วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2563

เจ้าชิงช้า

 

เจ้าชิงช้า

วันหยุดชดเชยที่ภาครัฐจัดให้มีในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนหลายครอบครัวถือโอกาสออกจากเมืองหาที่พักผ่อนเพื่อให้คลายจากการถูกตีกรอบด้วยวินัยและพื้นที่จากมาตรการป้องกันโรคโควิด -19 กันอย่างเนื่องแน่น แม้ว่าบางที่ที่ไปพักยังต้องปฏิบัติตามวินัยอย่าเคร่งครัดอยู่ เพราะหลายประเทศรอบบ้านเมืองเรา สถานการณ์ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังดีที่ได้ออกจากที่เดิม ๆ บ้าง ได้เห็นโลกที่ต่างมุม ได้สูดบรรยากาศที่สดชื่น ได้รื่นรมย์กับธรรมชาติ ใช่หรือไม่ ชีวิตคนเราจะอย่างไรเสียก็ยังต้องพึ่งพาธรรมชาติปลอบประโลมและเยียวยาต่อลมหายใจให้ยืนยาวขึ้นอยู่ดี แม้เราจะสร้างตึกรามบ้านช่องสร้างเมืองกันไว้อย่างสวยงามและยิ่งใหญ่ เอาเข้าจริง...ใครเล่าจะละทิ้งสิ่งสร้างตามธรรมชาติอันสวยงามได้ ยิ่งธรรมชาติหลังจากมีเวลาพักฟื้นฟูตัวเองจากการไม่มีมนุษย์เข้าไปรุกราน ยิ่งมีความงามกลับมาตามเดิม จนอดที่เรา ๆ ท่าน ๆ จะต้องกลับไปชื่นชมไม่ได้ สิ่งที่น่าระวังสักหน่อย คือ ระหว่างชื่นชมกับรุกรานนั้นห่างกันไม่มากนัก!!!....


ใต้ต้นไทรงามยามสาย ต้นที่ดูยิ่งใหญ่ แต่อ่อนโยนด้วยสายไทรที่พลิ้วไหวตามแรงลม ริมแม่น้ำบางปะกง เก้าอี้กึ่งนั่งกึ่งนอนพอที่จะแหงนหน้ารับแสงแดดที่ลอดแหวกใบไม้ สาดส่องลงมา  แสงแวววับเป็นจังหวะตามคลื่นลมพัดผ่าน ใบไม้บางใบที่ถึงกาลเวลาก็ปลิดปลิวร่วงหล่นลงมายังเก้าอี้ที่ใช้พักเอน บางใบหล่นมาบนตัวพอให้ได้กลิ่นยาง บางจังหวะมีเสียงลมกระทบกิ่งก้านพอให้ได้เคลิ้มฝัน นี่จึงเป็นเวลาที่แนบชิดสนิทกับสิ่งสร้าง เป็นเวลาที่จะนิ่ง เงียบ ฟังเสียงที่แตกต่างไปจากชีวิตประจำวัน จากที่มีแต่เสียงเครื่องยนต์ เสียงผู้คน เสียงดนตรีสังเคราะห์ เป็นเวลาเหมาะที่ทำให้ร่างกายและจิตวิญญาณหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในสันติสุขใต้ร่มไม้ใหญ่ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นานนัก อย่างน้อยก็พลอยได้ฟื้นฟูให้จิตใจเห็นความงามตรงหน้า เห็นการเอื้ออาทร เห็นห่วงโซ่แห่งการเกื้อกูลกันของสรรพสิ่ง


ไม่ห่างกันมากนักใต้ต้นไทรใหญ่นี้ยังมี “ชิงช้า” ใหญ่แขวนอยู่ กำลังรอคอยใครสักคนมานั่งแกว่งไกว ชิงช้าค่อย ๆ เคลื่อนเลื่อนลอยตามแรงผลัก ความงามอยู่ที่การค่อย ๆ โยนไปหน้าโอนไปหลัง แกว่งแรงก็โยกย้ายแรง แล้วไม่นานก็จะค่อย ๆ ช้าลง รอแรงดันแรงผลักครั้งต่อไป แล้วก็ชิงกลับมาช้าใหม่ หากชีวิตเราดำเนินตามรอยชิงช้าบ้างก็จะดีไม่น้อย เพราะโลกวันนี้เราเห็นแต่การชิงดีชิงเด่น ชิงเก่งชิงโก้ ชิงเร็วชิงไว ใครเร็วกว่าคนนั้น คือ คนที่ประสบความสำเร็จ การแย่งชิง แข่งขันเป็นวัฒนธรรมใหม่ที่คนยุคนี้ต้องมี  เราทุกคนตกหลุมพราง จึงแสวงหาในสิ่งไร้คุณค่า ด้วยการสะสมมูลค่า เราสร้างตัวตนจนหลงลืมคนรอบข้าง เรามุ่งหน้าไปให้เร็ว ใครช้าถูกทิ้งขว้าง เพื่อไปคว้าชัยคว้าชื่อมาประดับไว้เป็นที่ต้น ๆ ของทุกเรื่อง แล้วก็มาวางมาดวาดท่าเขื่องใส่กัน เมื่อได้มีชื่อเสียงมีคนยกยอ ใครจะพูดใครจะเสนอก็ไม่ฟัง ความคิดคนอื่นไม่ได้เรื่อง ต้องทำในสิ่งที่เราเป็นคนคิดเท่านั้น แล้วก็นั่งภาคภูมิใจอย่างโดดเดี่ยว ไร้คนเหลียวแล แม้จะมีบ้างอาจจชื่นชมต่อหน้าเพื่อให้ผ่านไปอย่างสอพลอ เรื่องแบบนี้เราพบเห็นเกิดขึ้นมากมาย เห็นจนหน่ายเหนื่อย กลับความไม่จริงใจของผู้คน เราวิ่งวุ่น เรารู้มาก เราเก่งกันไปเพื่ออะไร? เพื่อตัวเองเท่านั้น หรือแค่ยกมากล่าวอ้างว่าทำเพื่อคนอื่นให้ตัวเองดูดี... เจ้าชิงช้าที่ไร้คนนั่ง เอื้อย ๆ ยังรอคอยคนที่จะแสวงหาความสงบอยู่ตรงนั้น

ใช่หรือไม่ ชีวิตที่ช้าก็ใช่ว่าจะไร้ค่า หากจะสังเกตกัน ในท่ามกลางความรวดเร็วของนวัตกรรมโลกวันนี้ ก็ยังต้องการจุดพักบ้าง ทุกสิ่งมีวงจรจังหวะเร่ง จังหวะผ่อน แต่คนเรากลับชอบจังหวะเร่งกันมากกว่า รถยนต์ยิ่งวิ่งเร็วยิ่งร้อนย่อมต้องแวะพักเครื่อง ชีวิตเราวันนี้อาจจะเร็วและแรงแซงกันอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย หากไม่เรียนรู้ที่จะพัก ที่จะช้าลงบ้าง อาจจะน็อคช็อกลงได้ในสักวัน การชิงช้ามิได้ทำให้ชีวิตเราหยุด แต่การชิงช้าทำให้เรามีเวลาไต่ตรองและรอบคอบในการดำเนินเดินทางต่อไปได้มากขึ้น และชิงช้ายังสอนเราว่า หากไร้ที่ยึดแขวนชิงช้านั้นก็ไร้ความหมาย อะไรเล่าที่เป็นหลักยึดแขวนจิตวิญญาณของเราในวันนี้ สิ่งนั้นคือ ใช่...ทรัพย์สิน ชื่อเสียง คำยกย่องสรรเสริญหรือ?... ความรักความเมตตาที่มีต่อกัน สายสัมพันธ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้าหนึ่งเดียวต่างหาก ที่เกี่ยวร้อยเราให้ชีวิตนี้มีสันติสุขด้วยกันตลอดไป... 

ไม่มีความคิดเห็น: