วันเสาร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560

หยุดเพื่อก้าวต่อไป

หยุดเพื่อก้าวต่อไป
ในระหว่างทางขับรถไปทำภารกิจที่หัวหิน ขณะที่ต้องผ่านวังไกลกังวล ได้พูดกับทุกคนในรถว่า พวกเรากำลังจะผ่านบ้านพ่อ โดยไม่ต้องกล่าวอะไรต่อ ทุกคนต่างยกมือไหว้กราบสวัสดีพ่อหลวงผู้สถิตในดวงใจเราทุกคน เพียงผ่านประตูรั้ววังความรู้สึกว่าคิดถึงพระองค์ท่านก็พลันบังเกิดขึ้นอย่างมากมาย พระองค์ผู้ที่เราคนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าอาลัยต่อการจากไปแบบไม่มีวันหวนคืนกลับมาจนมาถึงวันครบหนึ่งปี มีเรื่องราวมากมายที่ทิ้งความทรงจำอันงดงามไว้ให้เราได้เรียนรู้ ให้เราได้มีกำลังใจในการก้าวต่อไปในวันข้างหน้า ด้วยการช่วยกันสร้างความดีต่อสังคม ต่อผู้อื่น การจากลาของใครคนใดคนหนึ่งมีค่าควรจดจำนั่นเป็นผลมาจากการกระทำตอนที่มีลมหายใจอยู่


เมื่อมาถึงที่หมายมีเวลามายืนริมหาดมองดูผู้คนผ่านไปผ่านมา เราไม่ใคร่จะสนใจใยดีนักว่าคนเหล่านั้นเป็นใครมาจากไหน เราเหมือนต่างคนต่างผ่านกันเลยไป ความเป็นพี่น้องคนไทยน้อยลงไปทุกที เราต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างเก็บเกี่ยวและกอบโกย ต่างคนต่างไม่ใส่ใจกันแม้กระทั่งคนในสถานที่เดียวกัน ยังต่างคนต่างอวดเบ่ง ต่างคนต่างดูแคลนหยามหยันกัน อาจจะด้วยฐานะ ด้วยตำแหน่งที่ใหญ่กว่า จนอดคิดไม่ได้ว่า พระองค์ท่านผู้ที่เป็นเจ้าแผ่นดิน บ่อยครั้งท่านมิได้อวดใหญ่อวดโต รู้จักที่จะเคารพต่อผู้อื่นตลอดมา ดังมีผู้ทำงานใกล้ชิดได้เล่าไว้ในหลาย ๆ เรื่อง
25 พ.ย. 2535 ดึกคืนนั้นในหลวง ทรงขับรถยนต์พระที่นั่ง Jeep Wagoneerด้วยพระองค์เองไปยังลำพะยัง บ้านกุดตอแก่น เพื่อวางแผนจะสร้างอ่างเก็บน้ำไว้กักเก็บน้ำให้ชาวบ้าน ทรงขับไปยังพื้นที่ที่เต็มไปด้วยถนนขรุขระสุดๆ เป็นทางเกวียน ชายป่าละเมาะ รถกระเด้งกระดอน พอถึงก็เสด็จพระดำเนินต่อ ท่ามกลางความมืดไปในทุ่งนาตะปุ่มตะปุ่ม โดยมีไฟฉายของมัคคุเทศน์ส่องนำทางเท่านั้น พอถึงสระบัวของชาวบ้าน มีรั้วลวดหนามกั้นอยู่ เส้นทางต้องผ่านที่นี่เข้าไป ในหลวงทรงห้ามไม่ให้ตัดลวดหนาม โดยทรงให้เจ้าหน้าที่ถ่างลวดหนาม แล้วพระดำเนินมุดรั้วลวดหนามเข้าไป



ความรู้สึกของผม (อธิบดีกรมชลประทานที่ตามเสด็จ) ขณะนั้นบอกไม่ถูก นึกรำพึงในใจว่า จะมีพระเจ้าแผ่นดินหรือประมุขของประเทศไหนหนอในโลกนี้ ที่จะทรงตรากตรำพระวรกายดั้นด้นจนถึงขั้นทรงมุดรั้วลวดหนาม เพื่อเสด็จไปทรงหาน้ำให้ราษฎร ยิ่งกว่านั้นพระองค์ท่านทรงหันกลับมามีพระราชดำรัสเตือนว่า....
อธิบดีอย่าลืมซ่อมรั้วให้เขานะ
คืนนั้นขณะที่คนไทยกำลังดูละคร หรือหลับไปแล้ว แต่ ณ บ้านกุดตอแก่น ชายชราวัย 65 กำลังทำงานหนักเพื่อหาหนทางช่วยเหลือลูก ๆ (เรื่องราวของพณฯท่านสวัสดิ์ วัฒนายากร องคมนตรีและอธิบดีกรมชลประทานสมัยนั้น ~จากหนังสือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับคณะองคมนตรี)
และด้วยความที่เริ่มจะคุ้นเคยกับคุณลุงสีผู้มีอาชีพขายอาหารริมชายหาด ที่เมื่อไปครั้งใดเป็นต้องถามทุกข์สุขต่อกันและกัน และมักได้รับบริการที่ดี ลุงมิได้กระทำการแบบนี้ต่อคนใดคนหนึ่ง แต่ต่อทุกคนที่เข้ามาสั่งหรือเพียงผ่านหน้าร้านลุง หลายครั้งนั่งดูลุงต้อนรับแขกทั้งคนไทยและคนต่างชาติแบบมีสัมมาคารวะ แบบเป็นกันเอง ทั้ง ๆ ที่อายุลุงไม่ได้มากขนาดแก่หง่อม แต่ทุกคนเรียกว่า ลุงได้เต็มปากเต็มคำก็เพราะความเอาใจใส่ต่อผู้คนดั่งผู้ใหญ่ใจดี บางทีคนเราก็วัดกันที่อายุไม่ได้ เราให้คุณค่าคนที่การกระทำมากกว่า เคยคุยกับลุงว่าดูอายุไม่เยอะเรียกพี่ได้มั๊ย ลุงสีหัวเราะแล้วบอกว่า คนแถวนี้เขาเรียกกันแบบนี้ นี่เป็นความน่ารักแบบไทย ๆ การเรียกขานตัวเองเพื่อให้ดูเหมือนว่าเป็นญาติผู้ใหญ่ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น เหมือนเวลาพระองค์ท่านออกเยี่ยมประชาชน พระองค์ท่านมักจะให้ความเคารพและแสดงความใกล้ชิดอย่างสนิทใจต่อทุกคนที่เสด็จเยี่ยม


วันหนึ่งพระองค์ท่านเสด็จฯ เยี่ยมเยียนพสกนิกรของท่านตามปกติที่ต่างจังหวัด ก็มีชาวบ้านมาต้อนรับในหลวงมากมาย ซึ่งพระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินมาตามลาดพระบาทหลวง ทีนี้ที่แถวหน้าก็มีหญิงชราแก่คนหนึ่งได้ก้มลงกราบแทบพระบาทแล้วก็เอามือของแกมาจับพระหัตถ์ของในหลวง
แล้วหญิงชราท่านนั้นก็พูดว่า ยายดีใจเหลือเกินที่ได้เจอในหลวง แล้วก็พูดกับในหลวงว่ายายอย่างโน้น ยายอย่างนี้ อีกตั้งมากมาย แต่ในหลวงก็ทรงเฉย ๆ มิได้มีพระราชกระแสตอบว่ากระไร
ทีนี้พวกข้าราชบริพารก็มองหน้ากันใหญ่ กลัวว่าพระองค์จะทรงพอพระราชหฤทัยหรือไม่ แต่พอพวกเราได้ยินพระองค์รับสั่งตอบกับหญิงชราคนนั้น ก็ทำให้เราถึงกับกลั้นหัวเราะไว้ไม่ไหว เพราะพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า เรียกว่ายายได้อย่างไร อายุอ่อนกว่าแม่ฉันตั้งเยอะ ต้องเรียกน้าซิ ถึงจะถูก !


ใช่หรือไม่ แม้ว่าเรากำลังอยู่ในช่วงแห่งการสูญเสีย และช่วงที่จะมีพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลายคนไม่อยากจะให้ถึงเวลาช่วงนั้น หลายคนอยากจะให้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีพิธีในวันนั้นเกิดขึ้น เราหยุดเวลาไม่ได้ แต่เราหยุดพักจิตพักใจได้ และนำบทเรียนของพระองค์ท่านนำมาเลียนแบบแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เพื่อเราจะก้าวหน้าเดินต่อไปตามรอยพระองค์ท่าน

ไม่มีความคิดเห็น: