วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จะกอดไว้ทำไม ..


จะกอดไว้ทำไม ..
ชีวิตในหนึ่งวัน 24 ชั่วโมง แต่ละวินาทีผ่านไป มีไม่น้อยที่คิดว่าทำไมหนอ...ชีวิตมีแต่ทุกข์ซ้ำทุกข์ซ้อน หมดเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็ตามมา ทุกข์อย่างกับ 7 11 ที่เปิดบริการ 24 ชั่วโมงเลย จริงหรือ!!! หากนั่งคิดคำนวณตัวเลขแล้ว เราก็มีเวลานอนพักผ่อน ปล่อยให้ทุกข์หลับใหลคาอกคาหัวอยู่ราวๆ 6-8 ชั่งโมง เช้ามามีเวลาได้ปลดทุกข์ แต่ก็นั่นแหละ หลายคนไม่ยอมให้ทุกข์หลุดพ้นไปจากตัว หวงแหนกอดรัดมัดมันไว้เป็นเพื่อนสนิทที่สุดในชีวิต แล้วก็มานั่งระทมตรมใจกับก้อนทุกข์
ทุกข์เรื่องอันใดบ้าง ส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องเงินๆทองๆ บางคนไม่มีเงินจะจับจ่าย บางคนไม่มีจะลงทุนต่อทุน บางคนไม่มีเงินที่จะซื้อข้าวกิน บางคนไม่รู้จะเอาเงินไปซื้อกินที่ไหนให้สมฐานะ ร้อยแปดพันประการ นั่นเพราะเราถูกฝังไมโครชิปให้คิดว่า เงินในกระเป๋า เลขหลักในบัตรเครดิตคือที่มาของความสุข ต้องหาเพิ่มเติมใส่มันเข้าไป แล้วเราก็โอบกอดค่านิยมนี้จนกลายเป็นอุปนิสัย นำไปสู่ทุกข์ซ้อนอันใหม่ขึ้นมาในนามความสัมพันธ์ของผู้คน ที่ต้องมีเงินจึงมีเกียรติ ต้องมีหน้าที่ตำแหน่งที่ใหญ่จึงจะได้เงินเยอะๆ ต้องพูดคุยแต่เรื่องธุรกิจหลักแสนล้าน พูดคุยเรื่องอื่นไม่เป็น วันๆคิดแต่จะทำให้ตัวเองกลายเป็นคนเก่งคนดังในวงสังคม วงสนทนา วงสุรา คนที่คุยเรื่องคุณธรรมความดีงามคือ คนงมงาย คนคุยเรื่องลึกๆลงในจิตใจคือ พวกคลั่งศาสนา อ้าว...ต่างคนต่างคุยเรื่องของตัวเองกันหมดมิตรภาพก็เลยหดหาย คุยกันไปก็อิจฉากันไป ก่อทุกข์ให้เกิดขึ้นอีก นี่เป็นต้นสายปลายเหตุของทุกข์เก่าๆในสมัยใหม่ๆ แต่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่คนเราก็มิอาจจะปลดปล่อยทุกข์ได้ จนความทุกข์ได้ใจไล่เท่าไรก็ไม่ไปจากเรา เหมือนเรื่องราวในนิทานเรื่องนี้...
ภาพ : http://fukduk.com

ลิงป่าตัวหนึ่งพลัดหลงจากฝูงเข้ามาในหมู่บ้านที่อยู่ชายป่าแห่งหนึ่ง และพบว่าที่นี่มีอาหารอร่อยๆ สำหรับมันมากมาย หลังจากนั้นมันก็แฝงตัวอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้และไม่ยอมกลับเข้าป่าอีกเลย
ชาวบ้านนั้นเมื่อแรกเห็นลิงตัวนี้ก็นึกเอ็นดู ให้อาหารมันกินบ้าง หยอกเล่นกับมันบ้าง แต่นานวันเข้า พวกเขาก็เริ่มไม่ชอบใจเสียแล้ว เนื่องจากวิสัยของลิงป่านั้นหาได้มีความสำรวมอย่างสัตว์เลี้ยงทั่วไป หากมันจะกินอาหารที่อยู่ในมือของใครมันก็จะขู่และแยกเขี้ยวใส่
นอกจากนั้นความฉลาดตามเผ่าพันธุ์ยังทำให้ลิงเรียนรู้ได้เร็ว เพียงไม่นานมันก็รู้ว่าชาวบ้านแต่ละคนเก็บอาหารไว้ที่ไหน มันจึงเริ่มเข้าไปขโมยอาหารจากในบ้าน และยังรื้อค้นทำลายข้าวของของพวกเขาจนไม่มีชิ้นดี บางครั้งเมื่อลิงหาทางเข้าบ้านไม่ได้เพราะเจ้าของบ้านปิดประตูแน่นหนา มันก็ขึ้นไปขย่มหลังคาบ้านจนพังลงมา หลังจากนั้นก็เข้าไปในบ้านของเขา บางครั้งมันก็กัดลูกเล็กๆ ของเจ้าของบ้านและบางทีก็แย่งอาหารจากพวกเขาซึ่งๆ หน้า
ชาวบ้านอดทนไม่ทำร้ายลิงเพราะสงสาร แต่นานวันเข้า พวกเขาก็ทนไม่ไหว วันหนึ่งหัวหน้าหมู่บ้านจึงเรียกประชุมลูกบ้านเพื่อจัดการกับปัญหานี้ เอาลูกดอกอาบยาพิษยิงมันให้ตายไปเลย ชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งถูกลิงตัวนี้เข้าไปรื้อบ้านเมื่อวานเสนอด้วยความโกรธแค้น ไม่ดีหรอก หัวหน้าหมู่บ้านว่า มันเป็นลิงป่า พวกเราจะไม่ทำร้ายสัตว์ป่า” “เว้นเจ้าลิงนี่ตัวหนึ่ง  อีกคนบอก ลูกของเขาก็เพิ่งถูกตัวนี้กัดมาเมื่อเช้า
ไม่ได้ สัตว์ป่าเป็นของป่า เป็นของเจ้าป่าเจ้าเขา ถ้าเราทำร้ายลิงตัวนั้นอาจเกิดอาเพศร้ายแรงได้ หัวหน้าหมู่บ้านยังคงยืนยันคำเดิม และลูกบ้านอีกหลายคนก็เห็นด้วย ทั้งหมดจึงช่วยกันคิดหาวิธีการขับไล่ลิงตัวนั้นออกไปจากหมู่บ้านโดยไม่ต้องฆ่ามัน
เด็กหนุ่มคนหนึ่งคิดออก เขาร้องบอกทุกคนว่า เอาอย่างนี้ เราต้องหาทางจับลิงตัวนี้ให้ได้ แล้วพามันไปปล่อยป่าอื่นที่ไกลๆ กว่านี้ มันจะได้ไม่กลับมาอีก
ชาวบ้านเห็นด้วยกับความคิดนี้ หลังจากวันนั้นพวกเขาก็พากันวิงไล่จับลิงตัวนี้โดยไม่เป็นอันทำอะไร แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครสามารถจับลิงตัวนี้ได้ เพราะมันเป็นลิงป่าที่หลบหลีกได้อย่างแคล่วคล่องว่องไวมาก จนชาวบ้านชักถอดใจ
วันหนึ่งลิงป่าเข้าไปในบ้านหญิงชราคนหนึ่ง หญิงชราคนนี้ทำขนมตาลได้อร่อยที่สุดในหมู่บ้าน นางจะทำขนมตาลลูกใหญ่ไปขายในตลาดและแจกเพื่อนบ้านทุกวัน วันนี้เผอิญมีขนมตาลส่วนหนึ่งเหลือ หญิงชราไม่มีภาชนะสำหรับใส่ขนมที่เหลือจึงเอาไปใส่ไว้ในหม้อเหล็กปากแคบไว้ก่อน
เจ้าลิงป่าลอบมองเหตุการณ์นี้อยู่ตลอด มันเห็นที่ซ่อนขนมแล้ว ครั้นพอหญิงชราเดินออกไปจากครัว มันจึงกระโจนเข้าไปทางหน้าต่างแล้วเอามือล้วงลงไปหาขนมตาลในหม้อ แต่เพราะหม้อนั้นปากแคบมาก ลิงป่าจึงไม่สามารถดึงขนมออกมาจากหม้อได้
ตอนนั้นเองหญิงชราก็เดินเข้ามาเห็นพอดี นางร้องด้วยความโกรธว่า ชิชะ! เจ้าลิงชั่ว แกมาขโมยขนมของข้าอีกแล้วรึ มาเร็วพวกเรา มาจับมัน มันอยู่ตรงนี้!
ชาวบ้านได้ยินดังนั้นก็พากันเฮโลมาจับลิงที่บ้านหญิงชรา เจ้าลิงป่าตกใจรีบกระโจนหนี แต่เพราะความตะกละ มันจึงไม่ยอมปล่อยมือจากขนมในหม้อ และวิ่งหนีชาวบ้านโดยต้องแบกหม้อเหล็กหนักๆ ไปด้วย ในที่สุดเจ้าลิงก็อ่อนแรงและเป็นลม ชาวบ้านจึงจับมันใส่กระสอบแล้วพาไปปล่อยยังป่าลึกที่ไกลจากหมู่บ้านที่สุด หลังจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเจ้าลิงตัวนี้อีกเลย.... (นิทานสอนใจดีๆ ในชุดหนังสือนิทานสีขาวของ ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา)
หากถามว่าความสุขกับความทุกข์ใครชอบสิ่งใดมากกว่ากัน ทุกคนคงตอบพร้อมกันว่าความสุข แต่เราก็แบกความทุกข์ที่หนักอึ้งเอาไว้ ถ้าเรารู้จักเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยความทุกข์เสียบ้าง หาความสุขกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ และเชื่อมั่นในพระเจ้าเหมือนแม่พระที่ได้รับการประกาศว่า เธอเป็นสุขเพราะได้เชื่อ..  เชื่อหรือเปล่า ถ้าไม่เชื่องั้นลองทำดู แล้วความสุขก็จะบังเกิดขึ้น ถ้าสำเร็จก็นำมาแบ่งปันคนข้างๆบ้างนะครับ....

ไม่มีความคิดเห็น: