วันเสาร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2553

อวดตัว กลัวอาย

อวดตัว กลัวอาย

มีคนจำนวนไม่น้อย ในโลกน้อยๆใบนี้ ที่คิดว่าตัวเองรู้ไปเสียทุกเรื่อง แม้กระทั่งตัวเราเอง ในห้วงหนึ่ง ช่วงหนึ่ง จังหวะหนึ่ง ก็เคยคิดว่าเราเก่ง เราเลิศ รู้ไปเสียทุกเรื่อง ทำตัวเป็นพหูสูต เชี่ยวชาญในทุกกรณี ใครถามอะไรมาตอบได้หมด จนรู้สึกภาคภูมิใจหลงใหลในความเป็นเรา และเมื่อเวลาเดินทางมาจนถึงป้ายแห่งสำนึกรู้ ในห้วงหนึ่ง ช่วงหนึ่ง จังหวะหนึ่งของชีวิต ได้ไปเห็น ไปพบ ไปได้ยินได้ฟังมา เกิดความเข้าใจกระจ่างแจ้งแสงแห่งความจริงเจิดจรัส ไอ้สิ่งที่เคยอวดอ้างไปนั้นมันผิดทั้งหมด แต่ก็ไม่สามารถจะกลับไปแก้ต่าง ไปทำความเข้าใจให้กับผู้ที่มาไถ่ถามได้แล้ว คำพูดที่หลุดไปแล้วย่อมหลุดลอยไปเลย และคิดต่อไปอีกว่า แล้วที่สุด คนๆนั้นเกิดไปพบความจริงเป็นสิ่งตรงข้ามกับที่เราเคยบอกเขา เขาจะเชื่อถือเราหรือเปล่า และนี่จึงเป็นที่มาของการต้องคิดก่อนพูดให้มากๆเข้าไว้ อันไหน สิ่งไหนไม่รู้ก็อย่าไปแสดงภูมิ อวดอ้าง

เมื่อพินิจพิเคราะห์เจาะให้ลึกลงไป คนที่อวดอ้างตัว อวดรู้ อวดเก่งมีไม่น้อยเลย ที่เกิดมาจากความกลัว กลัวเสียฟอร์มเสียหน้า อายที่มีคนมาถามแล้วตอบไม่ได้ ใช่หรือไม่ บางทีการที่บอกว่าไม่รู้ในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้ก็เป็นการแสดงถึงความนบนอบ ความสุภาพถ่อมตน และความอ่อนโยน สิ่งเหล่านี้ได้กระโจนออกจากจิตใจผู้คนไปมาก เราต่างคนต่างอวดเก่ง อวดตัว สังคมเลยเต็มไปด้วยความขลาดกลัว คนที่รู้ลึกรู้จริง รู้สัจจะ รู้โลก รู้ชีวิต ไม่ค่อยมีให้พบเห็นกันมากนัก

ผู้ใหญ่หลายท่านก็บอกว่าเด็กยุคนี้ขี้ดื้อ พูดไม่ค่อยเชื่อฟัง สอนยาก เด็กก็บอกว่าผู้ใหญ่ก็รั้น ยึดติด ไม่คิดเปลี่ยนแปลง ต่างคนต่างมีอคติที่แฝงเร้นไปด้วยความกลัวด้วยกันทั้งนั้น ใช่หรือไม่ คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง แต่ในเรื่องที่ควรรู้ต้องรู้ให้กระจ่างแจ้ง โลกพัฒนามาจนถึงวันนี้ได้ ก็มาจากความหลาก ความต่าง ความชำนาญการเชี่ยวชาญของคนหลายๆคน หลายๆฝ่าย หาใช่ความเก่งส่วนตัวของใคร ความสุขสันติของโลกก็มาจากความหลากหลายของทุกสรรพสิ่งสร้าง...

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง มีนิสัยรั้น ชอบอวดเก่ง ไปเล่าเรียนวิชาต่างๆนานา มาหลากหลายแขนงวิชา เห็นใครเขาทำอะไรก็ทำตาม และหนำซ้ำยังคิดว่า ตนเองทำได้ดีกว่าผู้อื่นเสมอๆ

อยู่มาวันหนึ่ง เด็กหนุ่มเดินเล่นอยู่ริมแม่น้ำ พลันสายตาเหลือบไปเห็นผู้เฒ่าสองท่านกำลังนั่งตกปลาอยู่ริมตลิ่งแปลกใจจริงๆ แต่ละท่านต่างเต็มไปด้วยมาดแห่งความสุขุม เคร่งขรึม แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ชำนาญการตกปลาเป็นอย่างยิ่ง เพียงแค่ผู้เฒ่ากระตุกคันเบ็ด ก็จะได้ปลาในทุกๆครั้ง

ทันใดนั้น ผู้เฒ่าท่านหนึ่งก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว พริบตานั้นเอง ผู้เฒ่าท่านนี้ก็กระโดดไปบนผิวน้ำ ทีละก้าว ทีละก้าว จนไปถึงฝั่งตรงข้าม เพื่อหยิบเหยื่อปลา แล้วกระโดด ทีละก้าว ทีละก้าว (สังเกตคำนี้เอาไว้ทีละก้าว) กลับมายังที่เดิม นั่งลงตกปลาต่อไปอย่างนิ่งเงียบ

และในเวลาต่อมาไม่นานนัก ท่านผู้เฒ่าท่านที่สองก็ได้ลุกขึ้นบ้าง พร้อมทั้งกระโดดไป ทีละก้าว....ทีละก้าว..... ข้ามไปฝั่งตรงกันข้ามของแม่น้ำ เหมือนผู้เฒ่าคนแรก นำปลาที่เพิ่งตกได้ใส่ข้อง แล้วกระโดดกลับมา ทีละก้าว ทีละก้าว นั่งที่เดิมตกปลาริมตลิ่งต่อไปอย่างเงียบงำ

เด็กหนุ่มถึงกลับตะลึงไม่คาดฝันมาก่อนเลยว่า จะเห็นผู้เฒ่าทั้งสองสามารถเดินบนผิวน้ำได้เหมือนมีวิชาตัวเบาอย่างงัยอย่างงั้น เด็กหนุ่มเห็นดังนั้นด้วยความอวดเก่ง อวดตัว ไม่คิดหน้า คิดหลัง จึงลองกระโดดเหมือนผู้เฒ่าทั้งสองบ้าง โดยใช้หลักวิชาตัวเบาที่ได้เล่าเรียนตามตำราบอก แต่เขากลับจมดิ่งลงสู่ก้นแม่น้ำทันที สองผู้เฒ่าเห็นเข้า จึงได้ช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนี้จนขึ้นฝั่งได้ ท่านผู้เฒ่าท่านหนึ่งมองเด็กหนุ่มด้วยความสมเพช แล้วจึงบอกว่า

เจ้าเด็กโง่... พวกเรานั่งตกปลาที่นี่มานานนับสิบปี เรารู้ดีว่า ที่แม่น้ำนี้ตรงไหนมีตอไม้ให้เราเหยียบได้บ้าง เราก็เลยกระโดดข้ามไป ทีละก้าว ทีละก้าว ได้เหมือนมีวิชาตัวเบา สามารถเหยียบบนผิวน้ำได้ เจ้าเด็กโง่...เจ้ายังไม่รู้อะไร เจ้าจะทำตามได้อย่างไร เกลียดนักเจ้าเด็กโง่

ก่อนเด็กหนุ่มจะได้รู้เคล็ดลับของผู้เฒ่า และเพิ่งมาสังเกตย้อนหลังเห็นว่า แท้จริงแล้ว ผู้เฒ่าทั้งสองค่อยๆไปทีละก้าว ไม่ใช่วิ่งบนผิวน้ำเหมือนวิชาตัวเบา ก็เพราะด้วยความอวดรู้ อวดเก่ง ก็เล่นเอาเขาเกือบจมน้ำตาย

การที่เราจะทำอะไรให้ประสบความสำเร็จ เราต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ใฝ่เรียน หาใช่อวดรู้ การทำงานต้องใฝ่เรียนรู้จึงจะสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม ความรู้ไม่เคยหยุดนิ่ง ยิ่งในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีก้าวล้ำยุค อย่างไม่หยุดนิ่งเราต้องรู้ให้มาก เพราะผู้ที่ยิ่งรู้มากก็ยิ่งมีโอกาสมากในทุก ๆ ด้าน ที่สำคัญอย่าอายในสิ่งที่อยากรู้ ต้องกล้าถามไถ่ในสิ่งที่เราไม่รู้ กล้าที่จะแสวงหาความจริงในบางเรื่องที่เราไม่รู้ ที่สุดกล้าที่จะยอมรับว่าไม่รู้ และพยายามค้นหาคำตอบเพื่อสร้างความฉลาด ใช่..การที่เราตอบคำถามคนอื่นไม่ได้ อาจจะเป็นการเสียหน้าบ้าง ก็ถือเสียว่านี่เป็นการโบยตีที่ก่อให้เกิดปัญญา เป็นความจริงที่ว่า ขณะที่ถูกเฆี่ยนตีสั่งสอนไม่มีความน่ายินดี มีแต่ความทุกข์ แต่ให้ผลเป็นสันติและเป็นความชอบธรรมแก่ผู้ที่ยอมรับการเฆี่ยนตีสั่งสอน เป็นการฝึกฝนตนเอง (ฮบ .12 :11-13)

ไม่มีความคิดเห็น: