วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

เป็นคนไหนในโลกที่บอกเราว่า 2+2=5


เป็นคนไหนในโลกที่บอกเราว่า 2+2=5
ในขณะที่กำลังเตรียมเนื้อหาเพื่อไปบรรยายพิเศษที่บ้านเณรใหญ่แสงธรรม สามพราน ในหัวข้อเรื่อง นวัตกรรมยุคใหม่ในเส้นทางแห่งความเชื่อ  คิดหาบทสรุปเพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ฟังว่าเราควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร ที่จะเปิดประตูแห่งความเชื่อออก เพื่อบอกให้โลกได้รับรู้ว่า เรา (ผม/คุณ)...ผู้ที่มีความเชื่อ คนที่ไว้วางใจในพระ รักความจริง แม้จะอยู่ในสังคมจอมปลอม สังคมที่ถูกกดทับด้วยการสร้างกระแส และความต้องการพิสูจน์ทุกเรื่องด้วยตรรกะของสมองคนคิด อย่างลำบากเพียงใด แต่หากมีหัวใจและจิตวิญญาณของเรา(ผม/คุณ)ที่มั่นคง เราก็อาจจะเป็นประกายไฟเล็กๆที่ส่องสว่างในท่ามกลางความมืดมนก็เป็นไปได้ จึงทำให้คิดถึงคลิปหนังสั้นเรื่องหนึ่ง เป็นหนังสั้นของอิหร่านชื่อเรื่องว่า “2+2=5” เป็นบทสรุปการบรรยายน่าจะดีที่สุด วันนี้จึงขอนำมาแบ่งปันในที่นี่ด้วย เรื่องมีอยู่ว่า ....

 เหตุการณ์เกิดขึ้นที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในชั้นเรียนที่ถูกสมมุติขึ้น ห้องเรียนสีทึมๆ บรรยากาศชวนให้อึดอัด ครูหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้อง สั่งให้ทุกคนเงียบแล้วฟังเสียงครูใหญ่ ที่มองไม่เห็นตัวได้ยินแต่เสียงผ่านเครื่องขยายเสียง ประกาศให้นักเรียนทุกห้องได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และขอให้ทุกคนให้ความร่วมมือกับครูที่สอน อำนาจทั้งหมดขอมอบให้ครู จากนั้นครูหนุ่มคนนั้น ก็จดชอล์คลงบนกระดานดำว่า “2 + 2 = 5”  พร้อมทั้งย้ำให้นักเรียนทั้งชั้นพูดตามว่า สอง บวก สอง เท่ากับ ห้า ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนสะกดจิตให้รับรู้ว่า สองบวกสองเท่ากับห้า 
หลังจากนั้นมีนักเรียนคนหนึ่งลุกขึ้นโต้เถียงว่า ก็ครูเคยสอนว่า 2+2 เป็น 4 ครูแก้ว่าต้องตอบใหม่ว่า 5  แล้วครูก็ไปถามอีกครั้ง นักเรียนคนเดิมก็ยังตอบ 4 เหมือนเดิม เขาเข้มแข็งมาก ยืนกรานว่าตอบ 4 จนครูโมโห แล้วต้องออกไปตาม นักเรียนดีเด่นสามคนของโรงเรียน เข้ามา ในขณะที่ครูออกนอกห้องไปนั้น เพื่อนนักเรียนคนอื่นๆในชั้น ต่อว่า นักเรียนคนนั้นที่ตอบคำถาม ว่า แกกำลังจะทำให้พวกเราเดือดร้อน!!!
เมื่อครูกลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนแห่งนั้น เพื่อมาฟังคำตอบของเด็กในห้องอีกครั้ง เด็กคนนั้นก็ยังตอบเหมือนเดิม ครูเลยให้ออกไปเขียนคำตอบบนกระดานหน้าห้อง โดยมีเด็กดีเด่นสามคน ทำท่าเล็งปืนไปยังตัวเด็กคนตอบ (ปืนที่มองไม่เห็น แต่มันคืออาวุธในการข่มขู่) เด็กคนนั้นก็ยังตอบ 4 เหมือนเดิม พร้อมกับเสียงปืนลั่นขึ้น หยดเลือดกระเซ็นไปติดกระดานดำ เด็กที่ตอบ 4 นอนตายอยู่ที่พื้น ครูก็ไปลบคำตอบ 4 บนกระดานที่เปื้อนเลือดออก แล้วเขียนคำตอบ 5 ตัวโตๆ ลงไปแทน
ในท้ายเรื่อง ครูก็ให้นักเรียนท่องๆ แล้วเขียน 2+2=5 ลงไปในสมุด นักเรียนคนหนึ่งก็เขียนตามบอกไป จนวินาทีสุดท้ายก่อนจบ เขาก็ขีดฆ่าเลข 5 ออก แล้วเขียนเลข 4 ลงไปแทน 
“Two And Two” เป็นภาพยนตร์สั้น ผลงานกำกับโดย บาบัค อันวารี ผู้กำกับชาวอิหร่านที่อาศัยในอังกฤษ ออกฉายเมื่อปี 2011  ได้รับเกียรติให้ฉายในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ อาทิ เทศกาลภาพยนตร์เรนแดนซ์ และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติฟอยล์ โดยเมื่อต้นปี 2012 หนังได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงในสาขาภาพยนตร์ขนาดสั้นยอดเยี่ยม รางวัลบาฟต้า หรือเทียบเท่ารางวัลออสการ์ของสหรัฐฯและได้รับความนิยมอย่างมากในโลกไซเบอร์

ดูหนังสั้นแล้วมาย้อนดูชีวิตอันสั้นๆของเราดูบ้าง ใช่หรือไม่ ในชีวิตจริงของเราเชื่อเสียงที่เราไม่เคยเห็นตัวตนมากมาย รวมทั้งเสียงภายในของเราด้วยซึ่งก็คือ เสียงของพระเจ้า แต่เอาเข้าจริงเมื่อมีเสียงอื่นๆมาสั่ง มากล่อม มาหลอก ให้เราหลงตาม เราก็ลืมเสียงภายในที่เป็นเสียงแห่งความจริงที่มีอยู่ในมโนสำนึก ด้วยความรักตัวกลัวตาย กลัวตกยุค กลัวไม่เหมือนคนอื่นหรือไม่ เราจึงเลือกที่จะเชื่อเสียงที่ทรงอิทธิพลเหล่านั้น เสียงที่ชี้นกเป็นหนูเราก็เชื่อ แล้วก็ก้มหน้าก้มตาว่าไปตามกระแส ทั้งๆที่ใจย่อมรู้ว่า อะไรคือความจริง อะไรคือไม่จริง สร้างความจริงอันจอมปลอมจนเป็นที่ยอมรับ ใครไม่เชื่อก็ถูกไล่ต้อนให้ออกไปให้พ้นๆ เราจึงเกิดความกลัว เสียงแห่งมโนสำนึกจึงลดหายตายจากจิตใจ ปล่อยให้จิตวิญญาณร้างว่างเปล่า...
ในด้านความเชื่อของเราคริสตชน อยู่ๆถ้ามีเสียงที่มองไม่เห็นมาบอกเราว่า ไม่มีพระเจ้าจริง พระเจ้าตายไปแล้ว โลกนี้มีเงินตราเป็นพระเจ้า ละทิ้งความเชื่อเก่าๆซะ แล้วมานับถือค่านิยมนี้แทน ไม่งั้นอยู่ไม่ได้แน่ในสังคมพร้อมทั้งเตรียมตัวตายได้เลย เราจะเป็นเด็กคนไหนในห้องเรียนสีทึมๆห้องนั้น เรากล้าที่จะยืนขึ้นแล้วตอบว่า ข้าฯเชื่อว่ามีพระเจ้าหนึ่งเดียว เชื่อในพระบุตร พระจิต หรือว่าเรากลับไปท่องแบบซ้ำๆซาก เงิน + เงิน = พระเจ้า หรือว่าเราเชื่อแบบแอบๆ โดยที่ไม่ให้ใครได้รู้ได้เห็นการเป็นพยานความเชื่อของเรา
แน่นอน การรักตัวกลัวตาย การเอาตัวรอดเป็นยอดคน เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม คือ สิ่งที่เราต้องเดินตาม กระแสไหลไปทางไหนเราก็ไปทางนั้น ความเชื่อในพระก็เช่นกัน เราเชื่อเพราะรู้ว่าสิ่งนี้คือความจริงแน่แท้ หรือเชื่อเพราะเขาบอกให้เชื่อ เชื่อแล้วกล้าทำตามความเชื่อนั้น หรือแค่แอบๆเชื่อ แอบๆทำ แน่ล่ะ...เราคงไม่กล้าเหมือนมรณสักขีที่ยืนขึ้นพลีเลือดเนื้อ (ถ้าเราอยู่ในบริบทเช่นนั้นเรากล้าทำได้ก็ประเสริฐ) สิ่งที่เราจะทำได้ในยุคนี้ เวลานี้ คืออยู่ในโลกทุนนิยม ด้วยคุณธรรมนิยม อยู่ในยุควัตถุนิยมด้วยวัตรศรัทธานิยม แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆก็อาจจะเป็นพลังที่หนุนนำเพื่อให้โลก ให้สังคมส่วนใหญ่ไม่เอนเอียงไปมากกว่านี้...
เรารับไม่ได้ที่เกลือจะกลับกลายไร้รสชาติและแสงสว่างจะถูกเก็บซ่อนไว้ (เทียบ มธ. 5:13-16)  สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ที่ 16 ทรงประกาศให้มีปีแห่งความเชื่อด้วยประโยคสำคัญนี้..

ไม่มีความคิดเห็น: