วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2558

หยาดหยดที่งดงาม

หยาดหยดที่งดงาม
ภาพร่างหนูน้อยไร้วิญญาณเกยอยู่ที่ชายหาดในประเทศตุรกี ที่แชร์กันไปทั่วโลก สร้างปรากฏการณ์ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมได้มากมายเลยทีเดียว ชนิดที่เรียกว่าพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ร่างน้อย ๆ สร้างแรงกระเพื่อมแห่งจริยธรรม สร้างความมีเมตตาต่อมนุษย์ด้วยกันได้อย่างยิ่งใหญ่ ท้องฟ้า ท้องทะเล กว้างใหญ่ไพศาล สิ่งเล็ก ๆ ที่ล่องลอยมาเกยนั้น ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงปรับสู่ความสมดุลได้อย่างดีงามสิ่งใดที่เราทำแม้เพียงน้อยนิดย่อมมีผลกระทบต่อสรรพสิ่งบนโลกนี้ทั้งนั้น นี่เป็นการสะท้อนในคุณค่าของสิ่งมีชีวิต  ไม่น่าเชื่อเด็กตัวเล็ก ๆ กลายเป็นเครื่องมือที่ยิ่งใหญ่ตีสอนโลกที่หลงทิศหลงทาง ที่สร้างแต่ความบาดหมาง สร้างแต่ทางทุกข์ให้กันอยู่ร่ำไป ได้หยุดและหันมามองกันมากขึ้น
ภาพ :http://www.meekhao.com/wp-content/uploads/2015/09/3-years-old-syrian-dead20.jpg
สงคราม ความขัดแย้ง ความเกลียดชัง การบ้าคลั่งในลัทธิที่ผิดหลง ทำให้หลายล้านชีวิตที่ไม่คิดจะตอบโต้ความรุนแรง ที่แสดงความรักในตัวเองรักในครอบครัว พยายามหนีความโง่เขลาของผู้กระหายหาความรุนแรงในรูปแบบของสงคราม เพื่อให้รอดพ้นจากความทุกข์แค้นเคือง ใครเล่าอยากจะละทิ้งถิ่นกำเนิดเกิดกายหากไม่ถึงที่สุดจริง ๆ นี่เป็นโศกนาฏกรรม
อับดุลเลาะห์ เคอร์ดี ผู้รอดชีวิตแต่สูญเสียสมาชิกทุกคนในครอบครัว เล่าว่านับจากที่กองกำลังรัฐอิสลาม หรือ IS บุกโจมตีและยึดครองเมืองไว้ ตนจึงตัดสินใจทิ้งบ้านเกิด เดินทางข้ามไปยังตุรกี จากนั้นนั่งเรือมุ่งหน้าไปยังเกาะคอสของกรีซ แต่เพราะมีผู้ลี้ภัยมากเกินกว่าจะรับน้ำหนักได้เรือจึงล่ม
ช่วงที่เรือกำลังจะพลิกผมรีบไปหาลูกเมีย ก่อนที่เราทั้งหมดจะตกลงไปในน้ำ เมียผมเกาะอยู่บนเรือที่คว่ำ ผมเลยมองหาลูก และเข้าไปพยุงให้พวกเขาขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อจะหายใจได้เป็นพัก ๆ ต้องช่วยสลับไปทีละคนทีละคน ผมคิดว่าเราอยู่ในน้ำราว 3 ชั่วโมง ผมมองอย่างสิ้นหวังเมื่อลูกคนหนึ่งหมดแรงแล้วค่อยๆ จมลงไป ผมรีบดันอีกคนไปไว้กับเมีย แต่..ผมขอโทษ ผมจับมือเมียไว้ แต่มือลูกลื่นหลุดไปแล้วชายผู้สูญเสียกล่าว
นายอับดุลเลาะห์ เคอร์ดี เหยื่อสงครามที่เสียลูกเมียไปอย่างไม่มีวันกลับ กล่าวเพียงว่า ในฐานะพ่อที่สูญเสียลูก ผมไม่ได้ต้องการอะไรจากโลกนี้อีกแล้ว สิ่งเดียวที่อยากขอคือให้โศกนาฏกรรมในซีเรียขณะนี้ยุติลงทันที
นับตั้งแต่ต้นปีถึง ณ ตอนนี้ จำนวนตัวเลขผู้อพยพที่ขึ้นฝั่งหรือเดินทางมาถึงยุโรปกลับพุ่งสูงต่อเนื่องไม่เว้นวัน ตัวเลขผู้อพยพที่ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนพุ่งสูงถึง 350,000 คนแล้ว ( http://btsstation.com)
เห็นผู้อพยพหนีภัยสงครามมากขึ้น ทำให้เรารู้สึกหดหู่เหลือเกิน โลกเกิดมีสำนึกร่วมกัน หลายประเทศตื่นตัว เปิดรับผู้อพยพมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นไม่สนใจหรือมีบ้างบางประเทศพยายามผลักดันไปให้พ้น ๆ อาณาเขตแดนของตัวเอง เขตแดนที่ต่างก็เคยไปช่วงชิงมาจากผู้อื่น ยิ่งคิดยิ่งย้อนให้เห็นความแปลกประหลาดในหัวจิตหัวใจของมนุษย์เรา ในสมัยหนึ่งเชื้อชาติที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่ออกไปทั่วโลกเพื่อไล่ล่าเมืองขึ้น แล้วก็บังคับข่มขู่ให้คนด้อยกว่ามาอยู่ในอาณาเขตของตัวเอง เพื่อจะใช้เป็นแรงงานพัฒนาประเทศ ครั้นเมื่อมาถึงยุคนี้ ยุคที่เจริญแล้ว กลับบังคับข่มขู่คนด้อยกว่าไม่ให้เข้ามาแย่งชิงสิ่งสร้าง ที่คิดว่าเป็นของตัวเอง เรามาถึงจุดนี้จนได้จุดที่ต้องมีการสูญเสียแล้วจึงคิดจะแบ่งปัน จากหยาดหยดแห่งความทุกข์ของหนูน้อยไอย์ลาน เคอร์ดี วัย 3 ขวบ
ความเมตตา การช่วยเหลือกันและกันเท่านั้นคือสิ่งที่จะช่วยเยียวยาความโหดร้ายของสงครามนี้ได้ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิสได้ตรัสว่า “ให้ทุกเขตวัด ทุกหมู่คณะนักบวช อารามทุกแห่ง และสักการะสถานในยุโรปร่วมเป็นครอบครัวเดียวกัน พ่อจึงขอเรียกร้องการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจากเราทุกคน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้จะเริ่มต้นทันทีที่วาติกันเป็นที่แรก วัดคาทอลิก 2 แห่งในเขตวาติกันจะดำเนินการรับครอบครัวผู้ลี้ภัยไปพักอาศัยด้วย” สิ่งนี้สอนเราว่า ต้องเปิดใจในความมีเมตตาจิตต่อกัน ใช่..ในมุมเล็กๆ เราคงพบเห็นความมีเมตตาที่เป็นดังหยาดหยดที่งดงามได้เสมอ เฉกเช่นมีคน ๆ หนึ่งนั่งรถประจำทางมาทำงานทุกวัน สิ่งหนึ่งที่พบเจอบ่อย ๆ คือผู้หญิงสูงวัยคนหนึ่งจะซื้อน้ำ ซื้อกาแฟมาฝากให้พนักงานเก็บเงินและคนขับรถ จนกระทั่งเขาได้ถ่ายเป็นคลิปและนำมาโพสต์บนโลกออนไลน์เพื่อชื่นชม (คลิปครูเป๊ะ  http://www.plug-innews.com/2067)ตอนที่เห็นครั้งแรกก็ชื่นชมอยู่ในใจ ในเวลาต่อมาทราบว่าผู้หญิงคนนั้นคือคนที่เรารู้จัก เป็นคุณครูในโรงเรียนเซนต์หลุยส์ศึกษา  ที่เราเรียกจนติดปากว่า “ครูเป๊ะ” ครูผู้เข้มงวดนักเรียน แต่หลังเวลาเรียนครูคือคนที่ใจดีมีน้ำใจ มองเห็นความต้องการของผู้อื่นเสมอ สิ่งนี้คือสิ่งที่คุณครูสร้างแบบอย่างไว้ในชุมชนแห่งนี้อย่างเงียบ ๆ มากว่า 30 ปี



เคยมีโอกาสได้พูดคุยในครั้งที่ไปส่งคุณครูปากทางเข้าบ้าน (ก่อนจะมีคลิปนี้หลายเดือน) มีคนร่วมทางถามครูว่า ทำไมซื้อน้ำซื้อของไปฝากพนักงานขับรถและกระเป๋ารถ ครูเล่าว่า ครูต้องออกจากบ้านแถวบางนาตั้งแต่เช้ากลับก็ดึก ๆ เพราะครูจะอยู่ช่วยงานที่โรงเรียนมักกลับเป็นคนสุดท้ายเสมอ จะใช้เวลาบนรถเมล์นอนหลับบ้าง กลัวว่าจะเลยป้าย จึงมักชวนกระเป๋ารถคุยไถ่ถามสารทุกข์สุข พอถึงป้ายกระเป๋าก็จะเรียกให้ตื่นและลงตรงป้ายเสมอ จริง ๆ แล้วนี่เป็นความน่ารักที่มักไม่มีการโอ้อวด สิ่งที่ทำ แท้แล้วล้วนทำด้วยหัวใจแห่งเมตตา ครูมีเมตตากับทุกผู้คน ครูเป๊ะเป็นเหมือนหยาดหยดที่งดงาม ทำในสิ่งเล็ก ๆ แต่ยิ่งใหญ่สำหรับโลกวันนี้ที่ขาดแคลนน้ำใจ และหยาดหยดของน้ำใจครูนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับลูกศิษย์ที่ผ่านการอบรมจากชีวิตของครู แน่ล่ะครูไม่ต้องการให้ใครมากล่าวยกย่องสรรเสริญ แต่ในฐานะคนร่วมรั้ว ร่วมชุมชนก็อดที่จะภาคภูมิใจ ที่เรามีแบบอย่างที่งดงามนี้ และขอนำแบบอย่างเมตตาจิตของคุณครูมาใช้ในวิถีชีวิต ใช่หรือไม่ หยาดหยดแห่งความเมตตาเมื่อมาหลอมรวมกันมาก ๆ ย่อมกลายเป็นมหานทีที่จะสร้างความร่มรื่นให้กับทุกสรรพชีวิต เพื่อว่าโศกนาฏกรรม ความโหดร้ายใด ๆ ในโลกในชีวิตของเราแต่ละคนจะลดน้อยถอยลงไปได้บ้าง....

ไม่มีความคิดเห็น: