วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2564

ชีวิตเบิกบาน

 

ชีวิตเบิกบาน

>>> ชีวิตทุกวันนี้เราต่างแสวงหาความสุข ที่ยังไปถึงความเบิกบาน

ความสุขมักจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายนอกที่เราแสวงหาไขว่คว้า

ความเบิกบานนั้นอยู่ที่เรียนรุ้ ยอมรับในทุกสถานการณ์ มองทุกสิ่งอย่างเป็นกลาง <<<

            เช้าวันพฤหัสฯที่ผ่านมา เสียงเตือนข้อความเข้าดังขึ้น ครั้นเปิดดูก็รู้สึกใจหาย เศร้าใจ เพราะพี่ที่เคยกินนอน ทำงานด้วยกัน เมื่อครั้งเริ่มบุกเบิกองค์กร จากไปอย่างไม่มีวันห้วนกลับในร่างกายปกติ ความทรงจำเปิดประตูทะลักออกมา ในวันที่พวกเราต้องเช่าห้องอยู่ด้วยกัน 4-5 คน เพื่อให้ใกล้กับที่ทำงานใหม่ (ย้ายจากที่เก่าในภาวะจำยอม) ซึ่งไกลบ้านพักอาศัยของทุกคน เราต่างจับจองมุมห้อง มุมใครมุมมัน มีชีวิตร่วมกันเกือบ 24 ชั่วโมง เป็นความผูกพันที่ผ่านวันผันคืน ผ่านปีแล้วปีเล่า จึงก่อให้เกิดมิตรภาพที่มิอาจจะทิ้งขว้างลงได้ อยู่ร่วมกัน กินดื่มด้วยกัน สนุกด้วยกัน ทุกข์ร่วมกัน โกรธกัน ทะเลาะกัน มีครบทุกรสชาติของชีวิต

            หลังจากต่างเติบโต ต่างคนต่างก็เริ่มมีวิถีชีวิตของตัวเอง การติดต่อสื่อสารก็ยังพอมีอยู่บ้าง จวบจนเมื่อหลายปีก่อนได้ข่าวว่าพี่คนนี้ล้มป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล จึงนัดรวมตัวกันไปเยี่ยม รับรู้ว่าเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงขั้นรุนแรง ต้องใช้เวลารักษาเยี่ยวยานานพอสมควร และต้องกลายเป็นคนป่วยที่นอนติดเตียง แต่เพราะกำลังใจที่เต็มเปี่ยม มีความเชื่อความศรัทธาในพระอย่างเต็มล้น จึงมีผู้ที่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูล จนกระทั่งได้ไปรักษาตัวในศูนย์เฉพาะทาง และกลายเป็นบุคคลต้นแบบในการใช้ระบบคอมพิวเตอร์สื่อสารผ่านการสั่งด้วยการกระพริบตา ด้วยความมุ่งมั่นในการต้องมีชีวิตอยู่ เพื่อเห็นลูกสาวผู้น่ารักเติบโต จากคนป่วยกลายเป็นคนเปลี่ยน เปลี่ยนทัศนคติ ทำให้พวกเราพบกับความเบิกบานทุกครั้งที่ได้สนทนาผ่านตัวอักษร เราต่างหากที่ได้รับพลังจากพี่ที่ป่วยคนนี้ ความสุขที่เปลี่ยนจากการยอมรับ เรียนรู้ และพัฒนาตัวเองมันกลายเป็นความเบิกบานในชีวิตคน ๆ หนึ่งได้จริง

การมีจิตใจแจ่มใสสดชื่นไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นก็ตาม   แม้ในขณะที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากแสนสาหัส              ก็ยังยิ้มแย้มแจ่มใสได้  และยังเอาใจใส่ต่อทุกผู้คน นี่เป็นความเบิกบาน หาใช่ การใช้ชีวิตแบบเพลิดเพลิน  ที่มีนัยของการเสพสุขหรือหาความสุขจากสิ่งที่เสพเพียงด้านเดียว  ความสุขที่เราเสพเข้าไปอย่างเพลิดเพลินนั้นมันไม่เที่ยงแท้ถาวร ใช่ เราต่างแสวงหาความสุข แต่ที่สุดเราจะต้องไปให้ถึงความเบิกบาน ความยินดีในชีวิตด้วย

ความสุขขั้นพื้นฐานเริ่มต้นมาจากภายในตัวเรา ไม่ใช่เงินทอง ไม่ใช่การมีอำนาจ หรือไม่ใช่ตำแหน่งทางสังคม สมบัติภายนอกไม่สามารถสร้างสันติในใจได้ ไม่สามารถนำความแช่มชื่นเบิกบานที่แท้จริงซึ่งเกิดอยู่ภายในได้เลย

“ความเบิกบาน นั้น ยิ่งใหญ่กว่า ความสุข ขณะที่ความสุขมักถูกมองว่าขึ้นกับเหตุการณ์ภายนอก แต่ความเบิกบานนั้นเกิดจากความรู้สึก ความเบิกบานเกิดขึ้นได้ทันทีทดแทนความทุกข์ คนเรานั้นมีทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ ชีวิตคนเราต้องมีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  มีรอยยิ้มให้แก่กัน  ถ้อยทีถ้อยอาศัยซึ่งกันและกัน ความทุกข์นั้นมาจากการสร้างขึ้นเอง ให้กำลังใจกับตัวเรา  ให้ทุก ๆ วันของเราเป็นวันที่มีความหมาย  ให้คนรอบข้างเราเป็นเหมือนกระจกไม่ควรละเลยที่จะใส่ใจกัน   เกื้อกูลซึ่งกันและกัน   รู้จักแบ่งปัน   เข้าใจผู้อื่น  และต้องเอาใจใส่ต่อกันและกัน  เพียงเท่านี้เรามีชีวิตก็ที่สงบสุขและเบิกบานได้ในทุกสภาพ



แด่ พี่ตั้ม วีรนนท์ ทรรทรานนท์ ผู้เป็นต้นแบบชีวิตที่เบิกบานในยามเจ็บป่วย

สัปดาห์แห่งความเบิกบานเตรียมรับเสด็จพระคริสตเจ้า

ไม่มีความคิดเห็น: