วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

วันธรรมดาที่ไม่ธรรมดา

ฟ้าฝนคนเราหยั่งรู้คาดการณ์ได้ แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหมายทุกครั้ง แม้แต่กรมอุตุฯ พยากรณ์อากาศ ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือวัดความเคลื่อนไหวของ ลม ฟ้า ฝน ก็ยังผิดคาดออกจะบ่อยครั้ง จนมีการนำมาล้อเลียน วันไหนถ้าพยากรณ์ว่าฝนตกวันนั้นจะร้อนตับ ปอด ม้ามแลบ วันไหนพยากรณ์ว่าจะร้อนจัดรับรองฝนตกหลายหย่อมจนถึงหนักมาก สาอะไรกับเรื่องราวในสามัญวันธรรมดาของชีวิตที่ลิขิตไม่ได้ วันที่แสนธรรมดาวาดหวังวางแผนไว้ว่าจะทำงานให้บรรลุ ทำงานชิ้นนี้ชิ้นนั้นให้เสร็จสิ้น เอาเข้าจริง วันดีคืนร้ายก็เกิดเรื่องให้ปวดเศียรเวียนเกล้า งานเข้า อย่างไม่ทันตั้งตัว บางเรื่องก็เป็นเพราะเราทำให้มันเกิดโดยไม่รู้ตัว บางเรื่องเป็นเราไปกระทำไว้กับผู้อื่นและก็มีบ่อยครั้งที่คนอื่นนำเรื่องมาหาเรา

ในวันธรรมดาที่แสนธรรมดาเช้าตื่นขึ้นมา เป้าหมายคืองานที่ค้างคาจะสะสางให้แล้วเสร็จ แต่ยังไม่ทันถึงไหนก็เกิดเรื่องไม่คาดคิด อุปกรณ์ชิ้นสำคัญหายไปจากที่ทำงาน ถามไถ่ก็ไม่มีใครรู้ว่ามันเดินออกจากกล่องเก็บไปได้อย่างไร ผ่านไปครึ่งค่อนวันยังจับมือใครดมไม่ได้ อารมณ์ก็เกิด โกรธ โมโห หงุดหงิด ฉุนเฉียว กว่าจะตั้งสติได้ ใจก็คิดโทษใครต่อใครไปหลายคน เอาเข้าจริง จริงเท็จแค่ไหนมีแต่พระเจ้าและคนขโมยเท่านั้นแหละที่รู้ วันนี้จึงเป็นวันที่ไร้สมาธิ ไร้อารมณ์ ไร้สมองที่จะกรองงาน

พอตกบ่ายเกิดข่าวร้ายซ้ำซ้อนขึ้นอีก แม่เข้าโรงพยาบาลด้วยเหตุอาหารเป็นพิษ เริ่มมีอาการตั้งแต่เช้า กว่าจะได้มาหาหมอก็ตอนบ่าย คิดแล้วก็สงสารแม่เหลือเกิน อยากกลับไปพาแม่มาโรงพยาบาลแต่ระยะทางไกลเกิน ทำไมวันนี้ดูช่างวุ่นวายเสียจริง จวบจนกระทั่งตั้งสติคิดไตร่ตรอง แก้สถานการณ์ตามความเป็นจริง ปัญญาก็เริ่มงอกเงย พยายามจัดการทุกอย่างเท่าที่ทำได้ และเดินหน้าชีวิตต่อไปบนความเป็นจริง ไม่ปล่อยให้อารมณ์ชี้นำ อะไรที่สมควรทำก่อนก็จัดการให้เรียบร้อย บางเรื่องก็ต้องปล่อยและว่ากันตามสถานการณ์จริงตรงนั้น ก็เราไม่ใช่ศูนย์กลางของจักรวาลนี่ และเพื่อหาความจริงของชีวิตจึงหาอะไรอ่านเพื่อผ่อนปรนอาการหงุดหงิด มีเรื่องๆหนึ่งอ่านแล้วก็รู้สึกว่า ในชีวิตเราธรรมดา ในวันธรรมดา อยู่กับผู้คนก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดเรื่องไม่ธรรมดาได้ตลอดเวลา (ถ้างงโปรดอ่านอีกครั้ง)

ณ วัดคาทอลิกห่างไกลความเจริญ หรือเรียกว่าวัดบ้านนอก วัดชนบทแห่งหนึ่ง มีคุณพ่อเจ้าวัดเพิ่งกลับจากการไปเยี่ยมลูกวัด ว่าวัดบ้านนอก วัดชนบท ู้คนก็เป็นธรรมดาที่จะเกิดเรื่องไม่ธรรมดาไตลอดเวลา (ถ้างงโปรดอ่านอีกครั้ง)ำก่อนก็จัดการให้เรียบร้เห็นเด็กคนหนึ่งกำลังนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่จึงเข้าไปถามไถ่ว่าเป็นอะไร เด็กน้อยตอบกลับมาว่า ผมถูกใส่ร้าย ผมไม่ได้ขโมยเงินในวัด แต่ผมเข้าไปปัดกวาดเช็ดถูบ่อยๆ ทุกคนก็หาว่าผมเป็นขโมย ไม่มีใครเชื่อผมเลย

คุณพ่อนั่งลงข้างๆ พยักหน้าเข้าใจ แล้วก็สอนเด็กน้อยนั้นว่า เจ้ารู้ไหม ในตัวเราเนี่ยมีคนอยู่สามคน คนแรก คือ คนที่เราอยากจะเป็น คนที่สองคือ คนที่คนอื่นคิดว่าเราเป็น คนที่สาม คือ ตัวเราที่เป็นเราจริง ๆ

เด็กน้อยหยุดร้องไห้ นิ่งฟังคุณพ่อ คนเราล้วนมีความฝัน ความทะยานอยาก ตามประสาปุถุชนทั่วไป ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย บางครั้งความฝันก็เป็นสิ่งสวยงาม เป็นพลังที่ทำให้เราก้าวเดิน ถ้าถึงจุดหมายเราก็จะรู้สึกว่าโลกนี้ช่างสว่างไสวสวยงาม ดังนั้น เราควรมีความฝันไว้ประดับตน เพื่อเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงหัวใจ คนที่สองจะเป็นเราในแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศ จนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริง แต่เราก็ยิ้มรับ ทั้งๆที่มหาอัปลักษณ์จนไม่อยากจะนึกถึง เพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้ สมัยที่พ่อยังไม่ได้บวชเคยไปส่งผู้หญิงที่มีสามีแล้ว เพราะเห็นว่าบ้านอยู่ในซอยเปลี่ยว ส่งได้สองครั้งก็เป็นเรื่อง ชาวบ้านซุบซิบนินทา หาว่าเป็นชู้กับเมียชาวบ้าน คนที่เห็นนั้นมองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้า ไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม เจ้าต้องจำไว้นะ ทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลว คนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับเราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมา เห็นสิ่งไม่ดีของใครจงเตือนตัวเองว่าอย่าทำ อย่าเลียนแบบ

คนที่สาม เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์ เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจใครไม่ได้ สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำ ไม่ได้คิด ไม่ได้เป็น แต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอกให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่ เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสาร มีเวลามองคนอื่น แต่ไม่มีเวลามองตัวเอง เราต้องเป็นเรา ไม่ต้องทำตามอย่างที่คนอื่นคิด ไม่ต้องเดินตามทางที่คนอื่นวางไว้ เดินในหนทางความจริงและความดี และชีวิตที่ธรรมดาก็จะเต็มไปด้วยสันติสุขตลอดไป เด็กน้อยยิ้มอย่างมีความสุขอีกครั้ง

และเราจะยิ้มอย่างมีความสุขเช่นนั้นได้หรือเปล่า....

ไม่มีความคิดเห็น: