วันเสาร์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2568

เพราะเปราะบาง

 

เพราะเปราะบาง

ถ้าคิดจะสร้าง “ครอบครัว” อย่ามองแค่ความสุขของตัวเองฝ่ายเดียว แต่ให้เผื่อพื้นที่ในใจไว้สำหรับความสุขของคนที่ยืนเคียงข้างเราด้วย

ยุคสมัยที่สังคมครอบครัวสั่นคลอน อ่อนไหวง่าย

เพราะต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างเก่ง

แต่ครอบครัวที่แท้จริง ไม่ใช่การอยู่เพียงเพราะเหตุผลบางอย่าง แต่มันคือการ “เรียนรู้กัน”

“ปรับเข้าหากัน” และ “จับมือกันไม่ปล่อย” ในวันที่ยากที่สุด ในวันที่เปราะบาง อ่อนแอที่สุด

เพราะคำว่าครอบครัว ไม่ได้สร้างด้วยความสวยงามในวันแต่งงาน

แต่มันเติบโต งดงาม จากการเลือก “รักกันต่อไป” ทุกวัน

บางครอบครัวให้คนนอกมามีความสำคัญ มากกว่าคนในบ้าน ที่อยู่ด้วยกันทุกวัน

เป็นเช่นนี้หรือไม่ กับคนในบ้านทำอะไรก็มักไม่ถูกใจ พูดอะไรก็มักโต้เถียงก่อนฟัง พยายามแค่ไหน ก็เหมือนไม่เคยพอใจกันเลย

แต่กับคนนอก พูดดีนิดเดียวก็ยิ้มให้ ช่วยนิดหน่อยก็ยกย่องใหญ่

หลายครอบครัวไม่อบอุ่น ไม่ใช่เพราะคนนอกทำให้เป็นแบบนั้น

แต่เพราะคนในบ้าน ให้ค่าผิดคน เห็นใจผิดฝั่ง

คนในบ้านบางคนเลยเลือกที่เงียบลงเรื่อย ๆ เพราะรู้ว่า ต่อให้พูดไปก็ไม่ฟัง

ทำดีแค่ไหน ก็ไม่ถูกใจ เลยถอยออกมาเงียบ ๆ ดีกว่า อย่ารอให้ถึงวันที่เขาหมดแรงที่จะพยายาม แล้วเราค่อยกลับมารู้สึกว่า “ไม่น่าเห็นคนอื่นดีกว่าคนของตัวเราเลย”

คนที่ควรยืนข้างเรา คือ คนในบ้าน ไม่ใช่คนอื่น

วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2568

คู่ชีวิต คริสต์มาส

 

คู่ชีวิต คริสต์มาส

ช่วงปลายปีที่วัดเซนต์หลุยส์จะมีบรรยากาศของการแต่งงาน เกือบทุกสัปดาห์

เป็นการเริ่มต้นของคนสองคน ต้อนรับปีใหม่และคริสต์มาส เดินทางสู่ชีวิตใหม่

โดยมีท่านนักบุญยอแซฟผู้สุขุมและแม่พระผู้อ่อนน้อมอ่อนโยน โอบอุ้มพระกุมาร

ที่ก้าวเดินไปด้วยกัน แม้จะยากลำบากสักเพียงใด เป็นชีวิตคู่ที่สู้ด้วยกันในทุกกรณี

ในโลกยุคปัจจุบันที่มีความซับซ้อน อ่อนไหวง่าย ชีวิตคู่ก็เช่นกันเริ่มสั่นคลอนง่าย

ต้องอาศัย “ความเข้าใจ” และ “การร่วมมือ” “เดินไปด้วยกัน” อย่าปล่อยมือ

อย่าให้วันเวลากลืนกินความคุ้นชิน เฉื่อยชา ทำให้ความรักจืดจาง

ความรักที่ยืนยาว คือ การร่วมทุกข์ร่วมสุข
ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันเติมพลัง
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ปล่อย “ใครเหนื่อยคนเดียว”
ชีวิตคู่มันไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก คือ
“การร่วมเดินทางของสองชีวิต”
ความรักจะเติบโตในตอนที่เรายังจับมือกันไว้

แม้จะผ่านวันที่เหนื่อย วันที่ไม่เข้าใจ หรือวันที่อยากหันหลังให้กันไปคนละทาง

ความรักที่แท้จริง ไม่ใช่เรื่องที่ว่าใครถูกใครผิด

แต่คือ การเรียนรู้ที่จะเข้าใจมากกว่าอธิบาย

มันไม่ใช่การหาคนที่สมบูรณ์แบบ แต่ คือการสร้าง “ความสมดุล” ระหว่างกัน

จงทะนุถนอมกัน ทั้งกาย วาจา และใจ เกราะคุ้มกันความรัก คือ อ้อมกอด

คิดจะเอาชนะคนรัก สักวันเราจะแพ้

ความรัก แปรเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา บางวันอาจจะรักน้อย บางวันอาจจะรักมาก

แต่ถ้าตั้งใจที่จะอยู่ด้วยกัน จำวันแรกไว้ให้ได้ ชีวิตคู่จะยาวนาน

รักนิรันดร์กาลไม่มี จะมีก็แต่รักกันทุกวัน

ชีวิตคู่...ต้องช่วยกันประคอง ไม่ใช่คนหนึ่งแบก คนหนึ่งเบา

 ไม่ปล่อยให้ฝ่ายหมดแรงล้มลงลำพัง

ชีวิตคู่...ไม่ใช่เพียงแค่การมีใครสักคนอยู่ข้างกาย

แต่ คือ การเรียนรู้ เติบโต และเคียงข้างกันไปในทุกกรณีของชีวิต สุขหรือทุกข์พร้อมกัน

คู่ชีวิต...คือ ไม่ต้องการความสมบูรณ์แบบ

แต่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ พร้อมจะกอดคอกัน ท่ามกลางพายุของความไม่เข้าใจของผู้อื่น

ชีวิตคู่ที่ยืนยาว ไม่ได้สร้างจากความหวานชื่น

แต่สร้างจากความเข้าใจในทุก ๆ วัน

และคนที่เป็น “คู่ชีวิต” ไม่ได้แค่เดินเข้ามาในชีวิตเรา

แต่เขา-เธอ “เลือก” จะอยู่และเดินไปกับเราตลอดจุดหมายปลายทาง

พร้อมจะเป็น “หนึ่งเดียวกัน” ความรักอาจเริ่มจากหัวใจ

“ชีวิตคู่” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

ไม่ใช่แค่รักกัน แต่ต้องยอมรับในความต่าง

ทั้งนิสัย ความคิด เวลา ความเหนื่อยล้า และความคาดหวังที่เปลี่ยนไป

แต่ชีวิตคู่...ต้องใช้ “ปรีชาญาณและไว้วางใจ” ให้พระจิตนำทางเดินไปด้วยกันทุกวัน ไปเบ็ธเลแฮม ไปอียิปต์ กลับมานาซาแร็ธ ไม่ปล่อยใครไว้ข้างหลังหรือทิ้งกลางทาง

ชีวิตคู่ ต้องให้ “พระเจ้าสถิตกับเรา” ตลอดไป เพราะพระองค์คือ “ความรัก”

วันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2568

อย่าให้ใจสิ้นสภาพ

 

อย่าให้ใจสิ้นสภาพ

ใกล้สิ้นปีเข้ามาทุกวินาที มีเหตุการณ์ความยากลำบากเกิดขึ้นหลากหลาย บางคนแทบสิ้นสภาพ บางแห่งบางที่ไม่เหลือสภาพ แล้วหัวใจเราล่ะ อยู่ในสภาพไหน?

ในยุคที่โลกหมุนเร็ว ทุกอย่างต้องแข่งขัน ต้องอดทน ต้องแข็งแกร่งอยู่ตลอดเวลา

ในโลกยุคนี้ ที่เต็มไปด้วยการเปรียบเทียบ การกดไลค์ และคำตัดสินจากคนที่แทบไม่รู้จักเรา หลายครั้งเราต้องพยายามปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ถูกใจคนอื่น จนบางทีลืมไปว่า แล้วตัวเราสภาพที่แท้จริงอยู่ตรงไหน? เหมือนสิ้นแล้วซึ่งสภาพ

ใช่หรือไม่ ชีวิตนี้ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนรัก ไม่จำเป็นต้องให้ทุกคนชื่นชอบมอบหัวใจให้ แน่ล่ะ ต่อให้เราดีแค่ไหน ก็ยังคงมีคนไม่ชอบอยู่ดี แต่สิ่งที่สำคัญกว่าหมด คือ เรายังซื่อสัตย์ต่อตัวเองอยู่หรือเปล่า ยังคงสภาพเป็นลูกของพระที่ดีอยู่หรือไม่ !!!

หลายครั้งคำว่า “ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง รักตัวเอง” ไม่ใช่เป็นการตัดคนอื่นออกจากชีวิตเรา

แท้จริงแล้ว การรักตัวเอง คือ การยอมรับตัวเอง ยังมีความรู้สึก มีวันที่อ่อนแอ มีวันที่ไม่ไหว ซึ่งไม่ใช่ความพ่ายแพ้

หากแต่เป็นการเลือกจะยังคงสภาพตัวตนในโลกนี้อย่างมีหัวใจ ไม่หลีกหนีความจริง ไม่กลัวความรู้สึก เลือกที่จะอยู่กับวันเวลาอย่างอ่อนโยนและซื่อสัตย์ สามารถที่จะรักคนอื่นได้ สามารถยิ้มให้โลกได้

เรายังยิ้มได้ในแบบของเราไหม? เรายังทำสิ่งที่ทำให้หัวใจมีความสุขหรือเปล่า? เรายังรักสภาพตัวเองได้ โดยไม่ต้องแปลงร่างตามใจคนอื่นหรือไม่???

ความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากเสียงปรบมือ แต่มาจากการที่เรายังไม่หลงลืม “คุณค่าในตัวตน” ของเรา

ใครจะรัก หรือไม่รัก จะฟังหรือไม่ฟัง จะชังจะชอบ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ถ้าเราสูญเสียความเป็นตัวเองไป นั่นแหละ คือ การสูญสิ้นสภาพที่พระประทานให้เรา

ในวันที่ไม่มีใครฟัง นั่งเงียบ ๆ ฟังเสียงพระจากหัวใจตัวเอง บางครั้งในวันที่ทุกข์ยาก เราอยากเล่า อยากระบาย ให้ใครสักคนฟัง แต่ดูเหมือนว่าตกอยู่ในถิ่นทุรกันดารที่ไม่มีใครเลย  ทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนเสียงของเราหายไปในทะเลทราย หารู้ไม่เสียงที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เสียงคนอื่น หากแต่คือ เสียงของพระผ่านทางหัวใจของเรา คนอื่นอาจฟังเพื่อจะตอบ แต่เสียงพระในใจเรา ฟังเพื่อให้เราเข้าใจตัวเอง คือเสียงที่ซื่อสัตย์ที่สุด ตรงไปตรงมา และไม่มีเคยโกหก

หันกลับมาโอบกอดหัวใจ ไม่ทิ้งไว้กลางทาง เพราะสภาพใจเราไม่ได้มีไว้เพื่อเอาตัวรอด แต่เพื่อ “รัก” และ มีชีวิตอยู่เพื่อพระ เราไม่ได้เกิดมาเพื่อถูกใจทุกคน

เส้นทางชีวิตอาจขรุขระ แต่หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ คือ เสื้อผ้าที่งดงามห่อหุ้ม ให้เราอบอุ่น เป็นพลังพาเราผ่านพ้นพายุกลางทะเลทราย

ชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และเส้นทางที่เราต้องเดินก็ไม่ใช่ถนนเรียบง่าย บางครั้งเจอฝนตกหนัก บางช่วงทางเต็มไปด้วยหลุมบ่อ แต่สิ่งหนึ่งที่จะพาเราไปต่อได้ คือ “หัวใจที่ไม่ยอมแพ้ ที่ไม่สิ้นสภาพ”

หากมีหัวใจที่ไว้วางใจพระ ทุกพายุมีวันจาง ทุกเช้าที่มืดมนจะมีแสงแดดรออยู่ อย่าละเลยที่จะอยู่กับพระในใจเรา แม้โลกจะไม่ง่าย แต่ถ้าหัวใจมีพระอยู่ เส้นทางจะค่อย ๆ เปิดออกเอง แล้วเราจะพบกับหนทางที่แสนงดงามตลอดไป

วันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2568

อภัยให้ตัวเอง คือ การกลับใจที่เลิศสุด

 

อภัยให้ตัวเอง คือ การกลับใจที่เลิศสุด

            กาลเวลาชีวิตผันผ่าน หลายคราวต่อสู้ดิ้นรน

หลายหนผูกมัด รัดตรึงตัวเองกับความเกลียด เครียดแค้น

หลายคนต้องสู้มาทุกรูปแบบ

แต่ยากที่สุด คือ สู้เพื่อกลับใจเราเอง

ความผิดพลาดไม่น่ากลัว...

แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือ รู้ตัวว่าผิด แต่ก็ไม่กลับใจ


แน่ละ ไม่มีใครในโลกสะอาดหมดจด

ฉะนั้นแล้วอย่าเกลียดตัวเองที่มีเรื่องด่างพร้อย

ให้อภัยตัวเองให้เป็น กับความผิดพลาดที่อาจมี

ไม่ใช่เพื่อที่จะผิดอีก

แต่เพื่อจะมีได้มีหัวใจที่ใหญ่พอ

ที่จะก้าวไปต่ออย่างคนที่ดีกว่าเดิม

และพร้อมที่จะให้อภัยความผิดพลาดของคนอื่น

โลกสวย ไม่ใช่เพราะมีแต่เรื่องดี ๆ โลกงดงาม            เพราะมีที่ยืนสำหรับคนที่กลับใจ อย่าไปล็อคตายหัวใจไว้กับความขุ่นเคือง อาจจะมีบางเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเราอย่างไม่ทันตั้งตัว

โลกสวย เพราะใจคนที่ยอมรับความจริง โลกจะสันติสุข หากเราทุกคนพร้อมที่จะให้อภัยตัวเองและให้อภัยกันและกันเสมอ

            โลกสวย ด้วยมือ ด้วยหัวใจเราทุกคน .....

วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เตือนภัย เตือนใจ และเตือนตน

 

เตือนภัย เตือนใจ และเตือนตน

พฤศจิกายน 2568 น้ำท่วมสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา และถล่มหาดใหญ่จมทั้งเมือง ผู้คนหลายแสนจมอยู่ในความงงงวย ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ ปรากฏการณ์ท่วมรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์…

นี่คือภัยธรรมชาติ หรือ เป็นความล้มเหลวในการเตรียมพร้อมในชีวิตของคนเรา

และดูเหมือนเป็นความบังเอิญที่มีความคล้ายกับในพระวรสารวันนี้

      “ในสมัยก่อนน้ำวินาศนั้น ผู้คนกิน ดื่ม แต่งงานกันจนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ  ไม่มีใครนึกระแวงว่าอะไรจะเกิดขึ้นจนกระทั่งน้ำวินาศมากวาดพวกเขาไปหมดสิ้น”

เราสร้างบ้านเมืองเต็มไปด้วยตึกเพื่อให้เห็นว่า นี่คือ ความเจริญ สร้างคันดิน คอนกรีต กั้นน้ำ กลับกลายเป็นการขังน้ำเสียมากกว่า บ้านเรือนควรสร้างเป็นระบบการระบายน้ำ ก็กลายเป็นอ่างใหญ่ที่น้ำไม่มีทางไป

ในวันที่มีเครื่องมือสื่อสารล้ำยุค แต่กลับล้มเหลวเรื่องการสื่อสาร มีระบบ Cell Broadcast ส่งข้อความเตือน แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร การเตือนจึงไร้ความหมาย

ใช่หรือไม่ ความจริงวันนี้ คนไทยในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ที่น้ำไล่ท่วมในครั้งนี้ ไม่ได้แพ้ฝนหรือแพ้น้ำ แต่แพ้ระบบที่เต็มไปด้วยพิธีรีตอง และการเล่นพรรคเล่นพวก

น้ำท่วมประเทศไทยปีนี้ จึงเป็นภาพจำลองของการใช้ชีวิตแบบไทย ๆ วิกฤตครั้งนี้ คือบทเรียนราคาแพง เรื่อง “ระบบที่ต้องปรับตัวตามโลก” และเราต้องเตือนตนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ในชีวิตคนเราดำเนินมาไม่น้อยก็นาน ล้วนเจอทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ทุกอย่างเป็นเครื่องเตือน

บางคนเติบโตมาเพราะการวางแผน บางคนเติบโตเพราะการหลงทาง

และเมื่อเวลาชีวิตมากขึ้น ลมหายใจก็สั้นลง

วันนี้ เราได้เตือนใจตัวเองบ้างหรือยัง? เส้นผมที่เริ่มเปลี่ยนสี ดวงตาที่พร่ามัว เตือนว่าเรากำลังจะจากลาโลกนี้ไป ผิวหนังที่เริ่มโรยรา เตือนว่าความงามภายนอกไม่ยั่งยืน ทรัพย์สินพร้อมจะสูญหาย ลมหายใจและความดีที่ต้องรักษาไว้

ความทรงจำเริ่มหล่นหาย และหลงลืม ย้ำเตือนเราว่า ความสัมพันธ์ ผูกพัน ของคนข้างกาย ต้องถนอม ร่างกายเริ่มอ่อนล้าเหนื่อยง่าย เตือนให้เราพัก อย่ารอให้หมดแรงแล้วมานั่งเสียดายเวลาที่ผ่านไป

เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสติและใช้เวลาอย่างมีคุณค่า  

ในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเร่งรีบและไม่มีที่สิ้นสุด ต้องหมั่นเตือนใจให้ตระหนักถึงความเปราะบางและจำกัดของเวลา และสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน

การให้คุณค่ากับทุกวินาทีหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหวังที่เต็มไปด้วยความหมาย

การไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ประทานลมหายใจที่เราได้รับ ทำให้ทุกวินาทีกลายเป็นของขวัญที่มีค่าอย่างแท้จริง ทุกความเหนื่อยล้า คือ เครื่องเตือนใจว่าเรากำลังเดินอยู่บนหนทางสวรรค์

แม้ว่าความเหนื่อยล้าจะทำให้เรารู้สึกท้อแท้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราระลึกได้ว่า เราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ และก้าวไปพร้อม ๆ กับพระเยซูเจ้า

การที่เรายังรู้สึกเหนื่อยแสดงว่าเรายังไม่ยอมแพ้และยังเดินหน้าต่อไป

ยอมรับความเหนื่อยล้าและใช้มันเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองต่อไป

วันนี้ธรรมชาติเตือนภัย เพื่อให้เราเตือนใจ และเตือนตน เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ เพราะเรามีพระเจ้าอยู่กับเราในทุกกรณี....

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สงครามในหัว

 

สงครามในหัว

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวันนี้ถูกขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

หลายคน หลายเวลา เหนื่อยจนล้มไม่ลุก

เสียงคนรอบข้างบอกให้ “สู้สู้” “ลุยเลย” “อย่าหยุด”

แต่เสียงในหัวของเราบอกว่า “คนเราไม่ใช่เครื่องจักร”

ไม่จำเป็นต้อง ชนะทุกวัน ไม่ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ

และไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งตลอดเวลา

มันเหมือนเกิดความขัดแย้ง เป็นสงครามย่อย ๆ ภายใน

จะฟังเสียงในหัวที่มาจากใจหรือจะฟังเสียงสังคม

แต่...ก็มักจะแพ้กระแสเสียงสังคม

เหมือนถูกรุมล้อม หาทางออกแทบไม่ได้..


สงครามใดมิเท่าสงครามภายในใจตน

ในทุก ๆ วัน ต้องรบรากับความคิดตนเองตลอดเวลา

ใช่หรือไม่ เมื่อใดเอาชนะใจตนเองได้ชีวิตเราจะสงบลงทันที

สงครามจะไม่เกิด ถ้าเราชนะจิตใจตน

คิดดีและลงมือทำย่อมได้ชีวิตที่ดี

สงคราม ความรุนแรง สภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคม เหตุการณ์บ้านเมือง

ความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจและพฤติกรรมของผู้คน

ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เราจะกะเกณฑ์ได้ เราจะทำได้เพียง

ดูแลความโลภ ความโกรธ ความหลงของตัวเองให้ดี

ดูแลความคิด คำพูด และการกระทำให้ สะอาดเท่าที่ทำได้

บางวันไม่ต้องชนะใคร แค่รักษาใจตัวเองให้ไม่ล้ม

จงฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ชัดที่สุดไม่ต้องพยายามสู้ทุกวัน...

บางวันแค่ “ไม่แพ้ใจตัวเอง” นี่แหละชัยชนะที่ควรคู่

โลกนี้ล้วนหลากหลาย เป็นแสงส่องในแบบของตัวเองให้ได้ อย่างไรเสียแสงของเราก็อาจจะสว่างให้กับใครก็ได้ที่ผ่านไปผ่านมา

อย่าปล่อยให้ความคิดด้านลบ พาเราดิ่งลงไป ก็ถือว่า “ชนะแล้ว” เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ปัญหาภายนอก แต่คือ “ใจเราเอง”

บางครั้งเราอยากสนทนาธรรม อยากแบ่งปันข้อคิดดี ๆ  แต่กลับพบว่า...ไม่มีใครอ่าน หรืออ่านแล้วก็วิจารณ์

โลกที่เต็มด้วยผู้คน แต่รู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนเสียงของเราหายไปในอากาศ แต่ความจริง เสียงที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เสียงคนอื่นหรอก แต่คือ “เสียงหัวใจของเราเอง”

หัวใจเราฟังเพื่อให้เราเข้าใจตัวเอง คือ เสียงที่ซื่อสัตย์ที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และไม่มีวันโกหก

อย่าปล่อยให้สงครามในตัวเราเกิดขึ้น เพราะกลัวคนอื่น ประสานเสียงในใจและเสียงในหัวให้เป็นหนึ่งเดียว และเราจะพบกับสัญญาณของกาลเวลา เพื่อเราจะได้เตรียมในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยมีพระเจ้าเป็นกำลัง เป็นพลังให้เราเสมอ...

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วันวัดว่าง

 

วันวัดว่าง

ยามบ่ายของวันหนึ่ง ฝนตกอยู่นาน จะไปไหนก็ลำบาก

ตัดสินใจเดินไปหลบฝน เข้ามาในวัด เป็นวัดที่ว่าง ๆ ไม่มีพิธีกรรมใด ๆ ในเวลานี้

ดูนิ่ง สงบ ไปเสียทุกอย่าง แม้ด้านนอก จะมีฝนฟ้า ถนนเต็มได้ด้วยรถรา

คิดถึงถ้อยคำของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่เขียนไว้ว่า

สถานที่อันพึงเคารพของทุกศาสนา เต็มล้นไปด้วยเครื่องบูชาสักการะ และถ้อยคำอธิษฐาน วิหารในใจเรากับว่างเปล่ามาเนิ่นนาน ...” (วิหารที่ว่างเปล่า)

            รำพึงต่อ เมื่อใจนิ่ง ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ เงียบตามมา

บางเวลาในวิถีชีวิต สิ่งที่ยากจะจัดการคือ “ใจข้างใน” ที่วุ่นวาย

เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ คำพูดธรรมดาก็กลายเป็นมีดบาดใจ            

นี่ไม่ใช่การ “นิ่งเฉย” แต่คือ “นิ่งเพื่อมองเห็น”  

วัดว่าง ๆ
        
   
  ฉันจะ
ไม่ติเตียน จะไม่วิจารณ์ จะไม่ยุ่งเรื่องของใคร…เพราะตัวเองก็ไม่ใช่คนดี เรื่องลำพังก็ยังเอาตัวไม่รอด ตัวเองไม่ได้สมบูรณ์แบบ 

        ฉันจะไม่ถกเถียง จะไม่ตัดสินใคร… เพราะไม่ได้คิดถูกทุกอย่างเสมอไป ตัวเองก็ยังเคยพลาดพลั้งนับครั้งไม่ถ้วน

ฉันจะไม่ซ้ำเติม จะไม่ดูถูกใครใคร… เพราะยังหวังว่าคนอื่นจะให้อภัยในวันที่ผิดพลาด และรู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลง มีวงจรชีวิต มีจังหวะเวลา

ฉันขอเพียงจะพยายามแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นในทุกวัน จะไม่ไปตำหนิคนอื่นให้เสียเวลาชีวิต

วัดที่ว่างเปล่าดูสงบ พาให้วิหารในใจปล่อยวางจากความวุ่นวายทั้งปวง มาสร้างวิหารในใจของเราให้ศักดิ์สิทธิ์และสวยงามด้วยกัน