วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569

วัดที่งดงาม

 

วัดที่งดงาม

ในปีนี้วัดเซนต์หลุยส์ของเราก้าวย่างสู่ ปีที่ 69 ศูนย์กลางแห่งความเชื่อและความศรัทธาท่ามกลางสังคมเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดระยะเวลาวัดแห่งนี้เป็นมากกว่า “สถานที่” เพราะที่นี่คือ “ชีวิต” ที่ผูกพันกับผู้คนหลากหลาย ทั้งสัตบุรุษที่มาร่วมมิสซา แวะเข้ามาสวดภาวนา ผู้ที่แสวงหาคำตอบของชีวิต ตลอดจนผู้ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์และคำถามในชีวิต


ชื่อของวัดทำให้หวนคิดถึง นักบุญหลุยส์ กษัตริย์ ผู้เป็นแบบอย่างของผู้ที่นำความเชื่อมาสู่การดำเนินชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม ท่านมิได้สอนเพียงด้วยถ้อยคำ แต่สอนด้วยชีวิต ด้วยหัวใจที่เปิดกว้างต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ ความศรัทธาที่แท้จริงจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงในวัด หากต้องก้าวออกไปพบผู้คน โดยเฉพาะผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ ทางใจ และความรัก

ถนนสาทรมิได้มีเพียงตึกสูง ถนนที่พลุกพล่าน หรือผู้คนที่กำลังเดินทางไขว่คว้าหาจุดหมาย หากยังมีหัวใจของผู้คนที่กำลังแสวงหาความจริงของชีวิต บางคนมีทุกสิ่งแต่กลับรู้สึกว่างเปล่า บางคนประสบความสำเร็จแต่กลับไม่มีความสุข บางคนมีผู้คนอยู่รอบกาย แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว และบางคนเพียงต้องการสถานที่เล็ก ๆ สักแห่งเพื่อหยุดพักจากความวุ่นวาย....

วัดเซนต์หลุยส์จึงเป็น “บ้านของจิตวิญญาณ”

แต่เมื่อเราพูดถึง “วัด” เราอาจต้องถามให้ลึกกว่านั้นว่า วัดที่แท้จริงอยู่ที่ไหน?

วัดที่สวยงามอาจมีผนังสูง มีหน้าต่างงดงาม มีแท่นบูชาที่ศักดิ์สิทธิ์ มีแอร์เย็น ๆ มีบทเพลงไพเราะ แต่สิ่งเหล่านี้ยังไม่ใช่หัวใจทั้งหมดของความเป็นวัด เพราะวัดที่แท้จริงมิได้สร้างขึ้นด้วยอิฐ หิน เท่านั้น หากสร้างขึ้นด้วยหัวใจของผู้คนที่ไว้วางใจในพระเจ้าและพร้อมจะรักผู้อื่น

เมื่อหัวใจของเรามีความเมตตา ที่นั่นก็มีวัด

เมื่อเรารู้จักให้อภัย ที่นั่นก็มีวัด

เมื่อเรายื่นมือช่วยเหลือคนที่กำลังล้มลง ที่นั่นก็มีวัด

เมื่อเรารับฟังคนที่กำลังร้องไห้โดยไม่ตัดสินเขา ที่นั่นก็มีวัด

และเมื่อเรานำความรักของพระเจ้าไปมอบให้แก่ผู้อื่น ที่นั่นเอง คือ สถานที่ซึ่งพระเจ้าทรงประทับอยู่


ดังนั้น ในวาระ 69 ปี จึงมิได้เพียงรักษาอาคารและมรดกแห่งความเชื่อ แต่มีภารกิจที่จะรักษาและสร้าง “วัดในหัวใจของผู้คน” ให้งดงามอยู่เสมอ ต่อให้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าเพียงใด หรือวิถีชีวิตของผู้คนจะเปลี่ยนไปอย่างไร ความต้องการของมนุษย์ที่จะได้รับความรัก ความหวัง การให้อภัย และความหมายของชีวิตยังคงอยู่ตลอดไป

69 ปี จึงไม่ใช่เป็นเพียงการนับจำนวนปีที่ผ่านมา แต่ คือ การนับจำนวนชีวิตที่ได้รับการปลอบโยน จำนวนหัวใจที่ได้รับกำลังใจ จำนวนผู้คนที่ได้พบพระเจ้า และจำนวนมือที่ถูกยื่นออกไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์

วัดเซนต์หลุยส์ยังคงเป็นแสงสว่างกลางมหานคร เป็นบ้านที่เปิดประตูต้อนรับทุกคน และเป็นสถานที่ที่ผู้เหนื่อยล้าสามารถเข้ามาพัก ผู้ทุกข์สามารถพบความหวัง และผู้แสวงหาสามารถพบพระเจ้า และเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อเราก้าวออกจากวัดเซนต์หลุยส์ มิได้นำพระพรกลับไปเพียงในมือ แต่ได้นำพระเจ้าและความรักกลับไปอยู่ในหัวใจ และเมื่อเรากลับสู่ความวุ่นวายของเมือง เราจะกลายเป็น “วัดเล็ก ๆ” ที่งดงามมีชีวิต เป็นที่ประทับของความรัก ความเมตตา และความหวังสำหรับผู้คนที่ผ่านพบ

วัดที่แท้จริงอาจมิใช่วัดที่เรากำลังยืนอยู่ หาก คือ วัดที่เราสร้างขึ้นในหัวใจ และนำออกไปสร้างในหัวใจของผู้อื่นในทุก ๆ วัน

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569

มือที่ยื่นออกไป

 

มือที่ยื่นออกไป

ชีวิตไม่ได้เกิดมาเพื่อมีความสุขเพียงลำพัง แต่เกิดมาเพื่อให้หลายชีวิตได้มีความสุข

คนยุคใหม่จำนวนมากใช้ทั้งชีวิตเพื่อสร้าง.. สร้างชื่อเสียง สร้างทรัพย์สิน สร้างอำนาจ

มีเพียงไม่กี่คนที่ใช้ทั้งชีวิต เพื่อยื่นมือฉุดรั้ง ผู้ล้มลงให้ลุกขึ้น โดยมิได้หวังสิ่งใด ๆ


ใช่หรือไม่ การที่จะเปลี่ยนแปลงโลกไม่เคยเกิดจากความรีบร้อน แต่เกิดจากความสม่ำเสมอ

คำพูดดี ๆ สักหนึ่งประโยค การให้อภัยสักหนึ่งครั้ง การยื่นมือช่วยคนสักหนึ่งคน อาจดูเล็กเกินกว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งนี้แหละ จะเป็นรากฐานของคนอีกหลายรุ่นได้ต่อยอด

บางทีความหมายของชีวิต อาจไม่ใช่การมีชีวิตอยู่นานที่สุด แต่ คือ การทำดี และมันยังคงอยู่ แม้ในวันที่เราจากลาลับโลกนี้ไปแล้ว ความงดงามที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้โลกจำชื่อเรา แต่ คือ การทำให้โลกดีขึ้น

ฉะนั้นแล้ว เมื่อเห็นคนอื่นประสบความสำเร็จ จงเรียนรู้จากเขาแทนการอิจฉา

เมื่อเห็นคนอื่นทำความดี จงโมทนาคุณพระเจ้าแทนการจับผิด

และเมื่อเห็นคนอื่นล้มลง จงยื่นมือประคอง หากช่วยไม่ได้ อย่างน้อยก็อย่าผลักเขาให้จมลึกกว่าเดิม เพราะความเมตตาที่เรามอบให้ผู้อื่น ที่สุดแล้วจะย้อนกลับมาหล่อเลี้ยงหัวใจของเราให้ชุ่มชื่น

คนที่น่ายกย่องที่สุด คือ คนที่ยิ้มได้ เมื่อเห็นผู้อื่นเติบโต และพร้อมยื่นมือช่วย ทันทีเมื่อเห็นคนกำลังล้มลง นั่นต่างหาก คือ ลูกของพระเจ้าที่แท้จริง

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สำเร็จต้องสมดุล

 

สำเร็จต้องสมดุล

“จะเอาชีวิตทั้งชีวิตแลกกับความสำเร็จ แล้วเหลือทิ้งไว้เพียงร่างกายที่ทรุดโทรม ในวันที่ไม่มีแรงจะใช้เงินหรือ” จะมีประโยชน์อะไรกับความสำเร็จที่แลกมาด้วย “สุขภาพที่พังทลาย”

ในยุคที่สังคมขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมการเร่งลัดสู่ความสำเร็จ “เรากำลังจ่ายต้นทุนที่สูงเกินไปเพื่อความสำเร็จนั้นหรือไม่? เป็นความจริงที่น่ากลัวเมื่อเรายอมแลก “เวลาและสุขภาพ”ไปกับเป้าหมายภายนอก



เราละเลย “ร่างกายและจิตใจ” ของเราเอง ซึ่งเปรียบเสมือนโครงสร้างเพียงหนึ่งเดียวที่ขับเคลื่อนชีวิต เพื่อขับเน้นผลลัพธ์ในเชิงตัวเลขหรือตำแหน่งหน้าที่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เม็ดเงินหรือความสำเร็จที่ได้มา อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูระบบการทำงานของร่างกายที่พังทลายลงไป

เราติดกับดักของการ “แสวงหาชีวิต” จนลืมการ “ใช้ชีวิต” และลืมไปว่าชีวิตมีข้อจำกัดเวลา การขับเคลื่อนตนเองอย่างสุดโต่ง ย่อมทำให้คุณค่าของความสำเร็จนั้นลดทอนลงไปอย่างสิ้นเชิง

หลงลืมความสุขเล็ก ๆ ในวันนี้ ความสุขระหว่างทางเติบโต

และลืมไปแล้วว่า การใช้ชีวิตที่มีความสุขจริง ๆ จะต้องทำยังไง

อย่ารอให้สายไป แล้วมานึกเสียดายทีหลัง เพราะชีวิตที่สมบูรณ์แบบ คือชีวิตที่สมดุล เราควรมีความสุขในทุกช่วงเวลา

ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ ความสำเร็จจึงไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่คือ “ความสมดุลของชีวิตในทุกมิติ” ตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ คือ พระพรที่พระหว่านไว้ในตัวเรา วันนี้มันเติบโตเป็นข้าวสาลีหรือข้าวละมาน....

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

เราผู้สูญเสียในวันเวลา

 

เราผู้สูญเสียในวันเวลา

                        ท่ามกลางชีวิตที่เต็มไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ภายในกลับว่างเปล่า

เราอยู่ในยุคที่ความสะดวกสบายอยู่แค่ปลายนิ้วสัมผัส อยากกินอะไรก็ได้กิน

อยากรู้ชีวิตใครก็แค่ไถฟีด อยากได้เครื่องมือทุ่นแรงแบบไหน ???

เทคโนโลยีก็เนรมิตให้ได้ทันที

เรามีเครื่องมือทันสมัยครบครัน แต่ทำไมลึก ๆ ในใจ หลายคนกลับรู้สึกว้าเหว่และโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูก

นี่คือการสูญสียครั้งใหญ่ของผู้คนในยุคสมัยใหม่ ยุคที่ร่างกายเราอิ่มหนำด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก แต่จิตวิญญาณของเรากำลังหิวโหย เฝ้าวิ่งไล่ตามหาความสุขที่แท้จริง แต่ยิ่งวิ่งก็ยิ่งเหนื่อย ยิ่งเติมก็ยิ่งไม่เต็ม

เราติดกับดักการเปรียบเทียบ โซเชียลมีเดียมีแต่ความสำเร็จและชีวิตดี ๆ ของคนอื่น จนเราเผลอด้อยค่าชีวิตธรรมดา ๆ ของตัวเอง

            เราเสพติดความเร็ว เราทนอยู่กับความเงียบและความเบื่อไม่ได้ มีเวลาว่างต้องหยิบมือถือทันที สมองเราจึงถูกถมด้วยข้อมูลตลอดเวลา จนไม่มีพื้นที่ให้จิตใจได้พักผ่อน

 เราสับสนระหว่าง “ความสะดวกสบาย กับ ความสุข” ลืมไปว่าเครื่องมือเหล่านั้นซื้อ “ความสุขใจ และ ความหมายของชีวิต” ให้เราไม่ได้

ในยุค AI ครองโลก ความสุขไม่ได้อยู่ที่ “ความเร็ว แต่อยู่ที่ ความรู้สึก” เราไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อเป็นหุ่นยนต์ที่ทำงานแข่งกับเวลาและเสพข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง หัวใจของเรายังต้องการความอบอุ่น ความสงบ และการยอมรับในสิ่งที่เราเป็น หันกลับมาดูแลจิตวิญญาณของเราบ้าง เริ่มต้นจากการวางมือถือลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ สัมผัสกับพระในตัวเรา....

วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ใครจะกล้า

 

ใครจะกล้า

ต้นไม้ที่ยืนเด่นดูโดดเดี่ยวกลางทุ่ง ฝ่าแดด ลมฝน ผ่านวันเวลามาหลายรอบปี

ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้มันไร้ค่าลง มีแต่ให้ร่มเงาให้ความร่มเย็นได้อิงแอบและพักพิง

จะมีสักกี่คนในโลกวันนี้ที่จะเป็นเช่นต้นไม้ต้นนั้น

ท่ามกลางคลื่นลมแห่งความหวาดระแวง การทำความดีด้วยการเสียสละ ต้องอาศัยความกล้าหาญยิ่งกว่ายุคใด

ในยุคที่ความสำเร็จถูกวัดด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ ความคุ้มค่าของการลงมือทำ ในยุคที่ความหวาดระแวงทำหน้าที่เป็นเกราะกำบังทางสังคม

ใช่หรือไม่ เราพากันเคลือบแคลงสงสัยในรอยยิ้มของคนแปลกหน้า เรามักตั้งคำถามกับมือที่ยื่นเข้ามาช่วยเหลือ และเรามักจะมองหาผลประโยชน์แอบแฝง ในทุกการกระทำอันดีงามของเพื่อนมนุษย์

การทำบางสิ่งเพื่อส่วนรวม เสียงชื่นชมมักจะถูกกลืนหายไปอย่างรวดเร็วด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์และการจับผิด กลายเป็นกำแพงหนาที่ทำให้ผู้คนเริ่มเก็บงำความเมตตาเอาไว้ในใจ หลายคนเลือกที่จะเบือนหน้าหนีและนิ่งเฉย ไม่ใช่เพราะคนในสังคมไร้น้ำใจ แต่เป็นเพราะ ไม่กล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับคำตัดสินของสังคม แล้วใครจะกล้า

การเสียสละเพื่อผู้อื่นในยุคนี้ อาจเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความอดทนและหัวใจที่แข็งแกร่งดั่งหินผา แต่มันคุ้มค่าเสมอ จงเชื่อมั่น และกล้าที่จะเป็นแสงสว่างดวงเล็ก ๆ แม้ในวันที่โลกพยายามจะดับมันลงก็ตาม

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

รู้จักจิตตน รู้จักพระจิตเจ้า

 

รู้จักจิตตน รู้จักพระจิตเจ้า

ในวันที่เราเจอกับเหตุการณ์หลากหลาย วิ่งเข้ามาในวิถี

ในวันที่วิตกกังวลว่าวันข้างหน้า จะเป็นเช่นไร?

ในวันที่ทำงานมาทั้งชีวิต แต่ไม่เคยได้อยู่กับชีวิตจริง ๆ จึงรู้สึกว่าเหนื่อยล้า

เราไม่ได้เหนื่อยกับงานเพียงอย่างเดียว แต่เหนื่อยกับชีวิต

คิดถึงแต่อนาคตตลอดเวลา ใจไม่สงบ จิตไม่นิ่ง จึงหลงลืมตัวตน


รู้อะไรก็ไม่เท่ากับรู้ตัวตน
ทำไมเราถึงใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตไปกับการให้คนอื่นยอมรับ?  เราถูกสอนให้รู้ทันกระแสโลก วิเคราะห์สังคมรอบข้าง รู้จักหาเงิน และเอาตัวรอด มุ่งมั่น วิ่งตามเป้าหมายบนทางแห่งความสำเร็จ จนละเลย ที่จะหันกลับมามอง ชีวิตภายในของตัวเอง

ในความเงียบ พบสันติในจิตใจ ไตร่ตรองถึงเมื่อก่อน... ใครเข้าใจผิด เราต้องรีบอธิบาย แต่เมื่ออยู่กับตัวตนเรียนรู้ว่า การอธิบายกับคนที่ไม่พร้อมจะฟัง คือ การเสียเวลาชีวิต ไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะ “ความจริง” ไม่จำเป็นต้องให้ใครมายอมรับรองประทับตรา

การอยู่นิ่งๆ พระจิตจะสถิตกับเรา การถูกวิพากษ์วิจารณ์ คือการรักษาพลังจิต ซึ่งมีค่าเกินกว่า จะเอาไปแลกกับความเข้าใจของคนที่ไม่เห็นค่าการพึ่งพาพระจิต คนไม่รู้... แต่พระรู้ และ ใจเรารู้

นั่นแหละ คือ สันติสุขที่แท้จริง ......

วันเสาร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

เมล็ดพันธุ์สวรรค์

 

เมล็ดพันธุ์สวรรค์

วันเวลาลุล่วงอย่างรวดเร็ว จากร้อนจัดสู่สายฝนโปรยปราย

เรามักจะได้ยินว่า “เวลาเยียวยาทุกอย่าง” แต่ก็ไม่เคยพาใครกลับไปยืนอยู่จุดเดิม

ไม่เคยพาสิ่งที่หายไปคืนกลับมา เพียงแค่ค่อย ๆ เปลี่ยนมุมมองของเรา

ต้นไม้ที่ดูเหมือนจะหยุดนิ่ง ยังต้องผลัดใบเมื่อถึงฤดูกาลใหม่

นี่คือ กระบวนการของการเติบโต ชีวิตคนเราก็เช่นกัน

เราเปลี่ยนไป คนอื่นเปลี่ยนไป และโลกก็เปลี่ยนแปลง

ยอมรับและเดินต่อไป

สร้างอาณาจักรแห่งใจให้สันติ

ทุกคนอยากขึ้นสวรรค์แต่ไม่ค่อยสร้างสวรรค์กัน

สวรรค์ที่เราค้นหาอยู่ที่การใช้ชีวิตของเรา

ความดีคือเมล็ดพันธุ์ของสวรรค์

หว่านลงเมื่อไหร่ก็ไม่สูญเปล่า 

อาจไม่งอกทันทีแต่เมื่อถึงฤดูกาล

จะผลิใบ และเริ่มต้นในหนทางใหม่

คำโบราณกล่าวว่า “สวรรค์ย่อมช่วย ผู้ที่ช่วยตนเอง”

สร้างสวรรค์ด้วยการทำดี ไม่เบียดเบียนใคร

ความดีจะทำชีวิตให้กว้างขึ้น สว่างขึ้น และสงบขึ้น

ความดีไม่ใช่ ใบเบิกทางสู่สวรรค์เท่านั้น

แต่เป็น “แสงส่อง” ชี้นำทางในวันที่เราหลงทางสวรรค์....

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

ประตูของชีวิตประจำวัน

 

ประตูของชีวิตประจำวัน

ประตูนั้นเป็นทั้งทางเข้าและทางออก และเรามีปากเป็นประตูแห่งชีวิต

เพราะปากคนเรานั้น สามารถที่จะทำลายมิตรภาพ ฆ่าคนอื่น ด้วยการพูดใส่ร้าย

ด้วยการนินทา กล่าวร้าย ลับหลัง โลกนี้พังทลายเพราะคำพูดที่ออกจากปากคนมานักต่อนัก

คำพูดที่ออกจากปาก เปรียบเสมือนดาบสองคม หากไม่ระมัดระวัง

อาจสร้างบาดแผลที่บาดเจ็บลึก ยากที่จะเยียวยา

ปากเป็นประตูแห่งภัย และก็เป็นประตูที่ปลอดภัยเช่นกัน

หากแต่ใช้อย่างมีสติปัญญาและเต็มไปด้วยความรัก


ย่อมกลายเป็นการปลอบโยนและชี้นำทางสว่าง

คนที่รู้จักไตร่ตรองก่อนจะเอื้อนเอ่ย

คำพูดนั้นจึงมั่นคง หนักแน่น และมีคุณค่าสร้างความปลอดภัย

ก่อนจะเปิดประตูเพื่อพูดสิ่งใด ถามสามอย่างนี้ก่อนว่า

“เรื่องนี้จริงหรือไม่? มีประโยชน์หรือไม่? และเหมาะสมหรือไม่?

หาไม่แล้วก็ปิดประตูเสีย เพราะบางที ความเงียบก็เป็นถ้อยคำตอบที่ทรงพลังยิ่ง

ใช้คำพูดเป็นวาจาแห่งปัญญาให้ผู้คนจดจำ ดังเช่นนักปราชญ์ทั้งหลาย

ผู้มีปัญญาแท้ย่อมไม่พูดมาก แต่ทุกถ้อยคำที่เอื้อนเอ่ยกลับมีค่ามากกว่าพันคำที่ไร้ความหมาย

การเริ่มที่จะควบคุมการปิดเปิดปากอาจไม่ง่าย บางวันอาจรู้สึกเหนื่อย สงสัย อาศัยความกล้าหาญ ไม่กลัวการที่จะก้าวต่อไป คือการเติบโตและได้พบความสุขที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ปิดปาก เปิดประตูใจแทน ไม่ได้ทำให้เราสูญเสีย แต่ทำให้เราได้พบกับชีวิตที่สดใส สันติกว่าเดิม

วันเสาร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2569

ใบใหม่ในรากเก่า

 

ใบใหม่ในรากเก่า

มนุษย์เรานี่ก็แปลก สร้างสงคราม แต่กลับอ้อนวอนขอสันติภาพจากพระเจ้า เป็นนิสัยเดิม ๆ ที่อยู่ในตัวมนุษย์เราทุกยุคทุกสมัย

ในขณะที่อยู่บนทางด่วน ในวันที่น้ำมันราคาขึ้นสูงผลมาจากสงคราม รถราก็มิได้บางตาลงไปสักเท่าไหร่ ยังคงติดยาวเหยียดในเวลาเลิกงาน

จินตนาการเกิดขึ้น...หากวันหนึ่งโลกไร้น้ำมันอย่างฉับพลัน

บนทางด่วนนี้จะกลายเป็นทางเดินกลับบ้านหรือเปล่า ทางด่วนเต็มไปด้วยผู้คนเดินเท้า คงเป็นวิถีชีวิตแบบแปลกประหลาดที่สุด แต่… นั่นแหละมีหรือ!!! ที่มนุษย์จะยอมถอยหลัง รถไฟฟ้าก็มี รถพลังงานแสงอาทิตย์ก็จะมา สิ่งใหม่เกิดได้เสมอยามพบวิกฤต

ชีวิตเราก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่ว่าผ่านมาเราจะล้มเหลว ผิดหวัง เจ็บปวดแค่ไหน อย่ายอมแพ้มันเริ่มต้นใหม่ให้ได้ จะกลับมามีคุณค่าและความหมาย ความสุขของชีวิต ไม่ได้อยู่ที่ว่าเราไม่เคยล้ม

แต่อยู่ที่กล้าลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่..

ปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิตคนเราเป็นปัญหาเดิม ๆ ที่สะสมมานาน ไม่สามารถแก้ได้ทันทีจำเป็นต้องใช้เวลาค่อย ๆ แก้ไข

เพื่อเราจะได้มีชีวิตใหม่ บนรากเดิม แม้รากเก่าบางรากจำต้องตัดขาด ชีวิตใหม่ก็ยังผลิขึ้นจากความว่างเปล่า ดั่งแสงอาทิตย์ที่ส่องผ่านความมืด ย้ำเตือนเราว่า ความหวังไม่ได้ขึ้นอยู่กับอดีต  แต่ขึ้นอยู่กับความกล้าในวันที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งต่างหาก

“ชีวิตที่ดีคือชีวิตใหม่” ไม่ยึดติดกับอดีต และ กล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ เหมือนแสงยามเช้า มาจากพระอาทิตย์ดวงเดิม ที่ไม่เคยเหมือนเดิมสักวัน มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นเสมอ


ชีวิตใหม่เริ่มต้นได้ทุกวัน แค่เรากล้าเปิดใจและกล้ารับความจริงที่ไม่คุ้นเคย

เริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่การลืมสิ่งเก่า แต่ทุกย่างก้าว คือ การขีดเขียนบทของตัวเอง อย่ากลัวการเริ่มต้นใหม่ เพราะปลายทางจะไม่ได้อยู่ที่จุดเดิม แต่อยู่ที่ว่า เราไปได้ไกลแค่ไหน

การทำให้ชีวิตดีขึ้น เราต้องปรับปรุง เปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอก ไม่ใช่จะทำเพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  หรือมุมใดมุมหนึ่ง  ชีวิตคนเรามีความสัมพันธ์กับหลากหลายผู้คน  ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวมากมาย  ทุกมิติของชีวิตล้วนเกี่ยวเนื่องกัน การแก้ไขปรับปรุงชีวิต จึงเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา ใช้ความอดทน  รักษาวินัย ค่อย ๆ แก้ไข ด้วยความเข้าใจ  ด้วยหัวใจแห่งรัก รู้จักอภัย รอคอย

การยอมรับความผิดของตัวเอง  เป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำ และเป็นสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด

เรามักโทษทุกอย่าง ไม่กล้ายอมรับความจริง ไม่ค่อยมองมาที่ตนเอง หากเราเริ่มต้นจากตัวเราได้  ทำด้วยความสุข  ด้วยความรักและหวังดีต่อตัวเอง ทำทุกวันให้เป็นนิสัย สร้างแสงส่องสว่างทางเดินของชีวิต ก่อร่างสร้างชีวิตใหม่ สร้างสรรค์จากชีวิตเก่าในทุกวัน แม้เราใช้ชีวิตมานาน แต่ปัสกา (ชีวิตใหม่) จะไม่มีวันหมดอายุ....

สุขสันต์วันพระเยซูเจ้ากลับคืนพระชนม์ชีพ และมาประทับอยู่กับเราในทุก ๆ วัน อย่ากลัวที่จะดำเนินชีวิตใหม่ในโลกใบเดิมนี้ แต่เราต้องมั่นใจว่า เราจะเดินไปพร้อมกับพระเยซูเจ้าเสมอ มีพระองค์เคียงข้างตลอดไป... อย่ากลัวเลย อย่าวอนขอ แต่สร้างมันขึ้นมา....

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

ก็เพียงเป็นแค่คน ๆ หนึ่ง

 

ก็เพียงเป็นแค่คน ๆ หนึ่ง

ในขณะที่โลกจอมปลอมกำลังอลหม่าน มีแต่คนอยากจะขึ้นสูงเป็นใหญ่เหนือใคร ๆ

แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง มีบ้างบางคนจำต้องขึ้นที่สูงเพื่อความอยู่รอด

โลกกลมแต่เต็มไปด้วยคนเหลี่ยมจัด บ้าอำนาจข่มคนที่คิดว่าอ่อนแอกว่า

มีผู้คนหลากหลายในสังคมหน้ากาก

แอบอ้างสันติภาพในคราบนักค้าสงคราม

บางคนก็ดีแต่ปากหน้าซื่อใจคด

ใจกากแต่ปากดี อ้างที่ทำนั้นเพื่อคนอื่น

บางคนก็เห็นแก่ตัวไม่มีความเมตตา

หลับตาข้างหนึ่งเข่นฆ่าแม้เด็กไร้เดียงสา

คนเราช่างทำได้ทุกอย่าง

แม้แต่การโกหกเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการ

หลอกลวงฉ้อโกง สารพัดวิธีหาทำให้ได้มา

ยิ่งเวลาผ่านไปจิตใจผู้คนก็เปลี่ยนแปลง เห็นแก่ตัว ไร้จิตสำนึก สามัญสำนึกไม่มี

ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาแม้จะผิดก็ตาม หากเราสำนึกรู้ จิตตระหนักได้ เมื่อถึงวัยหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องไขว่คว้าหาสิ่งจอมปลอมใด ๆ เพราะชีวิตคนเราจะเหลือเวลาอีกสักเท่าไหร่ ยืนหยัดอยู่บนความเป็นจริง ทำสิ่งที่บังเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ทำสิ่งที่อยากทำ มีจิตวิญญาณเติบโตวัฒนาขึ้น หมั่นดูแลสุขภาพให้แข็งแรงและมีความสุขใจในทุกกรณีที่ทำ นี่ก็คือสิ่งสูงสุดของชีวิตคนคนหนึ่ง

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

ตาใสในสวรรค์

 

ตาใสในสวรรค์

โลกของเรากำลังสว่างไสวโดยระบบอัจฉริยะเอไอ

แต่แล้วกลับมืดมนหม่นหมองลงทันทีด้วยความเห็นแก่ได้

ใช้ระบบที่ทันสมัยนี้เอาเปรียบ เขม่นฆ่าแม้กระทั่งคนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

ด้วยดวงใจที่มืดบอด ด้วยดวงใจที่มืดมิด คิดเห็นแก่ผลประโยชน์

ก่อสงครามทำลายล้างผลาญ เพื่อจะได้เป็นหนึ่งเป็นผู้ครอบครอง

ใช่หรือไม่ ความหมองเศร้าของโลกวันนี้มาจากคนใจบอด ที่ไม่ยอมให้ใครรักษา

         บางทีมนุษย์เราก็ถูกความคิดเห็นข้างเดียวครอบงำ

            ก่อให้เกิดความมืดบอดทางจิตวิญญาณ

            เราคิดว่าเราชาญฉลาดกว่าใคร ๆ นี่แหละสาเหตุแรกของใจที่มืดบอด

            เรามองไม่เห็นความงามในผู้คน ไม่เห็นความสดใสในแผ่นดินนี้

ในโลกที่เต็มไปด้วยภาพลวงตาและหน้ากากแห่งการหลอกลวง

อาจจะมองไม่เห็นด้วยตา แต่กลับรับรู้ได้ด้วยใจ

คนตาบอดยังมองเห็นความดีจากการกระทำ สัมผัสได้ถึงความจริงใจจากเสียงและน้ำใจ

แต่คนที่ใจบอดต่อให้ทำดีให้เป็นร้อยพันครั้ง ก็มองไม่เห็นค่าของความดีนั้น

คนใจบอดแม้ความดีล้ำค่าอยู่ตรงหน้าก็กลายเป็นแค่สิ่งไร้ค่า

ตาบอดยังดีกว่าใจบอด บางครั้งเราก็ต้องทำตาบอดบ้างก็ได้

เรื่องบางเรื่องเรายังไม่เห็นด้วยตาก็อย่าเพิ่งสรุป

เรื่องบางเรื่องเราอาจจะเห็นแค่ด้านเดียว เราไม่สามารถมองเห็นอีกด้าน

เพราะเหตุผลนี้เราจึงต้องวิเคาระห์สิ่งที่เราเห็นก่อนเสมอ

เพราะสิ่งที่เห็นย่อมไม่ใช่ความจริงเสมอ สิ่งที่ใช่อาจจะไม่ใช่ความจริงก็เป็นไปได้

เพราะใจที่ปิดสนิทต่อให้ความรัก ความหวังดี หรือความจริงใจ ก็ไม่อาจจะเยียวยาได้


สิ่งที่พอจะช่วยคนเปิดใจรับแสงสว่างได้ คือ “ความเมตตา” ที่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณ

เมตตาเป็นภาษาที่เป็นสากล

แม้ไม่ต้องใช้คำพูด แต่การกระทำที่อ่อนโยนและการช่วยเหลือก็สามารถส่งไปถึงความรู้สึกของผู้รับได้โดยตรง

“คนใจบอดมองไม่เห็น” ต่อให้คนเราจะมีดวงตาที่มองเห็นชัดเจนแค่ไหน แต่ถ้าหัวใจปิดตาย ไร้ซึ่งความเห็นอกเห็นใจ ก็จะไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้ถึงความงดงามของการให้และการแบ่งปัน

            ความเมตตาช่วยประสานความแตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นฐานะหรือที่มาเยียวยาใจทั้งผู้ให้และ ผู้รับ การทำดีเล็ก ๆ จากคนหนึ่ง สามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างทำตามได้

สรุปด้วยคำกล่าวที่ว่า “ความเมตตาคือภาษาที่คนหูหนวกได้ยิน และคนตาบอดมองเห็น”  มาร์ก ทเวน (Mark Twain) ความเมตตาจากพระเจ้าผ่านทางพระเยซูเจ้า คือ  การรักษาใจที่บอดของเราในวันนี้ แล้วเราพร้อมที่จะเข้ารับการรักษานี้หรือเปล่า 40 วันแห่งมหาพรตนี้คือเวลารับพระเมตตาจากพระองค์

อย่าทำใจแข็งและมืดบอดอยู่เลย กลับมาสู่หนทางสู่สวรรค์พร้อมกับพระเยซูเจ้า และเราจะได้เห็นโลกใหม่ที่สวยงามไปพร้อม ๆ กัน....