วันศุกร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2556

คำสั้นๆคำนั้น


คำสั้นๆคำนั้น
            อยู่ๆก็ได้รับข่าวว่าพี่สาวคนหนึ่งที่เคยไปอาศัยพักพิง กินข้าวกินปลาด้วยในต่างแดนเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย แต่ลูกชายที่พามาด้วยนั้นเกิดป่วยกะทันหัน อาเจียนเป็นเลือด ต้องพาเข้าโรงพยาบาล โดยพาไปรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ๆบ้านแห่งหนึ่ง รักษาอยู่หลายวันอาการก็ไม่ดีขึ้น จึงตัดสินใจพามารักษาที่โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ พอทราบข่าวจึงรีบเข้ามาดูอาการของหลานชาย (เขาเรียกว่าน้า) และช่วยแนะนำในบางเรื่องให้พี่สาวคนนั้น เพื่อจะได้สะดวกในการรักษาพยาบาลลูกชาย เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง จึงมีเวลานั่งคุย รื้อฟื้นความหลังครั้งที่ต้องไปแวะพักพิงบ้านพี่สาวคนนี้เพื่อคลายเหงาในบางเวลา ไปเล่นกับเด็กๆ 3 คน ซึ่งบัดนี้ กลายเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้ว
           
พี่สาวคนนั้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อกลับไปฝรั่งเศสครั้งนี้ ลูกชายสองคนก็จะย้ายออกจากบ้าน ไปเรียนยังอีกเมืองหนึ่ง พี่เขารำพึงว่า “น่าตกใจเน้อ เราเลี้ยงพวกเขาได้เพียง 19 ปี มันเร็วมาก ลูกๆก็กำลังจะจากไปแล้ว ฟังประโยคนี้แล้วมันแน่นอกเลย มันจุกอยู่ที่อก ย้อนให้คิดถึงตัวเอง ที่ต้องเดินทางจากบ้านมาตั้งแต่จบมัธยมศึกษาปีที่ 3 และเติบโตอยู่ในเมืองหลวงจวบจนวันนี้ จะกลับไปหาแม่ก็แค่ตามวาระและโอกาส แม่เลี้ยงเรามาเป็นเวลากี่ปี แล้วเราใช้เวลาทั้งชีวิตสักกี่วันอยู่กับแม่ มีคนเคยเขียนไว้ว่า..
เวลาไม่มีเงินคนแรกที่คิดถึง คือ แม่ แต่พอมีเงิน คนแรกที่คิดถึง คือ แฟนและเพื่อน 
อยากได้รถ  คนแรกที่คิดถึง คือ พ่อและแม่ แต่พอมีรถ คนแรกที่จะไปรับ คือแฟนและเพื่อน 
ร้านอาหารหรูๆ บรรยากาศเลิศๆ  มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน  อาหารบนโต๊ะที่บ้าน  มีไว้สำหรับพ่อและแม่  โรงหนัง ห้างสรรพสินค้า  มีไว้สำหรับแฟนและเพื่อน  ทีวี และหนังสือพิมพ์ มีไว้สำหรับพ่อและแม่
พ่อและแม่ คิดถึงค่าใช้จ่ายก่อนนอน เพื่อความอยู่รอด  ลูกนอนคุยโทรศัพท์ เล่นเนตก่อนนอน เพื่อให้หลับฝันดี 
เวลาเรามีความสุข มักจะมองหาแฟนและเพื่อน เวลาเรามีความทุกข์ คนที่กังวล หดหู่และเศร้าสลดใจ คือ พ่อและแม่ 
เวลาประสบความสำเร็จ เรามักมองหาแฟนและเพื่อน เพื่อนัดเลี้ยงฉลองและสังสรรค์ แต่คนที่ดีใจที่สุด คือ พ่อและแม่  แต่พ่อและแม่ กลับกลายเป็นคนที่เรามองข้ามไป บางคนซ้ำร้ายไม่กล้าพาพ่อแม่มางานรับปริญญา
ลูกไปรื่นเริงตามโรงหนัง เธค ผับ โต๊ะสนุ๊ก ฯลฯ พ่อและแม่กลับนั่งทำงานหลังขดหลังแข็ง เพื่อแลกกับความสุขของลูก เพื่ออนาคตและอยากให้ลูกเรียนสูง ๆ 
เวลาแต่งงาน คนที่เป็นธุระหาสินสอดทองหมั้น คือ พ่อและแม่  คนที่มีความสุขคือ ลูก 
พ่อและแม่ตำหนิ ตักเตือน บางครั้ง เต็มไปด้วยอารมณ์ห่วงใย เพื่อให้ลูกได้ดี 
แต่...ลูกกลับคิดว่าสิ่งที่ พ่อและแม่พูด เป็นแค่เรื่องไร้สาระ
พ่อและแม่ คือ ผู้ฝ่าฟันปัญหาเป็นร้อยพันประการเพื่อลูก แต่พอลูกมีปัญหา มักคิดได้แค่ ท้อถอย หดหู่หรืออยากตาย!!!! 
พ่อและแม่คือผู้ที่ปกป้อง และยืนเคียงข้างลูกจวบจนชีวิตจะหาไม่ 
ลูกกำลังคิดถึงสิ่งใด ... ??? 

            แม่ คำสั้นๆแต่ยิ่งใหญ่มาก ถึงแม้ว่าลูกๆจะอยู่กับแม่เพียงแค่ 20 ปีต้นๆ แต่ทุกวินาทีของแม่นั้นมีเพื่อลูกๆ ยุคสมัยเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างถูกลดคุณค่าลงไป แต่คุณค่าของแม่แล้วมันอยู่เหนือกาลเวลา เหนือการเปลี่ยนแปลง ลูกๆอาจจะยังไม่เห็นคุณค่าของแม่ และบ่อยครั้งอาจจะออกอาการรำคาญ แต่...จงจำไว้ว่าสิ่งที่ แม่ ทุกคนจะเป็นสุขได้นั้น คือ วันที่ลูกเป็นคนดี มีค่าต่อสังคม
            ดูเหมือนว่าสังคมสมัยใหม่ยกย่อง วันแม่ เป็นเพียงเทศกาลๆหนึ่ง ที่โหมโฆษณาชวนเชื่อให้บอกรักแม่กันในช่วงเดือนนี้เท่านั้น แท้จริงแล้วนี่เป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์เท่านั้นในการแสดงออกซึ่งความรักที่เรามีต่อแม่ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องมีเทศกาลแบบนี้ หากว่าในหัวใจของเรามีคำว่า แม่ อยู่ในหนทางชีวิต แล้วนำสิ่งที่เราเคยใช้ชีวิตอยู่กับท่านทั้งวันทั้งคืนนั้นมาเป็นประทีปส่องนำทาง ให้เราก้าวหน้าไปในชีวิตโดยมีคำสอนสมัยเยาว์วัยมาใช้ในวัยวันนี้ และจงจำไว้ว่า เรามี แม่ เราจึงมีวันนี้
ใช่หรือไม่ แม่เคยบอกว่าไม่มีใครสอนลูกได้ดีไปกว่าแม่  เพราะแม่สอนด้วยความรัก  ตีก็เพราะรัก
แม่บอกว่า คนเป็นลูกที่ดี  ต้องกตัญญูต่อพ่อแม่และดูแลเมื่อยามท่านแก่เฒ่า เพราะสิ่งที่ลูกทำให้พ่อแม่ในวันนี้จะส่งผลให้ลูก เมื่อวันที่ลูกกลายเป็นแม่คน มีลูกของตัวเอง
แม่บอกว่า คนเป็นลูกที่ดี  ต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง  หน้าที่พื้นฐานที่ควรทำก็คือหน้าที่ที่ลูกพึงมีต่อพ่อแม่   หากหน้าที่พื้นฐานนี้ทำไม่ได้  จะมีประโยชน์อะไรกับชีวิตที่ไม่รู้จักรับผิดชอบอะไรได้เลย   ฝากไว้เป็นบทสอนจากคำสั้นๆคำนั้น ที่ไม่มีวันจบสิ้นเรื่องราว

ไม่มีความคิดเห็น: