วันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

เตือนภัย เตือนใจ และเตือนตน

 

เตือนภัย เตือนใจ และเตือนตน

พฤศจิกายน 2568 น้ำท่วมสิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา และถล่มหาดใหญ่จมทั้งเมือง ผู้คนหลายแสนจมอยู่ในความงงงวย ว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้ง ๆ ที่อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ควรเกิดขึ้นในศตวรรษนี้ ปรากฏการณ์ท่วมรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์…

นี่คือภัยธรรมชาติ หรือ เป็นความล้มเหลวในการเตรียมพร้อมในชีวิตของคนเรา

และดูเหมือนเป็นความบังเอิญที่มีความคล้ายกับในพระวรสารวันนี้

      “ในสมัยก่อนน้ำวินาศนั้น ผู้คนกิน ดื่ม แต่งงานกันจนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ  ไม่มีใครนึกระแวงว่าอะไรจะเกิดขึ้นจนกระทั่งน้ำวินาศมากวาดพวกเขาไปหมดสิ้น”

เราสร้างบ้านเมืองเต็มไปด้วยตึกเพื่อให้เห็นว่า นี่คือ ความเจริญ สร้างคันดิน คอนกรีต กั้นน้ำ กลับกลายเป็นการขังน้ำเสียมากกว่า บ้านเรือนควรสร้างเป็นระบบการระบายน้ำ ก็กลายเป็นอ่างใหญ่ที่น้ำไม่มีทางไป

ในวันที่มีเครื่องมือสื่อสารล้ำยุค แต่กลับล้มเหลวเรื่องการสื่อสาร มีระบบ Cell Broadcast ส่งข้อความเตือน แต่ไม่มีใครรู้ว่าต้องทำอะไร อย่างไร การเตือนจึงไร้ความหมาย

ใช่หรือไม่ ความจริงวันนี้ คนไทยในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ที่น้ำไล่ท่วมในครั้งนี้ ไม่ได้แพ้ฝนหรือแพ้น้ำ แต่แพ้ระบบที่เต็มไปด้วยพิธีรีตอง และการเล่นพรรคเล่นพวก

น้ำท่วมประเทศไทยปีนี้ จึงเป็นภาพจำลองของการใช้ชีวิตแบบไทย ๆ วิกฤตครั้งนี้ คือบทเรียนราคาแพง เรื่อง “ระบบที่ต้องปรับตัวตามโลก” และเราต้องเตือนตนเตรียมพร้อมอยู่เสมอ

ในชีวิตคนเราดำเนินมาไม่น้อยก็นาน ล้วนเจอทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ทุกอย่างเป็นเครื่องเตือน

บางคนเติบโตมาเพราะการวางแผน บางคนเติบโตเพราะการหลงทาง

และเมื่อเวลาชีวิตมากขึ้น ลมหายใจก็สั้นลง

วันนี้ เราได้เตือนใจตัวเองบ้างหรือยัง? เส้นผมที่เริ่มเปลี่ยนสี ดวงตาที่พร่ามัว เตือนว่าเรากำลังจะจากลาโลกนี้ไป ผิวหนังที่เริ่มโรยรา เตือนว่าความงามภายนอกไม่ยั่งยืน ทรัพย์สินพร้อมจะสูญหาย ลมหายใจและความดีที่ต้องรักษาไว้

ความทรงจำเริ่มหล่นหาย และหลงลืม ย้ำเตือนเราว่า ความสัมพันธ์ ผูกพัน ของคนข้างกาย ต้องถนอม ร่างกายเริ่มอ่อนล้าเหนื่อยง่าย เตือนให้เราพัก อย่ารอให้หมดแรงแล้วมานั่งเสียดายเวลาที่ผ่านไป

เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอย่างมีสติและใช้เวลาอย่างมีคุณค่า  

ในโลกที่ทุกอย่างดูเหมือนเร่งรีบและไม่มีที่สิ้นสุด ต้องหมั่นเตือนใจให้ตระหนักถึงความเปราะบางและจำกัดของเวลา และสิ่งต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่เคยพบเจอมาก่อน

การให้คุณค่ากับทุกวินาทีหมายถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความหวังที่เต็มไปด้วยความหมาย

การไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ เป็นการถวายเกียรติแด่พระเจ้าผู้ประทานลมหายใจที่เราได้รับ ทำให้ทุกวินาทีกลายเป็นของขวัญที่มีค่าอย่างแท้จริง ทุกความเหนื่อยล้า คือ เครื่องเตือนใจว่าเรากำลังเดินอยู่บนหนทางสวรรค์

แม้ว่าความเหนื่อยล้าจะทำให้เรารู้สึกท้อแท้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราระลึกได้ว่า เราไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ และก้าวไปพร้อม ๆ กับพระเยซูเจ้า

การที่เรายังรู้สึกเหนื่อยแสดงว่าเรายังไม่ยอมแพ้และยังเดินหน้าต่อไป

ยอมรับความเหนื่อยล้าและใช้มันเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาตัวเองต่อไป

วันนี้ธรรมชาติเตือนภัย เพื่อให้เราเตือนใจ และเตือนตน เตรียมพร้อมรับทุกสถานการณ์ เพราะเรามีพระเจ้าอยู่กับเราในทุกกรณี....

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

สงครามในหัว

 

สงครามในหัว

ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกวันนี้ถูกขับเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว

หลายคน หลายเวลา เหนื่อยจนล้มไม่ลุก

เสียงคนรอบข้างบอกให้ “สู้สู้” “ลุยเลย” “อย่าหยุด”

แต่เสียงในหัวของเราบอกว่า “คนเราไม่ใช่เครื่องจักร”

ไม่จำเป็นต้อง ชนะทุกวัน ไม่ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบ

และไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งตลอดเวลา

มันเหมือนเกิดความขัดแย้ง เป็นสงครามย่อย ๆ ภายใน

จะฟังเสียงในหัวที่มาจากใจหรือจะฟังเสียงสังคม

แต่...ก็มักจะแพ้กระแสเสียงสังคม

เหมือนถูกรุมล้อม หาทางออกแทบไม่ได้..


สงครามใดมิเท่าสงครามภายในใจตน

ในทุก ๆ วัน ต้องรบรากับความคิดตนเองตลอดเวลา

ใช่หรือไม่ เมื่อใดเอาชนะใจตนเองได้ชีวิตเราจะสงบลงทันที

สงครามจะไม่เกิด ถ้าเราชนะจิตใจตน

คิดดีและลงมือทำย่อมได้ชีวิตที่ดี

สงคราม ความรุนแรง สภาพเศรษฐกิจ สภาพสังคม เหตุการณ์บ้านเมือง

ความโลภ ความโกรธ ความหลง จิตใจและพฤติกรรมของผู้คน

ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เราจะกะเกณฑ์ได้ เราจะทำได้เพียง

ดูแลความโลภ ความโกรธ ความหลงของตัวเองให้ดี

ดูแลความคิด คำพูด และการกระทำให้ สะอาดเท่าที่ทำได้

บางวันไม่ต้องชนะใคร แค่รักษาใจตัวเองให้ไม่ล้ม

จงฟังเสียงหัวใจตัวเองให้ชัดที่สุดไม่ต้องพยายามสู้ทุกวัน...

บางวันแค่ “ไม่แพ้ใจตัวเอง” นี่แหละชัยชนะที่ควรคู่

โลกนี้ล้วนหลากหลาย เป็นแสงส่องในแบบของตัวเองให้ได้ อย่างไรเสียแสงของเราก็อาจจะสว่างให้กับใครก็ได้ที่ผ่านไปผ่านมา

อย่าปล่อยให้ความคิดด้านลบ พาเราดิ่งลงไป ก็ถือว่า “ชนะแล้ว” เพราะศัตรูที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่ปัญหาภายนอก แต่คือ “ใจเราเอง”

บางครั้งเราอยากสนทนาธรรม อยากแบ่งปันข้อคิดดี ๆ  แต่กลับพบว่า...ไม่มีใครอ่าน หรืออ่านแล้วก็วิจารณ์

โลกที่เต็มด้วยผู้คน แต่รู้สึกโดดเดี่ยว เหมือนเสียงของเราหายไปในอากาศ แต่ความจริง เสียงที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่เสียงคนอื่นหรอก แต่คือ “เสียงหัวใจของเราเอง”

หัวใจเราฟังเพื่อให้เราเข้าใจตัวเอง คือ เสียงที่ซื่อสัตย์ที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด และไม่มีวันโกหก

อย่าปล่อยให้สงครามในตัวเราเกิดขึ้น เพราะกลัวคนอื่น ประสานเสียงในใจและเสียงในหัวให้เป็นหนึ่งเดียว และเราจะพบกับสัญญาณของกาลเวลา เพื่อเราจะได้เตรียมในทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ โดยมีพระเจ้าเป็นกำลัง เป็นพลังให้เราเสมอ...

วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

วันวัดว่าง

 

วันวัดว่าง

ยามบ่ายของวันหนึ่ง ฝนตกอยู่นาน จะไปไหนก็ลำบาก

ตัดสินใจเดินไปหลบฝน เข้ามาในวัด เป็นวัดที่ว่าง ๆ ไม่มีพิธีกรรมใด ๆ ในเวลานี้

ดูนิ่ง สงบ ไปเสียทุกอย่าง แม้ด้านนอก จะมีฝนฟ้า ถนนเต็มได้ด้วยรถรา

คิดถึงถ้อยคำของ อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ที่เขียนไว้ว่า

สถานที่อันพึงเคารพของทุกศาสนา เต็มล้นไปด้วยเครื่องบูชาสักการะ และถ้อยคำอธิษฐาน วิหารในใจเรากับว่างเปล่ามาเนิ่นนาน ...” (วิหารที่ว่างเปล่า)

            รำพึงต่อ เมื่อใจนิ่ง ทุกอย่างก็จะค่อย ๆ เงียบตามมา

บางเวลาในวิถีชีวิต สิ่งที่ยากจะจัดการคือ “ใจข้างใน” ที่วุ่นวาย

เรื่องเล็กก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ คำพูดธรรมดาก็กลายเป็นมีดบาดใจ            

นี่ไม่ใช่การ “นิ่งเฉย” แต่คือ “นิ่งเพื่อมองเห็น”  

วัดว่าง ๆ
        
   
  ฉันจะ
ไม่ติเตียน จะไม่วิจารณ์ จะไม่ยุ่งเรื่องของใคร…เพราะตัวเองก็ไม่ใช่คนดี เรื่องลำพังก็ยังเอาตัวไม่รอด ตัวเองไม่ได้สมบูรณ์แบบ 

        ฉันจะไม่ถกเถียง จะไม่ตัดสินใคร… เพราะไม่ได้คิดถูกทุกอย่างเสมอไป ตัวเองก็ยังเคยพลาดพลั้งนับครั้งไม่ถ้วน

ฉันจะไม่ซ้ำเติม จะไม่ดูถูกใครใคร… เพราะยังหวังว่าคนอื่นจะให้อภัยในวันที่ผิดพลาด และรู้ว่าชีวิตมีขึ้นมีลง มีวงจรชีวิต มีจังหวะเวลา

ฉันขอเพียงจะพยายามแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นในทุกวัน จะไม่ไปตำหนิคนอื่นให้เสียเวลาชีวิต

วัดที่ว่างเปล่าดูสงบ พาให้วิหารในใจปล่อยวางจากความวุ่นวายทั้งปวง มาสร้างวิหารในใจของเราให้ศักดิ์สิทธิ์และสวยงามด้วยกัน