วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

จากแดนอันตรายกลายเป็นดินแดนพระเมตตา


จากแดนอันตรายกลายเป็นดินแดนพระเมตตา
            เพื่อจะเข้าสู่ประเทศโปแลนด์ คณะทัวร์แสวงบุญของเราต้องนั่งเครื่องไปลงประเทศฮังการี แล้วเดินทางต่อด้วยรถบัส ตลอดระหว่างทางเราก็พบหิมะตกปกคลุมไปทั่ว ซึ่งโดยปกติในช่วงเดือนเมษายนน่าจะหมดหิมะแล้ว จึงเป็นข้อสังเกตว่า อากาศของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกันในทุกหย่อมหญ้า ถิ่นแดนร้อนก็ร้อนสูงขึ้น ถิ่นแดนหนาวก็หนาวนานและหนาวมากขึ้น สิ่งสร้างถูกใช้ไปอย่างบ้าคลั่งในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสมดุลทางธรรมชาติจึงเริ่มเอนเอียง เป็นหน้าที่ของเรามิใช่หรือ...ที่จะร่วมกับสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นในโลกนี้

            พูดถึงเรื่องความสมดุลแล้วก็ทำให้คิดว่า ในบางช่วงเวลามนุษย์เราก็สร้างความโน้มเอียงให้กับโลกด้วยการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง แต่ไม่ช้าไม่นานพระเจ้าก็จะจัดสมดุลให้เกิดขึ้นเองอยู่เสมอๆ พระองค์ผู้ไม่เคยทอดทิ้งเรา ความคิดนี้แล่นเข้ามาในระหว่างเส้นทางไปยังโปแลนด์ ผู้นำทางได้เล่าปูมหลังของดินแดนแห่งนี้ ที่ต้องผ่านศึกสงครามมาอย่างยาวนาน ใช่หรือไม่ การเดินทางท่องเที่ยวบางครั้งก็เหมือนกับการเดินไปในเส้นทางที่เคยแสนทุกข์ยากของมนุษย์ แต่วันนี้เป็นเพียงสิ่งแปลกใหม่สำหรับเรา และถ้าเราจะเข้าใจโลกให้มากขึ้น การเดินทางผ่านทางทุกข์ของประวัติมนุษย์นั้น เป็นเครื่องย้ำเตือนเราว่า เราไม่ควรที่จะมีจิตวิญญาณแห่งความโหดร้ายต่อกันอีกเลย
โปแลนด์ หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐโปแลนด์ เป็นประเทศในตอนกลางของยุโรป รัฐโปแลนด์ก่อตั้งเมื่อมากกว่า 1,000 ปีก่อน ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 เป็นยุคที่โปแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในยุโรป หลังจากนั้นไม่นาน ประเทศโปแลนด์ได้ถูกแบ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซีย ออสเตรีย และปรัสเซีย ได้รับเอกราชใหม่ ในปี 1918 หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่สงครามโลกครั้งที่ 2 โปแลนด์กลายเป็นรัฐบริวารที่เป็นคอมมิวนิสต์ของสหภาพโซเวียตภายใต้ชื่อสาธารณรัฐประชาชนโปแลนด์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดการดิ้นรนเพื่อเสรีภาพของขบวนการโซลิดาริตี และเป็นการพ่ายแพ้ของผู้นำคอมมิวนิสต์ของโปแลนด์ มีการก่อตั้งสาธารณรัฐโปแลนด์ ในปัจจุบัน และในปี 2004 ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป


จะเห็นว่าโปแลนด์นั้นผ่านเรื่องของการรบรามาโดยตลอด เป็นเมืองขึ้นของประเทศโน่นประเทศนี้ โดยเฉพาะในเมืองคราคูฟ เป็นเมืองแห่งการทำสงคราม การรบที่เมืองคราคูฟ นับเป็นการรบครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของเยอรมันภายหลังจากความพ่ายแพ้ที่สตาลินกราด เป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ครั้งสุดท้ายในแนวรบด้านตะวันออก ที่ทำให้แนวรบของเยอรมันกลับมามีความแข็งแกร่งมั่นคงดังเดิม 
            แต่ในระหว่างการรบราแย่งชิงแดนกันนั้น พระเจ้าได้จัดสมดุลอย่างเงียบๆ ผ่านทางเด็กชายคนหนึ่ง คือ คาโรล วอยติวา เกิดเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 1920 ที่หมู่บ้านวาโดวิเซ ใกล้เมืองคราคูฟ บิดาเป็นทหารมียศเป็นจ่าทหารและเกษียณราชการแล้ว มารดาเสียชีวิต เมื่อคาโรลยังเป็นเด็ก คาโรลเป็นเด็กที่มีพรสวรรค์พิเศษ ชอบการกีฬาเป็นอันมาก ชอบบทกวีและการแสดงละคร  เข้ารับการศึกษา ที่มหาวิทยาลัยในเมืองคราคูฟ เมื่อปี ค.ศ.1938 เรียนทางวรรณกรรมและภาษาโปแลนด์ เนื่องจากท่านชื่นชอบการแสดง เพื่อนๆ หลายคนก็คิดว่าท่านคงจะยึดอาชีพนักแสดงตามโรงละครมากกว่าเข้าบ้านเณรเพื่อบวชเป็นพระสงฆ์
ในปี 1939 กองทัพนาซีได้บุกยึดโปแลนด์ มหาวิทยาลัยปิด คาโรล ต้องแอบเรียนส่วนตัว และทำงานในโรงงานตัดหิน มีหน้าที่ดูแลระบบส่งน้ำของโรงงาน เมื่อบิดาจากไปแล้วและท่านเองก็ประสบอุบัติเหตุที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด (โดนรถชน) ท่านได้เบนเข็ม ชีวิตมาที่การบวชเป็นพระสงฆ์ โดยเข้ารับการศึกษาที่บ้านเณร ซึ่งเปิดสอนลับ ๆ แบบทำงานใต้ดิน เมื่อสงครามยุติลงในปี  1945 คาโรลก็ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยต่อจนจบการศึกษาในปี 1946 
จากนั้นได้รับศีลบวช ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 1946 สองปีต่อมาทางผู้ใหญ่ก็ส่งท่านไปเรียนที่โรม เพื่อทำปริญญาเอกทางเทววิทยา เมื่อจบการศึกษาจากโรมแล้วก็เดินทางกลับโปแลนด์ ทำหน้าที่พระสงฆ์ประจำวัดอยู่สามปี จากนั้นก็ได้รับอนุญาตให้ไปศึกษาปริญญาเอกทางด้านปรัชญาที่โรมอีกครั้ง 
ในปี 1956 ท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาจริยศาสตร์ที่ลูบลิน ในปี 1958 ท่านก็ต้องแปลกใจกับตัวเองที่ได้รับเลือกเป็นพระสังฆราชผู้ช่วยแห่งสังฆมณฑลคราคูฟ 
5 ปีต่อมา พระสันตะปาปาเปาโล ที่ 6  ได้แต่งตั้งให้ท่านเป็นพระสังฆราชแห่งคราคูฟ จากนั้นในวันที่ 26 มิถุนายน 1967 ท่านก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระคาร์ดินัลขณะอายุเพียง 47 ปี เท่านั้นเอง นับว่าเป็นพระคาร์ดินัลที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาพระคาร์ดินัลทั่วโลก ท่านได้ร่วมกับพระคาร์ดินัลอาวุโสต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังคุกคามยุโรปในเวลา นั้นอย่างแข็งขัน ในปี 1976 ท่านได้รับเกียรติให้ไปเทศน์ให้พระสันตะปาปาในช่วงเทศกาลมหาพรต จากนั้นชื่อเสียงของท่านก็ค่อย ๆ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เป็นต้นในบรรดาพระคาร์ดินัลทั้งหลาย เมื่อพระสันตะปาปา ยอห์น ปอลที่  1 สิ้นพระชนม์อย่างปัจจุบันทันด่วน บรรดาพระคาร์ดินัลต่างก็ถูกเรียกตัวกลับโรมอีกครั้ง หลังจากที่เพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งพระสันตะปาปา ซึ่งผ่านไปเพียงเดือนเดียว และในครั้งนี้ท่านได้รับเลือกเป็น สมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2 ที่ทำให้โปแลนด์แดนอันตรายกลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์
(โปรดติดตามความศักดิ์สิทธิ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนแห่งนี้ได้ในสัปดาห์หน้า) 

ไม่มีความคิดเห็น: