรที่ถูกปล่อยทิ้งร้าง เพราะความโลภเพียงเพื่ออำนาจ

เห็นเขา.... การเดินทางท่องเที่ยวเยี่ยมชมประเทศสวิตในครั้งนี้ เป็นการเที่ยวแบบแบกกระเป๋าไปกันเอง โดยมิต้องพึ่งพาบริษัทนำเที่ยว จึงต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลกันพอสมควร และด้วยว่าในกลุ่มของเรามีผู้นำที่เก่งและคล่อง จึงทำให้สิ่งที่วางแผนไว้ เป็นไปตามนั้นอย่างแม่นยำ ประจวบกับความมีระเบียบวินัยในเรื่องการตรงต่อเวลาของระบบคมนาคมในประเทศสวิต การเดินทางด้วยรถไฟเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในประเทศนี้ และตารางเวลาการเข้าออกแม่นยำถึง 99.99 % เราจึงไม่เคยเสียเวลาในการรอคอย ที่น่าทึ่งและแปลกใจมิใช่น้อย ระบบรางรถไฟประเทศสวิตในหลายๆเมืองมิได้เป็นระบบรางคู่ที่ขบวนรถวิ่งสวนกัน ยังคงเป็นระบบรางเดี่ยวอยู่ แต่การสับเปลี่ยน รอขบวนเชื่อมต่อกันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมาก ฉะนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ประเทศสวิตแห่งนี้ จะขึ้นชื่อเรื่องของเวลา และเป็นแหล่งของนาฬิกา มิได้มีเพื่อขายมีเพื่อโชว์เท่านั้น แต่ผู้คนชนชาวสวิตซื่อสัตย์ซื่อตรงต่อเวลาเป็นอย่างมาก นาฬิกาจึงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้น นี่จึงเป็นเรื่องที่ถึงกับต้องรำพึงออกมาว่า “เขาทำได้ไงอ่ะ”
มองเรา.... ความขัดแย้งและความสับสนของสังคมไทย ใช่หรือไม่ ส่วนหนึ่งมาจากการขาดวินัยในตนเอง เรื่องง่ายๆ เช่น เรื่องการตรงต่อเวลา เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่ถูกปล่อยปละละเลยมาอย่างยาวนาน จนทำให้เราเข้าใจกันว่าเวลานัดอะไรกับใคร อย่างน้อยๆต้องเผื่อเวลาไว้เป็นชั่วโมง และคนที่มาล่าช้าก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องผิดอะไรใหญ่โต และมักมีข้ออ้างที่มิอาจจะมีข้อแก้ต่าง ข้อท้วงติงอะไรได้เลย คือ “รถติด”  เพราะระบบการคมนาคมที่ไม่เป็นระบบของไทย สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝัง ความไร้วินัยของคนในชาติ นำมาเป็นข้ออ้างถึงความเห็นแก่ตัว คนไทยมีคนเก่งมากมาย แต่คนที่มีวินัยในตัวเองนั้นมีน้อยเหลือเกิน คนที่รักษาวินัย คนที่ตรงต่อเวลาจะกลายเป็นคนประหลาดแปลกแยกไปแล้วในสังคมไทย ใช่หรือไม่ เราไม่เคร่งครัดต่อตัวเอง แล้วเราจะไปเรียกร้องให้คนอื่นมาเคร่งครัดมาเคารพกฎกติกาอย่างไรได้ สังคมก็จะกลายเป็นสังคมที่หละหลวมและอ่อนแออย่างที่เห็น
เห็นเขาประเทศสวิตเป็นประเทศเล็กๆ แต่กลับมีผู้คนที่หลากหลาย เมืองที่อยู่ติดกับประเทศฝรั่งเศสก็จะใช้ภาษาพูดฝรั่งเศส เมืองไหนติดประเทศเยอรมันก็พูดภาษาเยอรมัน เป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูง ค่าครองชีพสูงมากประเทศหนึ่ง เพราะเป็นประเทศที่ค่าแรงสูง ของกินของใช้ที่ประเทศนี้แพงจริงๆ กินข้าวแบบธรรมดาๆมื้อละเป็นพันขึ้น แต่... คนที่นี่กลับกลายเป็นคนที่มีคุณภาพสูงมาก เป็นคนที่มีวินัย เป็นคนที่ต้อนรับทุกคนอย่างเป็นมิตร เห็นเราทำท่าจะข้ามถนนเขาจะหยุดรถให้ทันที ไม่มีการบีบแตรไล่ ไม่มีการลดกระจกมาต่อว่า ร้านรวงจะปิดตอนประมาณหนึ่งทุ่ม ในเมืองต่างๆ มีโบสถ์ วิหาร ที่งดงามและที่สร้างความพิศวงเป็นอย่างยิ่ง คือ ในหลายๆที่จะมีทั้งโบสถ์ของคาทอลิกและโปแตสแตนท์ตั้งอยู่คู่กัน เวลาหกโมงเย็นเสียงระฆังก็ดังขึ้นประสานเสียงกันอย่างลงตัว 

มองเรา... สังคมไทยของเราก็หลากหลาย มีหลายวัฒนธรรม มีหลายศาสนา เราก็อยู่ร่วมกันมาอย่างผาสุกและยาวนาน แต่สิ่งที่ทำให้คนในสังคมไทยเริ่มหมดสุข เพราะความที่เรานำเอาวัตถุนิยมมาเป็นมาตรวัด เราเริ่มดูหมิ่นหยามเหยียดคนที่คิดต่าง และไม่ยอมให้ใครได้ดีเกินกว่าตน หลักคุณธรรมจรรยาบรรณหลุดหายไป มีแต่หัวใจแห่งการเอาชนะ ที่พาคนเราสู่ทะเลแห่งความเกลียดชัง ไม่ได้นำความต่างมาใช้ให้สอดประสานกัน ความร่มเย็นแห่งความเป็นไทยถูกยึดไปกับความต้องก้าวหน้า เรามิได้พัฒนาจากรากจากแก่นฐานของเรา ใช่หรือไม่ประเทศไทยเราก็มี วัดโบสถ์ วิหาร มากมาย แต่เรากลับไม่ใช้สิ่งเหล่านี้มาขัดเกลาวิถีชีวิตให้งดงามขึ้นเลย
เห็นเขา มองเรา ...เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เห็นแล้วมองย้อนกลับมายังถิ่นที่เราอาศัยอยู่ ใช่เราก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เราจะทำอย่างไรเล่า? เราคงต้องเริ่มต้นด้วยการรู้จักเคารพวันเวลา มีความเที่ยงตรงและใช้วันเวลาให้มีค่า รู้จักที่จะตรงต่อเวลา อย่างน้อยๆมาเข้าร่วมมิสซาให้ตรงเวลา ใช้เวลาในวัดอย่างมีค่าเพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต นี่คงเป็นอีกบทเรียนหนึ่งของการก้าวออกไปยังโลกกว้าง….

ไม่มีความคิดเห็น: