วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาอ่อน ปัญญาแข็ง ภาค 2

ปัญหาอ่อน ปัญญาแข็ง ภาค 2

ความต่อจากบทความตอนครั้งที่แล้ว ที่พูดถึงเรื่องการศึกษาในระบบ แน่นอนในเมื่อเราไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงให้ลูกหลานเรียนในระบบได้ เหมือนคนชาติอื่น แต่สิ่งหนึ่งที่เราควรปรับเปลี่ยนทัศนคติคือ การเรียนให้สูงๆหาใช่เป้าหมายของความสำเร็จในชีวิตเพียงอย่างเดียวไม่ หากแต่ว่าการศึกษาเป็นส่วนย่อยส่วนที่สำคัญส่วนหนึ่งของการสู่ความสำเร็จในชีวิต และความสำเร็จนั้นต้องเป็นการนำพามาซึ่งความสุข และความดีงามของชีวิตอีกด้วย

ในครั้งที่แล้วยังคงค้างคาเรื่องประวัติของ นายสตีฟ จอบส์ ผู้เปลี่ยนโลกเข้าสู่ยุคใหม่ ด้วยนวัตกรรมใหม่ ที่ โทมัส อัลวา เอดิสัน เคยทำนายไว้...

กว่าที่ นายจอบส์ จะได้พ่อแม่บุญธรรมก็เป็นเวลาหลายเดือน และเมื่อได้แล้วก็เกิดปัญหาอีก แม่ที่แท้จริงของเขาจับได้ว่า พ่อแม่บุญธรรมของเขาได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริง ซึ่งพ่อบุญธรรมไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ ที่สุดเธอก็ได้ยอมเซ็นมอบ จอบส์ ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ จอบส์ ได้เรียนมหาวิทยาลัย (แม่ที่แท้จริงของจอบส์ไม่อยากให้ลูกเหมือนตนที่ไม่จบมหาวิทยาลัย)

17 ปีต่อมา จอบส์ ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ที่ไม่เคยเลี้ยงดูเขา แต่เพียงแค่ 6 เดือนเท่านั้น ในมหาวิทยาลัยรีด จอบส์ ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมสะสมมาตลอดชีวิตหมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง จอบส์ จึงตัดสินใจลาออก การลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาภาคปกติที่บังคับเรียน ซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจเลย แต่ทว่าเขายังสามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้ นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก ซึ่งเมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษาภาคปกติจึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องอาศัยนอนกับพื้นในห้องของเพื่อนๆ ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงิน เพื่อนำไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด

แต่เขาก็ยังโชคดี ที่เขาสามารถเลือกที่จะไปเข้านั่งเรียนเฉพาะวิชาใดวิชาหนึ่งก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป จนกลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชาศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy)

จอบส์ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีต่อมา เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชเครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อนและทำให้แมคอินทอชกลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม

ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม ดังที่เราได้อ่านอยู่นี้ได้เลย ดังนั้นคำแนะนำของจอบส์ก็คือ คุณจะต้อง ไว้ใจและเชื่อมั่นขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

จากประสบการณ์ชีวิตของนายสตีฟ จอบส์ ตลอดจนผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตทั่วโลก ต่างก็แสดงให้เห็นว่า การได้เข้าเรียนและจบจากมหาวิทยาลัยไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการสร้างตัวและสร้างความสำเร็จในชีวิตเลย แต่การจะรู้อะไรนั้นขอให้มีความรู้จริงและลึกซึ้ง รู้ให้กว้าง ซึ่งหากมีความตั้งใจและมีความอุตสาหะก็ประสบความสำเร็จได้

ในขณะนี้ถึงแม้เขาจะมีสุขภาพไม่แข็งแรงและกำลังต่อสู้กับโรคร้าย แต่เขาไม่เคยท้อแท้ ท้อถอย คอยสร้างนวัตกรรมใหม่ให้โลกได้ใช้อยู่เสมอ เขากล่าวหลังจากการเปิดตัว iPad 2 เมื่อต้นเดือนมีนานี้ว่า การมีเพียงเทคโนโลยีอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ สิ่งที่ทำให้แอปเปิ้ลประสบความสำเร็จชนิดหัวใจร้องเพลงคือ การประสานเทคโนโลยีเข้ากับศิลปะและความเป็นมนุษย์

การเรียนรู้ในหลักวิชา เป็นขั้นตอนแรกในการพัฒนาสมอง ให้มีระบบระเบียบในการวิเคราะห์ตามหลักเหตุผล เมื่อสมองถูกพัฒนาอย่างถูกทางสติปัญญาย่อมเกิดขึ้น คิดต่อคิดต่าง ก่อเกิดเป็นความคิดสร้างสรรค์ และหากมีการต่อยอดปัญญาก็เกิดจนสามารถสร้างสมดุลกับมโนสำนึกได้ การตัดสินความถูกผิด ดี เลว ย่อมเป็นสิ่งไม่ยาก จากมโนสำนึกลึกลงไปสู่การพัฒนาจิตวิญญาณ ช่วยเหลือผู้อื่น ลดปัญหาให้ผู้อื่น และไม่เป็นต้นตอของปัญหา สิ่งเหล่านี้จะสร้างความงดงามให้กับโลกนี้

ปัญหาบางอย่างเพียงใช้ขั้นสมอง บางอย่างต้องใช้ปัญญา แต่บางเรื่องต้องอาศัยสามัญสำนึกและจิตวิญญาณในการแก้ไข นี่คือเส้นทางสู่ความสำเร็จของชีวิตที่แท้จริง และแน่นอน หากเราสามารถเชื่อมโยงการเรียนรู้ตามศาสตร์ของโลกนี้ เพื่อก่อให้เกิดศีลธรรม ความดีงาม ในชีวิต เราก็จะได้เป็น ดร. ทางจิตวิญญาณคนหนึ่งได้เหมือนกัน โลกนี้คือการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด ใครฝึกปรือปัญญาให้แข็งแรงปัญหาก็จะเป็นเรื่องจิ๊บๆ และยิ่งหากใครฝึกฝนจิตวิญญาณให้เข้มข้น สิ่งเย้ายวนตามโลกียะก็ไม่อาจจะทำให้เราหลงทางได้ และมองข้ามเรื่องแห่งตนไปมีเมตตาต่อผู้อื่น...นี่คือหนทางมหาพรต

ไม่มีความคิดเห็น: